เกี่ยวกับพ่อครู 1

พ่อครูดอทคอม

นายวิทิต  ไชยวงศ์คต

ประวัติโดยสังเขป

………………….

ชาติกำเนิด

ชื่อนายวิทิต  นามสกุลไชยวงศ์คต บิดาชื่อทอน  มารดาชื่อทุม เกิดวันอาทิตย์ที่  6  สิงหาคม  พ.ศ. 2487 ที่บ้านด่านม่วงคำ  ตำบลด่านม่วงคำ  อำเภอโคกศรีสุพรรณ  จังหวัดสกลนคร  มีพี่น้อง  10  คน คือ

  1. นายสนิท ไชยวงศ์คต  อดีตผู้อำนวยการกองบริการการศึกษามหาวิทยาลัยมหิดลปัจจุบันเป็นข้าราชการบำนาญ และที่ปรึกษามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
  2. นายวิทิตไชยวงศ์คต  ข้าราชการบำนาญครู อ.เจริญศิลป์  จ.สกลนคร
  3. นางหวานใจ  อินธิสิทธิ์  ประกอบอาชีพทำนา บ้านด่านม่วงคำ
  4. นายนิวร ไชยวงศ์คต  ข้าราชการบำนาญครู อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร
  5. นางอ่อนจันทร์  พลธิราช  ประกอบอาชีพทำนา บ้านด่านม่วงคำ
  6. นายเท็จทอง  ไชยวงศ์คต  ประกอบอาชีพทำนา บ้านด่านม่วงคำ
  7. นายชาญชัย  ไชยวงศ์คต  ทำงานที่บริษัทไทยประกันชีวิตสาขานครพนม
  8. นายทรงสง่า  ไชยวงศ์คต  ประกอบอาชีพทำนา และได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ใหญ่บ้าน
  9. นางสมบัติ  ไชยวงศ์คต  รับราชการครู ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว
  10. นางวิไลวรรณ  ปัตโชติชัย รับราชการครูโรงเรียนบ้านด่านม่วงคำ อ.โคกศรีสุพรรณ

ประวัติการศึกษา

เรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนบ้านด่านม่วงคำ  นักธรรมชั้นเอกที่สำนักวัดศรีสุมังค์ ในเมืองสกลนคร  เปรียญธรรม 4 ประโยคที่วัดศรีชมชื่น จังหวัดหนองคาย ปริญญาตรีพุทธศาสตร์บัณฑิต สาขามานุษยสงเคราะศาสตร์ (พธ.บ.) จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร ปริญญาตรีครุศาสตร์บัณฑิต สาขาบริหารโรงเรียน(ค.บ.) จากวิทยาลัยครูสกลนคร

ประวัติการทำงาน

เป็นครูอัตราจ้างสอนวิชาภาษาอังกฤษที่โรงเรียนวชิรธรรมสาธิต 1 ปี เป็นครูผู้สอนโรงเรียนเจริญศิลป์วิทยา 2 ปี เป็นครูใหญ่/อาจารย์ใหญ่โรงเรียนบ้านหนองฮังแหลว 23  ปี เป็นอาจารย์ใหญ่และผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านทุ่งมนธาตุวิทยา 4 ปี  เป็นเลขานุการนายกเทศมนตรีตำบลเจริญศิลป์ 3 ปี

ปรัชญาในการดำรงชีวิต

ปัจจุบันคุณแม่ยังมีชีวิตอยู่ อายุได้  88  ปี ส่วนผมยังเป็นหนุ่มอายุเพิ่ง  66 ปีเท่านั้นเอง  ตั้งใจว่าจะมีชีวิตอยู่ซัก  150 ปีตามคำชักชวนของพี่ชาย แต่ไม่รู้ว่าจะอยู่ได้ถึงหรือเปล่า เพราะเห็นสภาพคนแก่อายุ 120 กว่าปีแล้วรู้สึกหดหู่…. ทำไมมันแก่หงักอย่างนั้น  เอาซัก  149 ปีน่าจะพอ  ซึ่งเมื่อต้องการจะมีชีวิตยืนยาวถึง  150  ปีก็ต้องปฏิบัติตามหลักการของคุณหมอ  5  ข้อให้ได้  กล่าวคือ  1. กินปลาเป็นหลัก  2. กินผักเป็นยา  3. กินกล้วยน้ำหว้าเป็นอาหารว่าง  4  เดินทางวันละ 5,000 ก้าว  5. คุยกับคนหนุ่มคนสาวทุกวัน   ปัจจุบัน เป็นข้าราชการบำนาญ(ครู)  กำลังพยายามปฏิบัติตามกฎ 5 ข้อนั้นอยู่ทุกวันครับ ที่สำคัญต้องรักษาความดี 5 อย่างเอาไว้ให้ได้ เพื่อให้คนที่อยู่ข้างกายมีความสุข กล่าวคือ 1. ดีหู  2. ดีหม  3. ดีหัน  4. ดีร้อยเท่า และ 5. ดีไม่ห่างเหิน โบราณว่าคนหนุ่มคิดถึงข้างหน้าด้วยความหวัง  คนแก่คิดถึงความหลังด้วยความรำพึงรำพัน มันซักจะเป็นความจริงขึ้นมาทุกที  เพราะเริ่มคิดถึงแต่เรื่องความหลัง คิดถึงใครต่อใครที่เคยรู้จักคุ้นเคย โดยเฉพาะเพื่อนรุ่นเดียวกัน  ส่วนมากก็เริ่มทยอยตายไปทีละคนสองคน ที่ยังมีชีวิตอยู่ก็เหมือนใบไม้ที่แก่เหลืองเตรียมร่วงหล่นลงสู่พื้นดินกลายเป็นปุ๋ยให้ต้นไม้ต่อไป  ชีวิตของคนเราก็เท่านี้เอง เกิดมาแล้วก็แก่ เจ็บและตายไปเป็นธรรมดา ไม่มีใครหนีพ้นความแก่เจ็บตายได้ พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้ที่ต้องการมีชีวิตยืนยาว ให้เจริญมรณานุสสติ กล่าวคือนึกถึงความตายทุกวัน ทุกเวลา  เพราะจะทำให้สามารถละความโลภความโกรธและความหลงได้ ซึ่งจะทำให้จิตใจสงบร่มเย็นและเป็นสุข เมื่อจิตใจมีความสุข ร่างกายก็จะสงบแข็งแรง โรคภัยไข้เจ็บจะไม่มาเบียดเบียน ทำให้มีอายุยืนยาวในที่สุด พระพุทธเจ้าตรัสว่า ใครพูดอะไรแม้แต่พระพุทธเจ้าพูดก็ให้ฟังหูไว้หู ให้คิดก่อน ทำดูก่อน ได้ผลเป็นประการใดจึงเชื่อตามนั้นครับพี่น้อง

ที่อยู่ปัจจุบัน  บ้านเลขที่  347 ซอย 19 ถนนศรีวิภัค บ้านเจริญศิลป์ หมู่ที่ 2  ตำบลเจริญศิลป์  อำเภอเจริญศิลป์  จังหวัดสกลนคร 47290  โทร.084 5141566

สำหรับเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นเว็บไซต์ที่ฝึกทำ แต่ยังไม่คล่องดีนัก หากมีข้อบกพร่องประการใด ก็ขออภัยมา ณ ที่นี้

………………………..

ชีวประวัติ

นายวิทิต  ไชวงศ์คต

……………………………

…………….

คำนำ

…………..

ข้าพเจ้าเกิดในครอบครัวชาวนาที่ยากจนในชนบท พ่อเป็นคนรูปร่างสูงใหญ่ แข็งแรง เมื่อถึงฤดูกาลทำนา พ่อจะทำงานรับจ้างขุดดินทำคันนาให้เพื่อนบ้านทั้งวัน ส่วนเวลากลางคืนพ่อรับจ้างสานกระบุง กระหยัง กระติบข้าว สวิง เป็นต้นตามที่มีผู้มาสั่งจ้าง มือพ่อไม่เคยว่างจากงานนอกจากนอนหลับ พ่อทำงานหนักตลอดชีวิต เพื่อให้ลูก ๆ มีอยู่มีกิน และมีชีวิตที่ดีกว่า  ข้าพเจ้าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของลูกพ่อจำนวน 10 คน  พ่อเสียชีวิตเมื่ออายุได้เพียง  62  ปีเท่านั้น ขณะนี้ข้าพเจ้ามีอายุได้  66 ปีกว่าแล้ว ยังต้องมีชีวิตอยู่เป็นเพื่อนพี่สนิทประธานชมรมผู้มีอายุยืน 150 ปี ชีวีสุขสันต์ต่อไปอีก 84 ปี ไม่ได้โม้นะครับ  เพราะยังมีนักวิทยาศาสตร์ที่คุยโม้กว่าว่า จะทำให้มนุษย์เรามีอายุยืนถึง  500 ปี เพื่อให้สามารถท่องเที่ยวไปในจักรวาลอันกว้างใหญ่ได้ทั่วถึง ท่านผู้อ่านอย่าเพิ่งตายนะครับ อยู่เป็นเพื่อนกันก่อน  150 ปีเท่านั้นเอง

 ยังไม่ถึงที่ตาย

ข้าพเจ้าชื่อนายวิทิต นามสกุลไชยวงศ์คต  พ่อชื่อทอน แม่ชื่อทุม เกิดวันอาทิตย์ท่ี  6  สิงหาคม พ.ศ. 2487  ปีวอก  ที่บ้านด่านม่วงคำ ตำบลด่านม่วงคำ อำเภอโคกศรีสุพรรณ  จังหวัดสกนคร เป็นลูกคนที่ 2 ของครอบครัว คุณแม่เล่าให้ฟังว่าข้าพเจ้าเกิดขณะเกิดสงครามโลกครั้งที่  2  และเกิดที่เถียงนาน้อย เวลากลางคืนเครื่องบินบินมาทิ้งระเบิดทุกคืน ทางการจึงประกาศเตือนห้ามก่อกองไฟในเวลากลางคืนโดยเด็ดขาด คุณแม่จึงอยู่ไฟหลังคลอดลูกด้วยความยากลำบากมาก เพราะกลัวเครื่องบินทิ้งระเบิด ข้าพเจ้าร้องไห้รบกวนทั้งกลางวันกลางคืน ร้องไห้จนกว่าจะหลับ แม้แต่ขณะหลับยังละเมอร้องไห้สะอึกสะอึ้นอีก พอเกิดมาได้ไม่นาน วันนั้นเป็นวันพระ ข้าพเจ้าร้องไห้ตั้งแต่ได้ยินเสียงพระเณรตีกลองแลง(ประมาณบ่าย 4 โมง)จนค่ำก็เงียบ คุณแม่กำลังไกวอู่อยู่เห็นผิดสังเกต จึงก้มมองเห็นไม่หายใจคิดว่าตายแน่ จึงตัดสายอู่รอคุณพ่อกลับมาเพื่อเอาไปฝัง คุณพ่อกลับจากปลายนามาถึงก็ตะพายอู่ลงจากเถียงนาจะเอาข้าพเจ้าไปฝัง ขณะคุณพ่อกำลังขุดหลุมก็ได้ยินเสียงเด็กร้องไห้  ตกใจจนจอบหลุดมือนึกว่าผีหลอก เปิดเสื่อห่ออู่ออกดูเห็นข้าพเจ้ากำลังร้องไห้อย่างเอาเป็นเอาตายจึงตะพายอู่กลับมาให้คุณแม่เลี้ยงต่อตามยถากรรม ต่อมาผิวหนังข้าพเจ้ามีผื่นขึ้นเต็มตัวเหมือนผิวหนังคางคก เพื่อนบ้านที่มาเยี่ยมไม่มีใครกล้าอุ้ม ทำให้คุณแม่มือใหม่ฉุกคิดขึ้นได้ว่า คงเป็นเพราะนำผ้าอ้อมไปซักล้างในน้ำแจนา เนื่องจากบ่อน้ำอยู่ไกล ไม่ได้เฉลียวใจสักนิดว่า จะทำให้ระคายเคืองผิวหนังลูกน้อย ทำให้ข้าพเจ้าร้องไห้ไม่หยุดเป็นเวลานานนับเดือน จึงเปลี่ยนไปใช้น้ำบ่อซักผ้าอ้อม และรักษาโรคผิวหนังข้าพเจ้าตามมีตามเกิด ไม่มีแป้ง ไม่มียารักษา นอกจากยาผีบอก กล่าวคือไปหาเปลือกไม้ที่มีรสฝาดมาต้ม ทิ้งไว้ให้เย็นแล้วเอาน้ำต้มอาบให้ พอให้ได้นอนหลับเหมือนคนอื่นบ้าง

โรคซ้ำกรรมซัด

สมัยนั้นคนไทยเป็นโรคหิดกันมาก โดยติดต่อมาจากคนญวนที่อพยพหนีภัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เข้ามา ข้าพเจ้าก็พลอยติดโรคหิดนั้นด้วย คุณแม่จึงแยกให้ไปอยู่กับคุณย่าเพราะกลัวโรคหิดจะติดต่อถึงพี่น้อง ข้าพเจ้าจำได้ได้ว่าขณะที่มีอายุได้ประมาณ 3-4  ปีคุณพ่อนำข้าวเปลือกใส่เกวียนไปขายในเมืองสกลนคร 1 คืน ขากลับได้แวะไปขอซื้อยาขี้ผึ้งกำมะถันจากคุณหมอที่สถานีอนามัยในเมือง คุณย่าทายาให้ข้าพเจ้าก่อนนอนทุกคืนทำให้โรคหิดหายตั้งแต่บัดนั้น

ต้นไม้มีพิษ

พอโรคหิดหายก็กลายเป็นคางคก  บ่ายวันหนึ่งขณะที่ข้าพเจ้าออกหายิงกิ้งก่าตามต้นไม้  เผอิญลูกหน้าไม้ที่ยิงไปพลาดไปถูกต้นน้ำเกลี้ยง  ข้าพเจ้าปีนขึ้นไปดึงลูกหน้าไม้ด้วยความเสียดาย  พอกลับถึงบ้านก็เกิดผดผื่นเล็ก ๆ ขึ้นตามแขนขา ตื่นเช้าขึ้นมาวันใหม่มีผดผื่นขึ้นตามผิวหนังทุกที่ ยกเว้นลูกตา เหมือนคางคกไม่มีผิด  ใครต่อใครพากันมาดู ให้คำแนะนำไปต่าง ๆ นานา ลุงคนหนึ่งบอกว่า ครั้งหนึ่งลุงก็เคยเป็นอย่างนี้เหมือนกัน  สาเหตุเป็นเพราะนางผีต้นไม้นั้นลงโทษ ให้เอาขี้เถ้าไปโรยอ้อมต้นไม้ต้นนั้น แล้วแก้กางเกง ฟ้อนไปเด้าไปรอบต้นไม้นั้น เพื่อให้ผีพอใจผดผื่นเหล่านี้ก็จะหายไปเอง ข้าพเจ้าได้ทำตามคำแนะนำนั้นทุกประการ แต่ผดผื่นขึ้นหนากว่าเดิมอีก  พ่อจึงไปแกะเอาเปลือกไม้เต็งรังมาต้มให้อาบประมาณครึ่งเดือนจนผิวหนังดำมะเมื่อม อาการผดผื่นจึงค่อย ๆ ลบเลือนหายไป

แขนหัก

พอผดผื่นหายแขนก็หัก  บ่ายวันหนึ่ง ขณะปีนรั้วขึ้นล้อมยิงกิ้งก่าคอแดงด้วยพลุกับเพื่อน เพื่อนยิงพลาด ลูกพลุพุ่งตรงมายังข้าพเจ้า ข้าพเจ้าหลบได้หวุดหวิด แต่มือหลุดจากราวรั้วพลัดตกลงบนพื้นทำให้แขนข้างซ้ายหัก ข้าพเจ้าร้องไห้ลั่น มีผู้ใหญ่คนหนึ่งมาช่วยดึงแขนทำให้กระดูกเข้าที่  พ่ออุ้มข้าพเจ้าขึ้นไปนอนที่ระเบียงบ้าน นำไม้ไผ่มาถักดามแขนให้ พ่อทำการักษาข้าพเจ้าตามคำแนะนำของหมอพื้นบ้านที่มาเยี่ยม แม่จัดที่นอนให้ที่ระเบียงบ้าน มีมุ้งเล็ก ๆ กางไว้กันยุงเพราะคงต้องใช้เวลาในการรักษานานหลายเดือน  พ่อไปจับกบตัวผู้มาหนึ่งตัว หักแข้งมันใส่ลงไว้ในน้ำเต้า เติมน้ำลงไปครึ่งหนึ่ง เอาน้ำจากน้ำเต้าทาแขนตรงที่หักบ่อย ๆ หมอบอกว่า แข้งกบต่อได้เมื่อไหร่แขนข้าพเจ้าก็จะต่อได้เมื่อนั้น ข้าพเจ้าต้องนั่งนอนเฝ้าน้ำเต้ากบเกือบสองเดือนตามคำแนะนำของหมอ ปรากฏว่ากระดูกแขนข้าพเจ้าต่อกันได้สนิทเลย ข้าพเจ้านำกบไปปล่อยในลำน้ำก่ำ ก่อนจะปล่อยกบไปได้จับพลิกดูแข้งของมัน ปรากฏว่าต่อได้แล้วเช่นเดียวกัน ข้าพเจ้ากล่าวขอบคุณ  แล้วปล่อยมันลงลำน้ำก่ำไป

ผีหลอก

เนื่องจากต้องนอนเฝ้าน้ำเต้ากบอยู่ทั้งวันทั้งคืน  ทำให้ยุงในบ้านซึ่งขณะนั้นมีทั้งยุงก้นปล่องและยุงลายรุมกัด พอแขนหายก็กลายเป็นไข้ทันที ไข้ขึ้นเป็นเวลา พอใกล้ค่ำจะรู้สึกหนาวจนสั่นสะท้านและเห็นผีตัวใหญ่ตาแดงลิ้นยาวมาหลอกหลอน พ่อกับแม่จึงนำขันดอกไม้พาข้าพเจ้าไปให้พระที่วัดผูกแขนเป็นลูกตามคำแนะนำของชาวบ้าน  แต่อาการไม่ดีขึ้น ตอนค่ำข้าพเจ้าต้องร้องไห้ลั่นบ้านเพราะเห็นผีตัวใหญ่ตาแดงลิ้นยาวมาหลอกหลอนทุกค่ำคืน  กว่าจะได้หลับได้นอนก็โกลาหลทั้งบ้านหลายชั่วโมง  หลับสักพักก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาอีก  ผีมันมาอีกแล้ว ร้องไห้กลัวผีอีกแล้ว จนกระทั้งเช้าวันหนึ่งขณะที่ไม่มีใครอยู่บ้าน ชาวบ้านเห็นข้าพเจ้าเดินร้องไห้เช็ดน้ำตาไปทางป่าช้า ถามก็ไม่ตอบ จึงจับตัวไว้และช่วยกันหามข้าพเจ้ากลับมาบ้าน ในขณะนั้นข้าพเจ้ามีความรู้สึกว่า นอนอยู่บนแคร่มีคนหามแห่ หูแว่วได้ยินเสียงฆ้องกลองแห่แหนข้าพเจ้าดังก้องตลอดเวลา  ชาวบ้านช่วยกันหามข้าพเจ้าขึ้นไปนอนไว้ที่ชานบ้าน เอาน้ำมาเทราด ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกตัวลุกขึ้นนั่ง ชาวบ้านถามข้าพเจ้าต่าง ๆ นานา แต่ข้าพเจ้าตอบใครไม่ได้เลยว่าทำไมจึงเป็นอย่างนี้  พวกเขาปูเสื่อให้ข้าพเจ้านอน ย่ากลับมาจากไปทำบุญที่วัดช่วยพัดวีให้  เมื่อพ่อกับแม่มาถึงก็ปรึกษาหารือกัน พ่อตัดสินใจเอาข้าวเปลือกใส่เกวียนเข้าไปขายที่โรงสีในเมืองสกลนคร และไปซื้อยาจากหน่วยมาลาเรียมาให้ข้าพเจ้ากิน  อาการดีขึ้นเป็นลำดับและหายเด็ดขาดในที่สุด ส่วนผีตัวใหญ่ตาแดงลิ้นยาวก็ไม่มาหลอกหลอนข้าพเจ้าอีกเลย

น้ำมันพราย

สภาพของหมู่บ้านเวลานั้นขาดแคลนปัจจัยโครงสร้างพื้นฐานทุกอย่าง ไม่มีหมอ ไม่มียา ที่น่าสงสารที่สุดคือผู้หญิงท้องแก่ใกล้คลอด ถ้าคลอดลูกเองไม่ได้ต้องตายสถานเดียว  บางคนเจ็บท้องคลอดลูก นั่งนอนร้องไห้โหยหวนครวญครางทั้งกลางวันกลางคืน 7-8 วันกว่าจะสิ้นใจ พอสิ้นใจก็ต้องไหว้วานคนใจกล้าผ่าท้องเอาลูกออกมาแล้วนำไปฝังทั้งแม่ทั้งลูกในป่าช้าผีตายโหงก่อนตะวันตกดินตามประเพณี ข้าพเจ้าแอบไปดูน้าสาวข้างบ้านเจ็บท้องคลอดลูก เธอถูกมัดแขนโยงกับขื่อบ้านกึ่งนั่งกึ่งนอนร้องครวญครางโอดโอยโหยหวนด้วยความเจ็บปวด เสียงดังไกลได้ยินถึงหัวบ้านท้ายบ้าน เขย่าประสาทชาวบ้านให้หวาดผวาได้ 9 วัน 9 คืนจึงเสียชีวิตในตอนเช้าประมาณเก้าโมง สามีและญาติพี่น้องได้จัดงานศพตามประเพณี โดยให้อาสาสมัครสับปะเหร่อประจำหมู่บ้านเอามีดผ่าท้องเอาลูกออกมา เย็บหน้าท้องของแม่ไว้ แล้วนำลูกน้อยไปนอนไว้ข้างศพแม่ซึ่งญาติพี่น้องช่วยกันทาแป้งให้อมเงินเหรียญบาทมัดมือถือดอกไม้ธูปเทียนแล้วนำทั้งคู่เข้านอนในโลงศพซึ่งปูด้วยเสื่อ ประมาณบ่ายสองโมงชาวบ้านพากันหามแห่ศพไปฝังที่ป่าช้าท้ายหมู่บ้านซึ่งอยู่ติดกับโรงเรียน ข้าพเจ้าและเพื่อน ๆ ห้องที่ไม่มีครูสอนพากันวิ่งไปยืนดูด้วยใจระทึก  เล่าขานกันในเวลาต่อมาว่า ครูใหญ่ของเราซึ่งภรรยาของท่านเป็นอัมพาตมาหลายปี ได้หลงรักหญิงสาวสวยวัยแรกแย้มในหมู่บ้านคนหนึ่ง แต่ผู้หญิงเขาไม่เล่นด้วย แม้จะเข้าทางพ่อตาแม่ยายเธอก็ไม่ยินยอม  จึงให้ลูกเขยซึ่งเป็นคนเขมรจอมขมังเวทย์พาไปเอาน้ำมันพรายที่ป่าช้า แต่ความลับรั่วไหลถึงพี่สมัยลูกชายลุงแดงซึ่งคุณแม่ของเขาก็ตายท้องกลมเหมือนกัน  เมื่อถึงคืนที่นัดหมาย พอค่ำลงพี่สมัยแต่งตัวเป็นผีไปแอบอยู่หลังต้นไม้เพื่อปกป้องหลุมศพคุณแม่ของเขา ไม่นานนักก็มองเห็นครูใหญ่กับลูกเขยเดินมาที่หลุมศพน้าผู้หญิงที่อยู่ใกล้กัน ทั้งสองช่วยกันล้อมวงสายสิญจน์ นั่งลง จุดเทียนเริ่มทำพิธีปลุกผี ขณะที่ลูกเขยครูใหญ่กำลังท่องคาถาสะกดวิญญาณเรียกผีขึ้นจากหลุมอยู่นั้น  พี่สมัยส่งเสียงโหยหวนถือกิ่งไม้เขย่าเดินเหยียบใบตองแห้งเสียงดังกรอบแกรบ ยกมือแยกเขี้ยวทำท่าทางเหมือนผีย่างสามขุมออกมาจากหลังต้นไม้ใหญ่ ลูกเขยครูใหญ่มองเห็นตื่นตกใจสุดขีดลุกขึ้นวิ่งใส่เกียร์หมาออกจากป่าช้าไปอย่างรวดเร็ว ครูใหญ่ใส่เกียร์ห้าวิ่งตามไปห่าง ๆ โดยมีพี่สมัยวิ่งเขย่ากิ่งไม้ตามหลังครูใหญ่ไปติด ๆ ครูใหญ่ทั้งวิ่งทั้งร้องไปตลอดระยะทางประมาณเกือบสองกิโลเมตรว่า.. มึงอย่ามานำกู ๆ ๆ ๆ   วันต่อมาครูใหญ่กับลูกเขยเป็นไข้หัวโกร๋น

กองทัพผี

หลังจากครูใหญ่รู้ว่าถูกพี่สมัยหลอก ได้ให้ลูกเขยไปตามอาจารย์หมอผีมา ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขานัดหมายไปทำอะไรบ้าง ต่อมาครูใหญ่ได้แต่งงานกับผู้หญิงที่ท่านหลงรัก แต่ขณะเดียวกันก็เกิดเหตุการณ์เขย่าขวัญสั่นประสาทผู้คนภายในหมู่บ้านหลายอย่างในเวลากลางคืน ชาวบ้านต้องรีบกินข้าวแลงก่อนค่ำ และรีบเข้านอนแต่หัวค่ำ เพราะตกดึกจะมีแสงสีส้ม คล้ายดวงตา โตเท่าไข่ห่าน สูงจากพื้นดินประมาณหนึ่งเมตร ออกมาจากบริเวณป่าสะแกท้ายบ้านครูใหญ่ เข้ามาวนเวียนตามใต้ถุนบ้านเกือบทุกหลังคาเรือนเหมือนสิ่งมีชีวิต  ถ้าเจ้าของบ้านทำเสียงดังแสงจะดับวูบลงทันที และไม่นานก็จะปรากฏที่ใต้ถุนบ้านหลังอื่นต่อไป พอใกล้สว่างแสงนั้นจะกลับเข้าป่าบริเวณที่มันออกมา และมีเสียงเหมือนลมพายุออกมาจากป่าช้าท้ายหมู่บ้าน  เข้ามาตามถนนภายในหมู่บ้านแล้วย้อนกลับไปยังป่าช้าเหมือนเดิมคืนละครั้งสองครั้ง  เด็ก ๆ เป็นโรคตาแดงเกือบทั้งหมู่บ้าน พี่น้องข้าพเจ้าก็เป็นโรคตาแดงทุกคน  ตื่นนอนตอนเช้าข้าพเจ้าและน้อง ๆ พากันร้องไห้กระจองอแง เพราะตาบวมและติดแน่นจนลืมตาไม่ได้  ต้องเข้าแถวรอให้พ่อกับแม่ช่วยล้างแกะขี้ตาแห้งออกให้ทีละคน ทุกคืนพอใกล้สว่างคุณพ่อจะไต้ตะเกียงก๊อกลงไปส่องเก็บยอดหญ้าหลับมืน ซึ่งขึ้นอยู่ทั่วไปตามริมถนนภายในหมู่บ้าน นำมาคั้นกรองเอาน้ำสำหรับหยอดตาลูก ๆ  ต่อมาคืนหนึ่งใกล้สว่างแล้ว เสียงไก่ขันเจื้อยแจ้วดังมาจากทั่วหมู่บ้าน ข้าพเจ้าได้ยินเสียงคุณแม่กำลังนึ่งข้าว คุณพ่อไต้ตะเกียงก๊อกลงจากบ้านไป ไม่นานนักก็ได้ยินเสียงคล้ายลมพายุพัดมา และเสียงคุณพ่อกระโดดขึ้นมาบนชานบ้านเสียงดังโครมคราม  คุณแม่ร้องถามมาจากในครัวว่า วิ่งหนีอะไรมาหรือพ่อ คุณพ่อพูดละล่ำละลักว่า หมา ๆ ๆ หมาใหญ่ไล่กัดพ่อ โน้นมันวิ่งลอดใต้ถุนบ้านเราไปแล้ว รอจนสว่างพ่อจึงกล้าลงจากบ้านไปเก็บตะเกียงกับหญ้าหลับมืนขึ้นมาคั้นกรองเอาน้ำหยอดตาลูก ๆ  คุณพ่อเล่าให้ ฟังว่า ขณะที่พ่อกำลังส่องไฟเก็บยอดหญ้าหลับมืนริมถนนหน้าบ้าน ก็ได้ยินเสียงเหมือนลมพายุพัดมาตามถนน จึงยกตะเกียงขึ้นส่องดู มองเห็นหมาดำตัวสูงใหญ่เกือบเท่าม้าแกลบ ตาแดงโตเท่าไข่ห่าน อ้าปาก ลิ้นห้อยส่งเสียงดังโฮก ๆ วิ่งนำหน้ามา พ่อตกใจสุดขีดทิ้งตะเกียงก๊อกและหญ้าหลับมืนในมือ หันหลังวิ่งเต็มฝีเท้ากระโดดขึ้นบันได 7 ขั้นเพียงสามครั้งถึงชานบ้านเลย หมาผีกระโดดงับเกือบถึงหลังคอพ่อ ดีที่พ่อกระโดดขึ้นบ้านทัน  จากนั้นมันก็ส่งเสียงดังโฮก ๆ ๆ ลอดใต้ถุนบ้านของเราออกไปที่ถนนพร้อมกับเสียงเหมือนลมพายุพัดไปทางป่าช้าท้ายหมู่บ้านโน่น เพื่อนบ้านหลายคนก็เห็นคล้าย ๆ กัน นับแต่วันนั้นมาพ่อจะรีบเก็บยอดหญ้าหลับมืนก่อนจะมืดค่ำนำมาคั้นกรองหยอดตาให้ลูกก่อนนอนจนโรคตาแดงหายทุกคน ต่อมาผู้ใหญ่บ้านตีกลองเรียกประชุมลูกบ้าน รวมเงินไปจ้างหมอผีมาทำพิธีเสี่ยงข้องไปขุดเอาว่านหมาน้อยที่ปลูกไว้ในตอไม้สะแกบริเวณรั้วบ้านครูใหญ่นำมาเผา  และไล่จับผีเข้าหม้อนำไปฝังที่ป่าช้า เรื่องวุ่นวายทั้งหลายจึงสงบลง

ตกน้ำ

บ่ายวันหนึ่งน้ำในลำน้ำก่ำหลากมา ข้าพเจ้าลงไปเล่นน้ำกับเพื่อน ๆ แต่ข้าพเจ้ายังว่ายน้ำไม่เก่ง จึงถูกกระแสน้ำพัดพาออกไปห่างฝั่งจนถึงกลางแม่น้ำไหลลงไปเรื่อย ๆ ข้าพเจ้าดิ้นรนสุดแรงเพื่อเอาชีวิตรอด แต่ดูเหมือนว่ากำลังจะขาดใจตาย เดชบุญขณะที่กำลังหมดแรงจะจมน้ำตาย ก็มีพี่เสริมที่เล่นน้ำอยู่ห่างออกไป เห็นเหตุการณ์จึงว่ายน้ำมาช่วยได้ทัน  ข้าพเจ้าสำลักน้ำแทบแย่ ถ้าไม่มีพี่เสริมช่วย ข้าพเจ้าคงต้องตายตามเพื่อนพ้องน้องที่จมน้ำตาย ณ ที่ตรงนั้น ก่อนหน้านี้เกือบทุกปี

นักเลงใหญ่

หลังจากหายเจ็บป่วยแล้ว  มีเพื่อนฝูงและลูกน้องหลายคน บ่ายวันหนึ่งขณะลงไปเล่นน้ำในลำน้ำก่ำถูกนักเลงรุ่นเดียวกันชื่อเพชร  มูลเมืองแสน ไปดักทำร้าย เราชกกันอย่างเอาเป็นเอาตาย  กอดรัดฟัดเหวี่ยงกันไปมาในป่าเบ็นริมน้ำก่ำจนบาดเจ็บหัวโนเป็นมะกรูดด้วยกันทั้งคู่ ยังไม่รู้แพ้ชนะก็พอดีมีผู้ใหญ่มาแยกให้จับมือเป็นเพื่อนกัน

บ่ายวันหนึ่งเด็กชายโส ลูกชายคุณป้าสด (พี่สาวพ่อ)มาพูดจาท้าทายสบประมาทว่าหน้าไม้ของข้าพเจ้ายิงเขาไม่ถูก และท้าให้ข้าพเจ้ายิง เพราะเขายืนอยู่ไกลถึงเกือบฟากวัด ข้าพเจ้ายืนอยู่นอกวัด จึงโก่งหน้าไม้เล็งใส่หลังคาวัดแล้วยิงไปอย่างเดช ปรากฏว่าลูกหน้าไม้โค้งลงเสียบหน้าแข้งเด็กชายโสพอดี เด็กชายโสร้องไห้เสียงดังลั่นวัด ข้าพเจ้าตกใจรีบวิ่งไปถอดให้ เลือดไหลไม่หยุด เด็กชายโสยิ่งร้องไห้เสียงดังไปฟ้องลุงเชี่ยน ลุงวิ่งไล่จับ ข้าพเจ้าวิ่งหนีสุดชีวิตจนเกือบจะพ้นหมู่บ้านอยู่แล้ว ลุงก็วิ่งไล่ตามทัน และจูงข้าพเจ้ากลับมานั่งคุยกันที่บ้านลุงจนได้ เหนื่อยหอบทั้งลุงทั้งหลาน ลุงนำกล้วยน้ำว้ามาให้กินคนละลูกแล้วสอนว่า หลานเอ้ย..เราเป็นพี่น้องกัน ให้รักกันไว้นะ วันหน้าเรายังจะได้พึ่งพาอาศัยกัน

เจ้าพ่อมะกอก

มีต้นมะกอกใหญ่อยู่ต้นหนึ่งในบริเวณวัดหน้าบ้านข้าพเจ้า หน้าแล้งมีลูกสุกเต็มต้น และทยอยหล่นทุกวัน กว่ามะกอกจะหล่นหมดต้นก็กินเวลานานนับเดือน ชาวบ้านจะใช้ให้ลูก ๆ ไปเก็บมะกอกเหล่านั้น  ข้าพเจ้าประกาศห้ามเก็บโดยเด็ดขาด เด็กคนไหนไปเก็บมะกอกโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นโดนข้าพเจ้าไล่ต่อยท้อง ถ้าเป็นเด็กโตกว่าก็จะเอาหน้าไม้ไล่ยิงร้องไห้วิ่งหนีกระเจิดกระเจิงทุกครั้ง  บ่ายวันหนึ่งขณะข้าพเจ้านอนเฝ้าต้นมะกอกอยู่ที่ระเบียงบ้าน เห็นเด็กผู้หญิงสองพี่น้องกำลังเก็บมะกอกอยู่ จึงลงจากบ้านวิ่งไปไล่ชกท้องเด็กหญิงผู้เป็นพี่หนึ่งตุ้บ เด็กทั้งสองร้องไห้ลั่นวัด พากันทิ้งมะกอกวิ่งหนีเอาตัวรอด ข้าพเจ้าวิ่งไล่เตะก้นสองพี่น้องไปจนพ้นเขตหวงห้าม  ตอนเย็นคุณแม่ของเธอมาฟ้องพ่อ ข้าพเจ้าถูกพ่อเรียกไปอบรมว่า อย่ารังแกเด็กผู้หญิง เพราะเมื่อพวกเธอโตขึ้นเป็นสาวสวย ลูกโตเป็นหนุ่มอาจจะไปรักชอบเธอก็ได้ หวงทำไมมะกอกวัด ไปเอามะกอกที่เก็บไว้มาฝากคุณแม่ของเธอสิลูก ค่าดองจะได้ไม่แพง คุณแม่ของเธอหัวเราะชอบใจ ข้าพเจ้ารีบไปเอามะกอกมาให้คุณแม่ของเธอ ยิ้มเขิน ๆ และเลิกหวงมะกอกตั้งแต่บัดนั้น ต่อมาเห็นใครไปเก็บมะกอกวัดก็มักจะไปช่วยเก็บเสมอ

กระดานเป็นเหตุ

พออายุได้ 7 ปี คุณพ่อซื้อชุดนักเรียนให้ ตอนนั้นไว้ผมยาวประบ่า ไม่ยอมให้ช่างตัดผมเข้าใกล้โดยเด็ดขาดเพราะกลัวจะถูกตัดผมทำให้หัวลาย คุณพ่อและคุณแม่ช่วยกันจับมัดกับต้นเสาเพื่อให้ช่างตัดผมให้สั้น เช้าวันเปิดเรียนข้าพเจ้าแต่งตัวชุดนักเรียนเรียบร้อย แต่ไม่ยอมไปโรงเรียนเพราะไม่พอใจกระดานที่คุณพ่อทำให้ด้วยไม้แป้นปลีก รมควัน ซึ่งทั้งใหญ่ หนักและไม่สวยเหมือนเพื่อนคนอื่นที่เขามีกระดานชนวน   เดือดร้อนถึงคุณย่าต้องอ้อนวอนและพาไปส่ง พอเผลอคุณย่าหนีกลับบ้านเมื่อไหร่ไม่รู้  ข้าพเจ้าร้องไห้เสียงดังลั่นห้องแบกกระดานวิ่งตามหลังคุณย่าไป ครูใหญ่(กาบ สุวรรณเจริญ)เอ็ดตะโรเสียงดังไล่หลัง ข้าพเจ้าวิ่งสะดุดขาตัวเองล้มลงกลางสนาม กระดานหลุดจากบ่ากระเด็นไปคนละทาง ครูใหญ่กับนักเรียนวิ่งตามมาทันจึงช่วยกันจับไปนั่งหน้าชั้น  ครูใหญ่ออกคำสั่งให้นั่งนิ่ง ๆ  ห้ามร้องไห้ จึงได้แต่สะอึกสะอึ้น จนถึงพักเที่ยงวัน  ครูใหญ่สั่งให้นักเรียนทุกคนกลับมาเรียนตอนบ่ายใครขาดเรียนจะตามไปตีถึงบ้าน  กินข้าวมื้อกลางวันอิ่มแล้วคุณย่าต้องไปส่งตามเคย คุณย่าพาไปส่งโรงเรียนได้สามวันก็นอนคลุมโปงทำทีป่วย บอกให้ไปโรงเรียนกับพี่ชาย พี่บอกว่าห้ามร้องไห้ไม่งั้นไม่ให้ไปด้วย อายเพื่อนเขา นับแต่นั้นมาก็แบกกระดานไปเรียนกับพี่ชายทุกวัน ชอล์กไปหาเอาข้างหน้า  ไปโรงเรียนมีเพื่อนมาก สนุก เพราะมีนักเรียนมาเรียนร่วมกันถึง 3 หมู่บ้าน จำนวนนักเรียนประมาณ 180 คน มีครู  3  คน    ข้าพเจ้าอ่านหนังสือและคิดเลขเป็นตอนเรียนชั้น ป. 2  เพราะคุณครูผู้หญิงเข้มงวดมาก ถูกคุณครูบิดหนังท้องหลายที ดึงหูขึ้นฟ้าหลายครั้ง เขกโต๊ะทุกวัน คาบไม้บรรทัดยืนขาเดียวหน้าชั้นเป็นประจำ พออ่านหนังสือได้คิดเลขเป็นข้าพเจ้าสอบได้ที่ 2 ทุกครั้ง ส่วนที่  1 เด็กหญิงอัมพร นักเรียนบ้านโนนกุงได้ไป บางวันครูไม่มาก็แบ่งฝ่ายตีกัน

สงครามระหว่างหมู่บ้าน

จนกระทั้งบ่ายวันหนึ่งหลังจากพักเที่ยงวัน เกิดการยกพวกตะลุมบอนกันระหว่างหมู่บ้าน นักเรียนชายบ้านโนนกุงประมาณ 30 คน นำทีมโดยเด็กชายสมพงษ์ เตรียมมีดและดาบไปปิดล้อมทางเข้าโรงเรียน เพื่อดักแทงดักฟันนักเรียนบ้านด่านม่วงคำ นักเรียนบ้านด่านม่วงคำประมาณ 20 คน นำทีมโดยพี่สนิท กับพี่นวน ดึงเอาเสารั้วสวนผักโรงเรียนคนละต้นรุกไล่โอบล้อมตีหน้าแข้งนักเรียนบ้านโนนกุงตั้งแต่ทางเข้าโรงเรียนจนถึงหน้าอาคารเรียน นักเรียนบ้านโนนกุงถูกตีหน้าแข้งบาดเจ็บหลายคน นักเรียนหญิงร้องไห้กระจองอแงขอร้องอย่าตีกัน มีนักเรียนบางคนวิ่งไปบอกครูใหญ่ที่กำลังทานข้าวมื้อกลางวันอยู่บนบ้าน  ครูใหญ่วิ่งเต็มฝีเท้าฝ่าเปลวแดดมาถึงตะโกนสุดเสียงบอกให้หยุดไปตลอดทาง   เรียกนักเรียนทั้งสองฝ่ายขึ้นไปในห้องเรียน สอบสวสนเสร็จ สั่งลงโทษนักเรียนทั้งสองฝ่าย โดยให้นักเรียนบ้านโนนกุงไปตัดไม้มาทำเสารั้วสวนผักคนละ 20 ต้น โทษฐานนำมีดพร้าอาวุธมาโรงเรียน ส่วนนักเรียนบ้านด่านตีก้นหัวหน้า 3 ที ลูกน้องคนละ 1  ที  อบรมให้รักสามัคคีกันเพราะล้วนแต่เป็นญาติพี่น้องกันทั้งสิ้น  ส่วนข้าพเจ้าไม่มีส่วนร่วมในการตะลุมบอนครั้งนี้ ได้แต่ยืนดูด้วยใจระทึก

สนุกสุดขีด

พอขึ้น ป.3 บ้านโนนกุงและบ้านป่าปอตั้งโรงเรียนใหม่จึงแยกนักเรียนไป เหลือนักเรียนบ้านด่านม่วงคำไม่ถึงร้อยคน มีครู 2 คน ครูใหญ่สอนชั้น ป. 1-2 ครูน้อย(ผู้ชาย)สอนชั้น ป.3-4  ข้าพเจ้าสอบได้ที่เท่าไรไม่รู้เพราะคุณครูประจำชั้นไม่บอก ครูประจำชั้นกำลังมีคดีความเรื่องชู้สาว ถูกพิจารณาโทษทางวินัย จึงไม่ค่อยมาโรงเรียน จำได้ว่าท่านมาโรงเรียนตอนเช้าอาทิตย์ละ 2-3 วัน เขียนโจทย์เลขบนกระดานให้นักเรียนทำเสร็จ สั่งนักเรียนให้ทำเงียบ ๆ ห้ามส่งเสียงดัง ทำทีไปปัสสาวะแล้วหายตัวไปเลย ตอนบ่ายมาตรวจเลขบนกระดาน เขียนคำสั่งให้นักเรียนเขียนเรียงความแล้วก็หายตัวไปอีกเหมือนกัน ส่วนวันศุกร์จะมาตอนบ่ายถือไม้เรียวมาอันหนึ่งพอมาถึงก็ฟาดโต๊ะดังปัง ออกคำสั่งให้เอาการบ้านที่สั่งไว้เมื่อวานมาส่ง ใครไม่ทำโดนตีก้น 1 ที เพื่อน ๆที่ตามไปสอดแนมครูเล่าว่า คุณครูไปเล่นไฮโลว์ที่ชายป่ากับชาวบ้าน ช่วงนี้สนุกสุด ๆ ครูไม่อยู่ใครมีทีเด็ดอะไรงัดออกมาเล่น ถ้าเสียงดังโครมครามหนวกหูครูใหญ่ก็จะถือไม้เรียวเดินมาตีโต๊ะตีกระดานออกคำสั่งให้เงียบแล้วท่านก็เดินกลับไปสอนประจำชั้นของท่านต่อไป  พวกเราก็แอบลงไปเล่นใต้ถุนอาคาร  พอครูใหญ่ตีระฆังพักก็จะพากันวิ่งลงสู่สนามเล่นเกมแบ่งฝ่ายสู้รบกัน บางวันปากแตก บางวันหัวโนเป็นมะกรูด เพราะไม่มีลูกฟุตบอล หรือตระกร้อให้เล่นเหมือนสมัยปัจจุบัน ส่วนนักเรียนหญิงก็เล่นหมากเก็บ   ครูใหญ่ตีระฆังเลิกรีบวิ่งขึ้นห้องเรียนท่องสูตรคูณ และบทอาขยาน ไหว้พระสวดมนต์ แล้วกล่าวคำว่า สวัสดีครับคุณครู สวัสดีคะคุณครู โดยที่คุณครูยังไม่กลับมาจากวงไฮโล  แล้วพากันเดินทางด้วยเท้าเปล่ากลับบ้านอย่างมีความสุข

ช่วยชีวิตครูใหญ่

เช้าวันหยุดเรียนวันหนึ่ง ขณะที่ข้าพเจ้ากับพี่สนิทและเพื่อนอีกสองคน เดินคุยกันไปนาอย่างมีความสุข มองเห็นชายแก่คนหนึ่งท่อนบนลำตัวเปลือยเปล่ากำลังวิ่งกวัดแกว่งเสื้อมาจากปลายทุ่ง มุ่งตรงมาทางพวกเราเหมือนกำลังวิ่งหนีอะไรมาสักอย่าง  พอวิ่งใกล้เข้ามาจึงรู้ว่าครูใหญ่นั่นเอง ทั้งวิ่งทั้งตะโกนขอความช่วยเหลือ พี่สนิทสั่งให้ทุกคนวิ่งเข้าไปช่วยครูใหญ่ แต่แล้วก็ต้องผงะ เพราะมองเห็นฝูงผึ้งบินไล่หลังครูใหญ่มาเป็นร้อย  บางกลุ่มเข้ารุมต่อยบริเวณลำตัวครูใหญ่อย่างดุร้าย พวกเราแก้เสื้อออกกวัดแกว่งเสื้อตีผึ้งช่วยครูใหญ่อย่างกล้าหาญ ไม่กลัวว่าจะโดนผึ้งต่อยแม้แต่น้อย ผึ้งไม่สนใจที่จะต่อยพวกเราเลย มันมุ่งต่อยครูใหญ่คนเดียว พวกเราล้อมครูใหญ่ไว้ช่วยกันเอาเสื้อกวัดแกว่งตีผึ้งอย่างดุเดือด ในที่สุดพวกเราก็สามารถตีผึ้งตัวสุดท้ายตายได้สำเร็จ ครูใหญ่ยืนหอบซี่โครงบาน ก้มศีรษะให้พวกเราช่วยแกะเหล็กไนผึ้งตามแขน ขา ลำตัวศีรษะใบหน้าและใบหูออกหลายสิบอัน  เวลาผึ้งต่อยมันจะฝังเหล็กในและก้นของมันติดไว้ ส่วนตัวมันก็จะต้องตายในไม่ช้าเพราะก้นขาดใส้ไหล มันทุ่มเทเสียสละแม้แต่ชีวิตเพื่อปกป้องรังของมันอย่างน่านับถือ ครูใหญ่ขอบใจพวกเราที่ช่วยชีวิตท่านไว้แล้วรีบเดินทางกลับไปทายาหม่องที่บ้าน ส่วนพวกเราเดินคุยกันถึงสาเหตุที่ผึ้งไล่ต่อยครูใหญ่คนเดียวโดยไม่สนใจต่อยพวกเราไปตลอดทาง  พอเดินข้ามทุ่งนามองเห็นไม้พะองพาดต้นยางริมฝั่งลำน้ำก่ำที่มีรังผึ้งขนาดใหญ่ยาวประมาณหนึ่งวาเกาะอยู่จึงร้อง เฮ้ย !ออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย พากันเดินเลี่ยงให้ห่างรังผึ้งใหญ่ไปถึงเถียงนาของตนอย่างปลอดภัย

วิถีชาวนา

เนื่องจากที่นาอยู่ฟากฝั่งลำน้ำก่ำ พอถึงฤดูทำนาน้ำในลำน้ำก่ำจะหลากจนล้นตลิ่งทั้งสองฟากฝั่งกว้างสุดสายตา ข้าพเจ้ากับพี่สนิทและน้อง ๆต้องอยู่บ้านกับคุณย่าเพื่อไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนใกล้บ้าน วันหยุดเรียนพ่อจะพายเรือมารับลูก ๆ ทุกคน ยกเว้นน้องเท็จทองให้อยู่กับย่าแทนที่ข้าพเจ้า ส่วนข้าพเจ้ากับพี่สนิทและน้อง ๆ ต้องไปนอนนา กลางวันช่วยพ่อแม่ดำนา บางปีมีน้องเกิดใหม่ข้าพเจ้าก็มักจะได้รับมอบหมายให้ไกวอู่ดูแลน้องบนเถียงนา ขณะที่พี่สนิทกับพ่อแม่ช่วยกันดำนา ตอนบ่ายพี่สนิทกับพ่อช่วยกันไถนา และจับกบเขียด งู ปู ตามรอยไถ ส่วนข้าพเจ้าต้อนควายไปหากินหญ้าตามป่าละเมาะ หาเห็ด และจับกบเขียด งู กิ้งก่า ฯลฯ ตอนใกล้ค่ำต้อนควายเข้าคอก นำเห็ด กบเขียดงูปูที่ได้มารวมกันให้คุณแม่ทำอาหารมื้อค่ำ  พ่อพาพี่สนิทกับข้าพเจ้าหาบแยบดักกบประมาณ 20 อัน ไปขุดหลุมวางดักกบตามชายป่าละเมาะริมทุ่งนา ตอนเช้ามืดให้พี่สนิทกับข้าพเจ้าพากันไปเก็บกู้แยบ ได้กบมาขังใส่โอ่งไว้เป็นอาหารทุกวัน คุณพ่อส่งกบเขียดที่ขังโอ่งไว้ให้คุณย่ากับน้องที่บ้านอาทิตย์ละครั้ง พอเปิดเรียนเช้าวันจันทร์ พ่อจะฝากลูก ๆ ที่ยังเรียนหนังสือลงเรือเพื่อนบ้านกลับไปอยู่กับคุณย่าเหมือนเดิม พอน้ำในลำน้ำก่ำลดลงจนแห้งขอด สามารถเดินข้ามได้ พ่อจะมารับลูก ๆ ไปนอนนา วันหยุดเกี่ยวข้าวช่วยพ่อแม่ หาบฟ่อนข้าวรวมลาน กลางคืนนวดข้าวจนดึกถึงเที่ยงคืน ข้าพเจ้ากับพี่สนิทมักจะได้รับมอบหมายให้ไปหาจับกบเขียด ปู งู กิ้งก่า จิ้งเหลน ตุ๊กแก ผัก รังต่อ และยางไม้มาทำเชื้อเพลิงสำหรับไปส่องจับเขียดในเวลากลางคืน ใกล้ค่ำเอาหน่วงไปวางดักหนูตามชายป่า กินข้าวมื้อค่ำแล้วข้าพเจ้ากับพี่สนิทเอาข้องมัดเอวถือกระบองติดไฟพากันไปหาคุณลุงเชี่ยน(พี่ชายของพ่อ)ที่เถียงนาใกล้กัน ชวนกันไปส่องจับเขียดตามริมห้วยหนอง  ประมาณเกือบเที่ยงคืนกลับถึงเถียงนา ล้างหน้าล้างเท้าเข้านอน ตื่นเช้าพากันไปเก็บกู้หน่วง นำหนูมาให้คุณแม่ทำอาหาร

หน้าแล้ง

หลังฤดูเก็บเกี่ยว ตอนบ่ายวันเสาร์อาทิตย์ข้าพเจ้ากับพี่สนิทนำควายออกไปปล่อยให้หากินหญ้าตามทุ่งนาริมน้ำก่ำ และออกหาจับกบเขียดและงู ตามห้วยหนองและริมน้ำก่ำได้วันละประมาณ 1 กิโลถึงจะพอกินในแต่ละมื้อ เพราะเป็นครอบครัวใหญ่มีน้อง ๆตั้ง 4  คน  พ่อบอกว่างูทุกชนิดกินได้ยกเว้นงูเขียว เพราะเนื้อมันมีกลิ่นเหม็นหืนมาก บางวันลงน้ำไปจับงูดางแหลำตัวยาวประมาณ 2-3 ฟุตที่กำลังนอนผิงแดดตามเฟือยไม้ในหนองน้ำ  โดยการคอดึงลงมายัดใส่ข้องเลย หรือบางตัวเอื้อมไม่ถึงหัวมัน ก็ต้องจับหางดึงลงมาจากเฟือยไม้ เหวี่ยงเป็นวงบนอากาศหกเจ็ดรอบเพื่อให้กระดูกมันยืดแล้วฟาดลงน้ำครั้งสองครั้งงูจะสลบ ถ้ายังไม่สลบก็ฟาดต่ออีกครั้งสองครั้งสลบทุกตัว  จากนั้นก็จับคอยัดใส่ข้อง  วันไหนโชคดีได้งูตัวใหญ่สองสามตัวก็พอกินสำหรับมื้อเย็นวันนั้น  คุณแม่กับน้อง ๆจะออกหาหอย หาผัก หากบเขียดตาริมหนองน้ำและเขียดตัวเล็ก ๆ ที่ฝังตัวอยู่ตามหาดทรายริมน้ำก่ำ ส่วนคุณพ่อจะเอาไม้ไผ่มาจักสานเป็นเสือนอนกินขนาดใหญ่ไปวางดักปลาตามลำน้ำก่ำ และไปเก็บกู้ทุกเช้าเย็น จะได้ปลา ปูและงูน้ำ

หมาจิ้งจอกบุก

ค่ำคืนหนึ่ง  หลังจากนวดข้าวในลานได้ประมาณเที่ยงคืน ทุกคนพากันล้างหน้า แล้วพากันเข้านอนด้วยความอ่อนเพลีย ข้าพเจ้านอนใต้กองฟางกับพี่สนิท ส่วนน้องสาวสองคนกับน้องชายนอนอยู่บนเถียงนากับพ่อแม่  หลับได้ไม่นานก็ต้องตกใจตื่น  เพราะได้ยินเสียงสุนัขจิ้งจอกหอนล้อมเถียงนา และเสียงเห่าตอบโต้ของไอ้ก่านสองแม่ลูกที่เลี้ยงไว้ สักพักหนึ่งก็ได้เสียงสุนัขจิ้งจอกกำลังตลุมบอนกับไอ้ก่านสองแม่ลูกอย่างดุเดือด เสียงพ่อตะโกนเรียกดังมาจากเถียงนา  พี่สนิทและข้าพเจ้ารีบลุกขึ้นคว้าไม้นวดข้าววิ่งออกไปช่วยพ่อซึ่งกำลังใช้ไม้ค้อนไล่ตีสุนัขจิ้งจอกช่วยไอ้ก่าน สุนัขจิ้งจอกล่าถอยอย่างรวดเร็ว พี่สนิทกับข้าพเจ้าวิ่งตามไอ้ก่านซึ่งกำลังไล่กวดพวกมันไปจนพ้นบริเวณเถียงนา ตัวที่วิ่งตามหลังถูกไอ้ด่างกัดร้อง เอ๋ง ๆ วิ่งหางจุกตูดเข้าป่าหัวนาอย่างไม่เหลียวหลัง  เสียงพ่อตะโกนบอกให้กลับเพราะกลัวได้รับอันตราย พี่สนิทตะโกนเรียกไอ้ด่างซึ่งกำลังไล่กวดพวกมันอย่างได้ใจให้กลับมา ดวงเดือนกำลังคล้อยต่ำ เมื่อกลับมาถึงเถียงนาเห็นพ่อยืนถือไม้ค้อนตะคุ่ม ๆ พ่อบอกว่า ไก่ที่นอนอยู่บนต้นไม้ตกใจเสียงหมาจิ้งจอกเลยบินหนีและตกลงพื้นดิน ถูกหมาจิ้งจอกคาบไปกิน  2  ตัว แต่มันคงไม่กล้าย้อนกลับมาอีก เพราะตัวหัวหน้ามันโดนไอ้ก่านกัดได้รับบาดเจ็บ กลับไปนอนเถอะลูก พรุ่งนี้จะได้ตื่นเช้าไปยามหน่วง  พี่สนิทเดินนำหน้าข้าพเจ้ากลับไปนอนฟังเสียงหมาจิ้งจอกหอนไกลออกไปเรื่อย ๆ  คาดว่าพวกมันน่าจะมีประมาณ  20 ตัว  รู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อพี่สนิทปลุกให้ลุกไปยามหน่วงดักหนูตอนเช้ามืด

ฝนดาวตก

หลังจากคืนหมาจิ้งจอกบุกได้ไม่นาน คืนนั้นเป็นคืนข้างแรม อากาศหนาวมาก ท้องฟ้ากระจ่าง ด้วยหมู่ดาว เพราะดวงจันทร์ยังไม่ขึ้น พ่อพาลูก ๆ นวดข้าวในลาน แม่กล่อมน้องคนเล็กหลับแล้วก็ลงไปสมทบ โดยทำหน้าที่ตัดตอกมัดฟ่อนข้าวที่นวดแล้วเอาฟางมากองรวมกันโดยกลับต้นกลับปลายเพื่อให้กองฟางใหญ่เสมอทั้งสองด้าน 10-12 ฟ่อนต่อ 1 กอง แล้วมัดด้วยตอกขนาดยาวเป็นมัดใหญ่เพื่อสะดวกในการเก็บไว้เป็นอาหารเสริมให้วัวควายในฤดูฝน  ขณะกำลังนวดข้าวในลานพ่อจะสอนเรื่องดวงดาวบนท้องฟ้าเช่นเคย โดยชี้ให้ลูก ๆ ดูดาวบนท้องฟ้า ใครสงสัยดาวกลุ่มไหนชื่ออะไร ดาวเหนืออยู่ตรงไหน ถ้าเดินป่าหลงทางเราจะดูดาวอะไร พ่อจะคอยอธิบายและตอบคำถามของลูก ๆ ทุกคน จนกระทั้งดาววีหรือดาวไก่น้อย(ดาวลูกไก่) ขึ้นมาเหนือศีรษะ ซึ่งเป็นสัญญานบอกเวลาเที่ยงคืนแล้ว พ่อบอกให้ลูก ๆ ไปนอน  ข้าพเจ้ากับพี่สนิทล้างหน้า ล้างเท้าแล้วเข้านอนใต้กองฟางเช่นเคย หลับไปนานเท่าไหร่ไม่รู้  มารู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงพ่อตะโกนปลุกให้ลุกขึ้นมาดูดาว  ข้าพเจ้ารีบคลานตามหลังพี่สนิทออกมาจากกองฟาง เดินตามหลังพ่อไปยืนตรงที่นาโล่ง มองดูดาวบนท้องฟ้าอย่างตื่นเต้น เพราะเห็นดาวกลุ่มหนึ่งประมาณร้อยกว่าดวงกำลังร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้า ทอแสงสว่างไปทั้งท้องทุ่งจนมองเห็นต้นไม้ใบหญ้าชัดเจนเหมือนกลางวัน ไอ้ก่านสองตัวที่วิ่งตามหลังมา นั่งเห่าหอนอยู่ข้าง ๆ มีเสียงหมาเห่า หอน  เสียงไก่ขันเจื้อยแจ้ว และเสียงผู้คนตีเกราะเคาะไม้ ตะโกนชัยโยโห่ร้องขานรับดังมาจากเถียงนาที่อยู่ฟากทุ่ง บ่งบอกถึงความรู้สึกตื่นเต้นดีใจที่ได้พบเห็นเหตุการณ์แปลกประหลาดมหัศจรรย์นั้นเช่นเดียวกัน  ประมาณสักสามสี่นาทีดวงดาวก็หยุดตก  ท้องฟ้ากลับคืนสู่สภาพปกติ ความมืดสลัวกลับเขามาแทนที่ มองเห็นเงาไม้ทาบทับลงบนพื้นตอฟางทั่วท้องทุ่ง เพราะดวงจันทร์คล้อยต่ำมากแล้ว พี่สนิทถามพ่อว่า  ทำไมดาวจึงตก พ่อบอกว่าพ่อก็เพิ่งเห็นคืนนี้จึงยังตอบไม่ได้ เสียงแม่ตะโกนดังมาจากเถียงนาบอกให้พ่อลูกแยกย้ายเข้านอน พ่อเดินมาส่งลูกที่กองฟางแล้วแยกขึ้นไปนอนที่เถียงนากับแม่และน้อง ๆ  พวกเราคุยกันถึงเรื่องนี้ไปหลายวัน  ภาพดาวตกครั้งนั้นประทับอยู่ในความทรงจำของข้าพเจ้าตลอดมา

คุณแม่เฉียดตาย

ค่ำคืนหนึ่ง ขณะที่ทุกคนกำลังนั่งล้อมวงกินข้าวมื้อค่ำ มือซ้ายแม่ไกวอู่ที่มีลูกชายคนเล็กกำลังนอนหลับอยู่ (อาจารย์นิวร)  มือขวาหยิบช้อนกะลามะพร้าวซดน้ำแกงหน่อไม้ในถ้วยแกงบนพาข้าวขึ้นมาชิมแล้วบอกว่าจาง  แม่ให้พ่อเอาช้อนไปตักเกลือมา  ทันใดนั้นพื้นเถียงนาตรงที่แม่นั่งอยู่หักดังเป๊าะ แม่หล่นลงข้างล่างพร้อมกับพื้นเถียงนา ตามด้วยพาข้าวพลิกคว่ำลงบนศีรษะแม่ดังโครมคราม เสาไม้ปลายแหลมเสียบเข้าที่ปลีน่องแม่ขาดเหวอะหวะ เดชะบุญที่ไม้ไม่เสียบถูกลำตัวแม่ แม่หวีดร้องด้วยความเจ็บปวด  พ่ออุ้มแม่ออกมานอนไว้ที่ลานดินหน้าเถียงนา สั่งให้ข้าพเจ้ากับพี่สนิทจุดไต้ไปส่องหายอดหญ้าสาบเสือมาตำแล้วเอาไปโปะใส่ปลีน่องแม่  แม่หวีดร้องด้วยความเจ็บปวดอีกครั้ง  พ่อย้ายอู่กับลูกเข้าไว้ข้างในเถียงและสั่งให้ข้าพเจ้าไกวอู่แทน  พี่สนิทไปเอาฟืนที่กองไว้มาก่อกองไฟใต้แคร่ควันโขมง ส่วนพ่อจุดไต้ไปส่องหาใบเป้าข้างคอกควาย มาปูวางบนแคร่ เอาเสื่อมาปูทับอีกชั้นหนึ่งแล้วอุ้มแม่วางลงบนเสื่อ เป็นการรักษาด้วยวิธีรมควันตามความเชื่อของคนโบราณ  พอใกล้สว่างพ่อไปตัดไม้ไผ่มาทำเสลี่ยง พี่สนิทไปตามป้ากับลุงมาช่วย พ่ออุ้มแม่วางบนเสลี่ยง พ่อกับลุงบัวหามเสลี่ยงแม่ไปลงเรือที่จอดอยู่ริมน้ำ โดยมีน้องสาวสองคนแบกเสื่อและสะพายข้องเดินตาม พี่สนิทกับข้าพเจ้าเอาไม้พายสอดเชือกอู่ หามอู่ที่น้องคนเล็ก(นิวร)ที่กำลังนอนหลับอยู่เดินตามหลัง ทุกคนไปลงเรือที่จอดรอริมน้ำสองลำ พ่อกับแม่และลุงลงเรือลำหนึ่ง  ส่วนป้า พี่สนิทกับข้าพเจ้าและน้อง ๆ ลงเรืออีกลำหนึ่ง เรือทั้งสองลำเดินทางกลับถึงหมู่บ้านโดยปลอดภัย แม่รักษาตัวเองทั้งปี  ส่วนพ่อต้องไปจ้างลูกน้องมาอยู่ช่วยทำนาโดยสัญญาจะจ่ายค่าจ้างเป็นข้าวเปลือก  100 กระบุง พี่สนิทกับข้าพเจ้าเป็นผู้ช่วยทำนาในช่วงวันหยุดเรียน

จับหางงูเห่า

บ่ายวันหนึ่งในหน้าแล้ง น้ำในลำน้ำก่ำกำลังแห้งขอด ขณะออกหากบเขียดริมตลิ่งของลำน้ำก่ำ เห็นหัวงูขนาดใหญ่มาก กำลังผลุบ ๆโผล่ ๆอยู่ในลำน้ำก่ำริมตลิ่ง เหมือนกำลังจะหาทางเลื้อยขึ้นมาจากน้ำ พี่สนิทวางแผนว่า ถ้างูเห่าเลื่อยขึ้นมาเข้ารูริมตลิ่งเมื่อไรให้ข้าพเจ้าวิ่งไปจับหางมันไว้ทันที ทุกอย่างเป็นดังคิด งูเห่าค่อย ๆ เลื้อยขึ้นมาจากน้ำ ลำตัวมันใหญ่มาก ยาวประมาณหนึ่งวา มันผงกหัวขึ้นมองซ้ายขวาแลบลิ้นแผล็บ ๆ แล้วค่อย ๆก้มลงเลื้อยขึ้นไปเข้ารูริมตลิ่งอย่างช้า ๆ ข้าพเจ้ารีบวิ่งไปจับหางมันไว้ในขณะที่มันเข้ารูได้ประมาณครึ่งลำตัว พี่สนิทวิ่งตามมาถึงเอาสันพร้าอีโต้ทุบหลังมันจนหัก ข้าพเจ้าค่อย ๆดึงมันออกมา พี่สนิทคอยทุบหลังมันเป็นระยะจนถึงหัวของมัน กะว่ามันตายแน่แล้วจึงจับยัดเข้าข้อง ใกล้ค่ำแล้วไล่ต้อนควายกลับบ้าน อาหารมื้อค่ำวันนั้นเป็นซั่วงูเห่า แจ่วดีงูเห่า อร่อยสุด ๆ คุณพ่อสอนขณะร่วมวงกินข้าวว่า อย่าเสี่ยงไปจับงูเห่าอีกโดยเด็ดขาด ถ้าถูกงูเห่ากัดตายแน่นอนเพราะไม่มียารักษา

งูกัดไม่ยอมปล่อย

ต่อมาวันหนึ่งเป็นเวลาบ่ายพีสนิทชวนไปล่างูที่นอนผิงแดดตามเฟือยไม้กลางหนองน้ำ เนื่องจากงูถูกล่าจนเกือบจะหมดแล้ว คงเหลือเฉพาะงูตัวใหญ่ที่ฉลาดไม่ยอมให้เข้าใกล้ และนอนอยู่บนต้นไม้ริมหนองน้ำ พี่สนิทเห็นงูดางแหขนาดใหญ่มาก ยาวประมาณเกือบวา กำลังนอนผิงแดดอยู่บนต้นไม้ริมน้ำ จึงใช้หน้าไม้ยิงถูกกลางลำตัวงูพอดี งูดิ้นรนอย่างสุดฤทธิ์  พี่สนิทสั่งให้ข้าพเจ้าขึ้นไปจับมันลงมา  ข้าพเจ้าปีนขึ้นไปถึงเอื้อมมือไปจะจับคอมัน งูมันฉกอย่างน่ากลัว ข้าพเจ้ารีบหดมือไม่กล้าจับ กำลังคิดหาวิธีว่าจะจัดการกับมันอย่างไรดี  พี่สนิทก็เร่งให้จับคอมันเพราะกลัวลูกหน้าไม้หัก ข้าพเจ้าจึงต้องเอื้อมมือไปจับคอมันตามคำสั่ง  แต่โชคร้ายงูกัดหมับเข้าที่นิ้วชี้ข้างขวา มันทั้งกัดทั้งบิดจนเลือดหยดเป็นทาง  ข้าพเจ้าไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เพราะมือซ้ายต้องเกาะต้นไม้เอาไว้ มือขวาถูกงูกัดบิดดึงอยู่  จึงได้แต่ร้องไห้อย่างเจ็บปวดสุดชีวิต  พี่สนิทรีบปีนต้นไม้ขึ้นมาช่วยจับบีบเค้นคอมัน แต่มันไม่ยอมปล่อยยิ่งกัดลึกลงไปอีก พี่สนิทจึงปีนกลับลงไปเอามีดอีโต้ขึ้นมาปาดคอมันจนขาด จึงสามารถช่วยให้นิ้วมือข้าพเจ้าออกมาจากปากงูได้ ข้าพเจ้าปีนลงจากต้นไม้อย่างทุลักทุเล พี่สนิทจับงูยัดลงข้องแล้วช่วยปฐมพยาบาลนิ้วมือข้าพเจ้าด้วยการร่ายพระคาถาอะไรไม่รู้เห็นทำปากขมุบขมิบ งึมงำ ๆ แล้วเปล่าพรวด ๆ ๆ สามครั้งพร้อมถ่มน้ำลายใส่บาดแผล ข้าพเจ้าร้องไห้โอดโอยด้วยความเจ็บปวด เลือดไหลไม่หยุด พี่สนิทบอกให้ยกแขนข้างที่ถูกงูกัดขึ้นเอานิ้วชี้ที่ถูกงูกัดชี้ฟ้าเอาไว้ และให้หยุดร้องไห้เพื่อให้เลือดหยุดไหล พากันเดินลัดเลาะออกมาจนถึงชายป่า พี่สนิทไปเด็ดยอดต้นสาบเสือมาเคี้ยวให้ละเอียดแล้วคายออกมากำไว้บอกให้ข้าพเจ้าเอามือลงบีบน้ำสีเขียวจากยอดสาบเสือใส่ที่แผล คราวนี้ข้าพเจ้าร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด พี่สนิทหัวเราะงอหงาย บอกอย่าร้องเลือดมันจะไหล อดทนหน่อยเดี๋ยวมันก็หายเจ็บ สักพักเลือดก็หยุดไหลและเจ็บน้อยลง อาหารมื้อค่ำวันนั้นซั่ว(รสจัดคล้ายต้มยำ)งูดางแหตามเคย  พ่อสอนขณะร่วมวงกินข้าวว่าอย่าให้น้องเข้าจับงูที่กำลังบาดเจ็บ เพราะมันจะดุร้ายมากและกัดไม่เลือก

แยกทาง

พี่สนิทบวชเป็นสามเณรประมาณเดือนมกราคม ปีพ.ศ.2498 พ่อกับแม่ตัดสินใจให้พี่สนิทไปบวชเป็นสามเณรที่วัดบ้านด่านม่วงคำซึ่งเป็นวัดประจำหมู่บ้าน เพื่อเรียนหนังสือกับพระอาจารย์คำผาย ส่วนข้าพเจ้าได้เป็นพี่ใหญ่ดูแลน้อง ๆ แทน ปิดเทอมกลางวันไปโรงเรียน  กลางคืนไปใต้เขียด ถ้าเป็นวันหยุด กลางวันไปเลี้ยงควาย และหาจับกบจับงูตามริมหนอง บึงและริมฝั่งแม่น้ำก่ำ บางวันหิวข้าวจนตาลาย ก็หาหอยปากกว้างตามริมหนองประมาณ 10 กว่าตัว แกะเอาเฉพาะส่วนหัวของมัน แกะตามันออกเพราะจะทำให้ปวดหัว หากิ่งไม้เล็ก ๆ ยาวประมาณหนึ่งแขน เสี้ยมปลายให้แหลมแล้วเสียบหัวหอยที่แกะแล้ว นำไปแหย่รังมดแดง กะว่ามดแดงกัดหัวหอยเพียงพอแล้วค่อยดึงลงมา ใช้มือกำมดแดงเข้ากับหัวหอย บีบคั้นมดกับหัวหอยเข้ากันดีแล้วก็ดึงกินทีละหัวพอประทังความหิวได้บ้าง ส่วนน้ำก็หาดื่มตามห้วยหนอง และแม่น้ำก่ำ ค่ำถึงได้กินอย่างอิ่มหนำสำราญ ข้าพเจ้าท่องสูตรคูณและบทอาขยานได้ทุกบทที่ครูสั่ง และคัดลายมือสวย เมื่อการสอบปลายปี ป.4 มาถึงในเดือนมีนาคม  พ.ศ.2499 ข้าพเจ้าและเพื่อน ๆต้องไปสอบรวมกับโรงเรียนอื่น ข้าพเจ้าสอบได้ที่  1 ของโรงเรียน  ได้คะแนน 75 เปอร์เซ็นต์

เด็กเลี้ยงควาย

พอถึงเดือนเมษายน และพฤษภาคม พ่อซื้อวัวควายมาไว้หลายตัว ข้าพเจ้าต้องไปลี้ยงวัวควายช่วยพ่อ เมื่อฤดูกาลทำนามาถึง ข้าพเจ้าย้ายไปประจำอยู่ที่นากับพ่อแม่  ส่วนน้อง ๆ ให้อยู่กับย่าที่บ้านเพื่อไปเรียนหนังสือได้สะดวก  ตอนเช้าชวนเพื่อนนักเรียนหญิงที่ข้าพเจ้าเคยชกท้องใต้ต้นมะกอกวัดพายเรือกลับบ้านเพื่อไปให้ทันโรงเรียนขึ้น หลังเลิกเรียนพากันพายเรือกลับนา กลางคืนไปไต้จับเขียดปาดที่เกาะอยู่ตามกิ่งไม้ริมหนองน้ำกับลุงเชี่ยน จับเขียดได้เต็มข้องเกือบทุกคืน กลับถึงเถียงนาล้างเท้าเข้านอน ช่วงปิดเทอมเพื่อดำนา พ่อจะพายเรือไปรับน้อง ๆ มานอนนาด้วย ส่วนข้าพเจ้ารับหน้าที่ไปเลี้ยงวัวควายกับคุณตาทิดเฟิน(พ่อของคุณแม่)  เวลาหลังอาหารมื้อเช้านำกะโหล่ง(กระดิ่งใหญ่)ไปแขวนคอวัวและควายตัวที่เป็นจ่าฝูง สะพายย่ามใส่กล่องข้าว แจ่วและปิ้งเขียดที่แม่เตรียมให้ ส่วนน้ำไปหากินเอาข้างหน้า รองเท้าไม่มีใส่ ผูกตะข้องไว้ที่เอว ถือหนังสติ๊กคู่ชีพ ต้อนวัวควายไปสมทบกับคุณตาทิดเฟิน เดินตามก้นวัวควายที่หาและเล็มกินหญ้าบ้างใบไม้บ้างเข้าป่าไปเรื่อย ๆ แต่วัวจะเดินหากินเร็วกว่าควายเกือบเท่าตัว ต้องคอยเงี่ยหูฟังเสียงกะโหล่งวัวควายจ่าฝูงให้ได้ เพื่อจะได้รู้ตำแหน่งหากินของฝูงวัวควาย ขณะเดินตามฝูงวัวควายไป คอยสอดส่ายสายตาหากบ เขียด ปูแดง กิ้งก่า และยางไม้มาผสมกับไม้ผุเพื่อทำชัน(คนอีสานเรียกกระบอง) ข้าพเจ้าได้รับมอบหมายจากคุณตาให้คอยติดตามดูแลวัวไม่ให้ลงไปกินข้าวในนาชาวบ้าน และต้อนฝูงวัวให้กลับมาหากินใกล้กับฝูงควาย ส่งเสียงตะโกนเป็นระยะเพื่อบอกตำแหน่งที่อยู่ และป้องกันมิให้หลงป่า  คอยสังเกตเงาไม้ ถ้าเงาไม้ตรงแสดงว่าเที่ยงวัน จึงเดินไปหาคุณตา คุณตาก็จะพาไปหาเถียงนาร้างเพื่อก่อไฟปิ้งสัตว์ที่หาได้ระหว่างทาง กินข้าวมื้อกลางวันเสร็จพักเอาแรงประมาณหนึ่งชั่วโมงคุณตาก็สั่งให้สำรวจสิ่งของเพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับ  ข้าพเจ้าไปต้อนฝูงวัวส่วนคุณตาไปต้อนฝูงควายมารวมที่จุดนัดหมาย เดินตามฝูงวัวควายที่และเล็มหญ้าและใบไม้กลับเถียงนา  ซึ่งกว่าจะเดินทางถึงเถียงนาก็ประมาณ  4  โมงเย็น คอยดูแลวัวควายจนถึงเวลาใกล้ค่ำจึงต้อนเข้าคอก นำข้องไปให้คุณแม่เพื่อนำสัตว์ต่าง ๆ ที่จับได้ไปรวมกับกบเขียดทีคุณพ่อจับได้ขณะไถนาไปทำอาหารมื้อค่ำ  ชีวิตแต่ละวันวนเวียนอยู่อย่างนี้จนถึงหน้าเกี่ยวข้าว  จึงนำวัวควายไปผูกเลี้ยงตามไร่นาที่เกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว  พ่อขายวัวไปเกือบหมด  คงเหลือเฉพาะวัวที่ใช้ลากเกวียน 2  ตัว

ลานนวดข้าว

ข้าพเจ้าช่วยพ่อแม่ทำลานนวดข้าวด้วยการไปเก็บขี้วัวที่ถ่ายใหม่ ๆ มาผสมกับน้ำทาลานนวดข้าว ส่วนขี้ควายย่อยไม่ละเอียดเหมือนขี้วัว จึงไม่นิยมนำมาทาลาน  ข้าพเจ้าฝึกหัดหาบฟ่อนข้าวรวมลาน และช่วยหาขอนไม้กลวงมาทำที่นวดข้าวเพื่อให้เกิดเสียงดัง ตูม ๆ แข่งขันกันเวลานวดข้าว ทำให้สนุกไม่เหนื่อยง่าย ลมหนาวเริ่มพัดผ่าน อากาศจะหนาวมาก เวลากลางคืนต้องไปหลบนอนในกองฟาง กว่าจะนวดข้าวในลานหมดทุกฟ่อนใช้เวลาเดือนกว่า หลังจากนวดข้าวในลานเสร็จแล้ว พ่อกับแม่จะไปไหว้วานเพื่อนบ้านให้มาช่วยขนข้าวขึ้นจากนา แต่ละคนก็จะนำเกวียนวัวมาช่วยบรรทุกข้าวเปลือกเต็มลำเกวียน ลากจากลานส่งถึงยุ้งฉางที่บ้าน ปีนี้ได้ข้าว 800 กระบุง(1 กระบุงเท่ากับ  12  ก.ก.)พ่อเชือดไก่ใหญ่และเป็ดที่เลี้ยงไว้หลายตัวเพื่อทำอาหารเลี้ยงเพื่อนบ้านที่มาช่วยงานขนข้าว

บวชแก้บน

ประมาณต้นเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2500 หลังจากนำข้าวจากนามาขึ้นยุ้งฉางที่บ้านเสร็จแล้วพี่ชมลูกลุงเชี่ยน ซึ่งอยู่บ้านชานเดียวกันได้เสียชีวิตลงอย่างกะทันหัน ไม่มีใครบวชจูงศพ ขณะที่ข้าพเจ้ากลับจากเลี้ยงควาย พ่อเรียกไปคุยด้วย โดยขอร้องให้ข้าพเจ้าบวชจูงศพพี่ชวนเพื่อแก้บน ตอนแรกข้าพเจ้าไม่ยินยอมเพราะกำลังสนุกกับการใช้ชีวิตในท้องทุ่ง  พ่อก็บอกว่าเคยพาข้าพเจ้าไปบนไว้กับพระที่วัดตอนเด็ก ๆ ว่า ถ้าไม่ตายจะให้บวชเป็นสามเณร บวชเช้าเย็นก็สึกแล้วไม่เห็นจะยากเลย  ข้าพเจ้าจึงตกลง  มีญาติพี่น้องบวชจูงศพพี่ชวน  5  คนด้วยกันคือ วิเศษ เพชร สบชัย สนุก และข้าพเจ้า หลังจากพิธีศพเสร็จแล้วคิดว่าจะได้สึกตามที่ตกลงกันไว้  แต่ได้มีญาติโยมพาพระอุปัชฌาย์แก้วขึ้นเกวียนไปส่งที่วัดบ้านโนนกุงแล้ว พ่อบอกว่าจะรีบสึกทำไม อดทนหน่อยสิลูก บวชให้พี่ชมสักสามวันพ่อจะพาไปสึกที่วัดบ้านโนนกุงเลย  ค่ำคืนนั้นข้าพเจ้านอนไม่ค่อยหลับ  ประกอบกับเดือนหงาย จึงลุกขึ้นเดินไปหน้าวัดมองดูฝูงวัวควายที่ยืนบ้างนอนบ้าง ซึ่งต่างก็เอาหางปัดยุงเหลือบริ้นที่บินมารบกวนสูบเลือดอยู่ใต้ถุนบ้านด้วยความเป็นห่วง โดยเฉพาะควายบักตู้ พ่อซื้อมันมาในราคา  450 บาท  มันเป็นควายที่ฟังภาษาคนรู้เรื่อง  เวลาเราต้องการขี่หลังมัน ก็บอกให้มันคุกเข่า เวลานำไปเลี้ยงในทุ่งนาขณะมีข้าวกำลังแตกกอเขียว ก็บอกมันให้กินแต่เฉพาะหญ้าแล้วปล่อยมันไปหากินหญ้าตามคันนาได้เลย  ข้าวในนาสักต้นมันก็ไม่กิน ข้าพเจ้าจึงรักผูกพันกับมันมาก  ดึกแล้วข้าพเจ้ากลับไปนอนที่ระเบียงกุฏิหลังใหญ่โดยมีสามเณรบวชใหม่นอนห่มผ้านวมผืนหนาหลับเรียงรายจนสุดระเบียง  ข้าพเจ้าล้มตัวลงนอนบนเสื่อผืนเล็ก ๆ ที่เอาไปจากบ้าน พยายามข่มตาหลับ หยุดคิดถึงวันข้างหน้า

วัดประจำหมู่บ้าน

วัดประจำหมู่บ้านตั้งอยู่ริมฝั่งลำน้ำก่ำ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน  มีกุฏิและศาลาการเปรียญขนาดใหญ่ เสาไม้ตะเคียน มุงด้วยไม้ตะแบกผ่าหนาประมาณ 3 ซม. ขนาดความใหญ่ยาวประมาณเท่ากระเบื้องซีแพ็ก ไม้กระดานพื้นและฝาทุกแผ่น มีขนาดกว้างประมาณ 1 ฟุตยาวเท่ากับรูปแบบอาคาร หนาประมาณ 5 ซม. และโบสถ์เก่าแก่ 1 หลัง สร้างด้วยไม้เนื้อแข็ง มีภาพแกะสลักรูปช้างม้าและดอกไม้ระบายด้วยสีธรรมชาติสวยงาม ไม่มีน็อตหรือตะปูยึดโยงแม้แต่อันเดียว รอบวัดมีต้นโพธิ์ 9 ต้น ขนาดใหญ่มากประมาณ 3 คนโอบแทบทุกต้น แต่ละต้นสูงตระหง่านแผ่กิ่งก้านคลุมเงาร่มรื่นในเวลากลางวัน และร่มครึ้มน่าเกรงขามในเวลากลางคืน มีผ้าเหลืองผ้าแดงที่ชาวบ้านนำมาคาดตามกิ่งและลำต้นพร้อมด้วยกระทงเครื่องเซ่นสังเวยต่าง ๆ วางไว้ระเกะระกะที่โคนต้น เพื่อสะเดาะเคราะห์ตามความเชื่อถือศรัทธาของชาวบ้าน ส่วนไก่ที่ชาวบ้านนำมาปล่อยเพื่อสะเดาะเคราะห์จะนำไปปล่อยเข้าฝูงไก่วัดให้เณรช่วยดูแล

หน้าที่สามเณร

ตื่นอีกครั้งเมื่อพระอาจารย์คำผายมาปลุกให้ลุกขึ้นไปล้างหน้าอมเกลือและสวดมนต์ทำวัตรเช้า ส่วนฟันตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยแปรง เพราะบ้านนอกสมัยนั้นยังไม่มีแปรงสีฟันขาย  คนแก่เคี้ยวหมาก คนหนุ่มสาวและเด็กขัดฟันด้วยถ่าน  สวดมนต์ทำวัตรเช้าเสร็จแล้วเวลาสว่างพอดี  สามเณรบางส่วนลงไปกวาดลานวัด สามเณรบางส่วนเช็ด ปัดกวาดถู จัดถ้วยใส่พาข้าวพาละ 5 ถ้วยไปวางเพื่อรองรับอาหารคาวหวานที่ชาวบ้านนำมาถวาย สามเณรรุ่นพี่ไปตีโปงบอกเวลาให้ชาวบ้านญาติโยมนำอาหารมาถวายพระเณรที่วัด ไม่นานญาติโยมก็สะพายกล่องข้าวและหิ้วตะกร้าใส่ถ้วยอาหารลงมา แล้วยกถาดอาหารไปเรียงไว้ตรงที่พระเณรจะฉันอาหาร สามเณรเตรียมบาตรให้พระอาจารย์ เมื่อญาติโยมมาพร้อมแล้วก็พากันนั่งเป็นแถวที่ระเบียงไหว้พระ รับศีล และกล่าวคำอาราธนาให้พระสงฆ์รับบิณฑบาตว่า

ศรี ศรี วิเศษ เจ้ากูเดินประเทศในวัตตะสงสาร ส่างสมภารบ่ได้ขาด

ขอเชิญเจ้ากูจงลงมารับเอายังข้าวบิณฑบาตนำฝูงข่าทั้งหลาย

ขอให่ฝูงข่าทั้งหลายหายปาปังยังบาป  อย่าได้ทุกหยาบช้าในใจ

ขอให่ฝูงข่าทั้งหลายได้เข้าถึงนีรพานเมิดทุกตนทุกคนก็ข่าเทอญ

โอม ปัตติ ปัตตัง อาราธะนัง กะโรมะ

พระอาจารย์เดินบิณฑบาตที่ระเบียงกุฏิ สามเณรคอยรับบาตรเมื่อท่านเดินกลับ แล้วเดินตามหลังท่าน นำบาตรไปประเคนท่าน แล้วกลับมานั่งในที่ของตน พระอาจารย์นำกล่าวพิจารณาอาหาร สวดมนต์ให้พรญาติโยม กว่าจะได้ฉัน อาหารก็เย็นเกือบหมดแล้ว  หลังอาหารมื้อเช้าก็ช่วยกันเก็บอาสนะเช็ดปัดกวาดถู ล้างถ้วยจานชาม วางตากให้เรียบร้อย แล้วพากันไปนั่งใต้ต้นไม้บ้าง มุมห้องบ้าง ท่องบทสวดมนต์เจ็ดตำนานบ้าง สิบสองตำนานบ้าง นอนหลับบ้างตามอัธยาศัย

นาฬิกาแดด

เนื่องจากสมัยนั้นที่วัดยังไม่มีนาฬิกาใช้ ข้าพเจ้าจึงได้รับมอบหมายจากสามเณรรุ่นพี่ชื่อสามเณรสำเร็จ ให้คอยสังเกตเงาหลังคากุฏิที่ทาบลงมาบนชานซึ่งทำเครื่องหมายเอาไว้  เมื่อแสงแดดส่องเลื่อนมาถึงเมื่อไรให้ไปบอก ข้าพเจ้านั่งบ้างนอนบ้างเฝ้าดูเงากุฏิจนถึงที่ทำเครื่องหมายไว้จึงรีบไปบอก ซึ่งขณะนั้นกำลังนอนกรนครอก ๆ อยู่ เขาลุกนั่งบิดขี้เกียจซ้ายทีขวาที บอกให้ข้าพเจ้ากับเพื่อน ๆ สามเณรบวชใหม่ไปปูเสื่อสาดอาสนะจัดที่ฉันมื้อเที่ยง รวมทั้งจัดถ้วยและช้อนใส่ถาดไปวางไว้ตรงที่เคยวางไว้เมื่อเช้า ส่วนตัวเขาเดินไปตีกลองขนาดใหญ่ที่ห้อยอยู่ที่มุมระเบียงกุฏิหลังใหญ่  ไม่นานนักก็เห็นชาวบ้านนำข้าวปลาอาหารลงไปถวายเหมือนตอนเช้า ฉันเพลเสร็จญาติโยมพากันกลับบ้านหมดแล้ว สามเณรทั้งหลายช่วยกันทำกิจวัตรเหมือนตอนเช้า ใกล้ค่ำสามเณรรุ่นพี่ตีโปงแลงเพื่อบอกเวลาค่ำ  ข้าพเจ้าเดินไปยืนแอบหลังกอไผ่หน้าวัดเพื่อคอยดูฝูงวัวควายที่กลับจากหากินมาเข้าคอกใต้ถุนบ้านซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ  20 กว่าเมตร ด้วยความเป็นห่วง  คิดว่าอีกสองวันคงได้พาพวกมันไปเลี้ยงเช่นเคย ข้าพเจ้ายืนมองดูน้อง ๆ เอาเชือกผูกคอควายจ่าฝูงล่ามกับเสาบ้านแล้วพากันขึ้นบนบ้านด้วยความรู้สึกอ้างว้างเดียวดาย น้ำตาค่อย ๆ เอ่อท้นไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว

คำสอนพระอาจารย์

เสียงฆ้องดังมาจากกุฏิพระอาจารย์เรียกให้สามเณรไปรวมกันเพื่อทำวัตรค่ำ(เย็น)ข้าพเจ้าตัดใจเอาหลังมือเช็ดน้ำตาหันหลังเดินกลับกุฏิด้วยความหวังว่าอีกสองวันเท่านั้นก็จะได้สึกแล้ว เมื่อกลับถึงกุฏิเห็นพระอาจารย์กับสามเณรทุกรูปกำลังนั่งรอทำวัตรอยู่ พระอาจารย์จุดเทียนและเริ่มพิธีตั้งแต่กล่าวคำบูชาพระไหว้พระ นั่งสมาธิ แผ่เมตตาให้ญาติโยมและกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ตาย นั่งฟังพระอาจารย์สอนโดยสรุปว่าให้ทำดีด้วยการรักษาศีล นั่งสมาธิภาวนา เพื่อแลกกับข้าวที่ชาวบ้านเขานำมาทำบุญ ถ้าปฏิบัติไม่ได้ชาติหน้าจะต้องไปเกิดเป็นวัวควายให้เขาใช้งาน โดยเฉพาะสามเณรที่บวชจูงศพ ภายในสองสามวันที่ยังบวชอยู่นี้จะต้องตั้งใจทำเป็นพิเศษเพื่อช่วยให้วิญญาณของผู้ตายได้ไปเกิดใหม่ในภพภูมิที่ดี อบรมจบแล้วพาสามเณรนำน้ำลงไปเทที่โคนต้นโพธิ์ข้างกุฏิ

กิจกรรมสร้างความคุ้นเคย

หลังจากทำวัตรค่ำแล้วพี่เณรสำเร็จพาพวกเณรบวชใหม่ก่อกองไฟต้มมะตูมสุกที่เก็บไว้ตอนกลางวัน 6 ลูก แต่ก่อนจะต้มต้องช่วยกันใช้พร้าขูดเปลือกมันออกก่อน แล้วเผาไฟพอให้ผิวเป็นสีน้ำตาลเพื่อเรียกกลิ่นหอมแล้วกลิ้งออกมาทุบให้แตกกลางเพื่อให้ความหวานของมะตูมไหลซึมออกมาบ้าง  ใส่ลงในปีบที่น้ำกำลังเดือดปุด ๆ ซึ่งตั้งอยู่กลางวงล้อมของเณรบวชใหม่ทั้งหลายที่กำลังนั่งยองๆล้อมวงผิงไฟด้วยความหิวเพราะยังไม่เคยอดข้าวมื้อเย็นมาก่อน  พี่เณรสำเร็จหาเรื่องสนุกมาเล่าสู่ฟังให้ได้หัวเราะคลายเครียด ต่อจากนั้นใครมีเรื่องใดก็นำมาถามมาเล่าสู่กันฟังเป็นที่สนุกสนานรอเวลาต้มมะตูมสุกได้ที่  พี่เณรสำเร็จนำกระบวยตักน้ำต้มมะตูมดูเห็นว่าสุกหอมหวานได้ที่แล้วก็ใช้กระบวยตักน้ำมะตูมใส่กาให้เณรบวชใหม่นำไปถวายพระอาจารย์บนกุฏิ  ให้เณรที่ต้องการดื่มน้ำมะตูมไปหาถ้วยมาคนละใบ ใช้กระบวยตักน้ำมะตูมใสถ้วยได้ตามต้องการ กำลังดื่มน้ำมะตูมอย่างเอร็ดอร่อยก็เห็นคุณพ่อของเณรบวชใหม่ทั้งหลายทยอยเดินเข้ามาร่วมวงด้วย เณรบวชใหม่ต้องไปหาถ้วยมาเพิ่มจนครบ  ดื่มไปคุยไป พ่อบอกว่าควายบักตู้ของลูกมีพ่อค้าให้กำไรตั้ง  50  บาท พ่อจึงตัดสินใจขายมันไป ข้าพเจ้ารู้สึกใจหายเหมือนสูญเสียเพื่อนที่ดีที่สุดไป แต่ก็ต้องทำใจ พ่อเห็นข้าพเจ้านิ่งเงียบไปจึงบอกว่า ควายบักตู้มันแก่แล้ว ขายช้าจะขาดทุน อีกสักสองสามวันพ่อจะหาซื้อควายตัวใหม่ไว้ให้ พอน้ำในปีบใกล้จะหมดก็เอาครุถังไปตักน้ำจากโอ่งมาเติม ดึกมากแล้วอากาศก็หนาวเย็นขึ้นเรื่อยๆ คุณพ่อกับเพื่อน ๆพากันกลับบ้านกันหมดแล้ว พี่เณรสำเร็จสั่งสลายการชุมนุม เณรทุกรูปขึ้นบนกฏิล้างปากล้างเท้าเข้านอน ข้าพเจ้านอนคิดถึงควายบักตู้จนหลับไป

กลอุบายโยมพ่อ

พอบวชครบ  3  วันแล้วข้าพเจ้าเฝ้ารอพ่อเอาเกวียนมารับพาไปสึกกับพระอุปัชฌาย์แก้วที่วัดบ้านโนนกุงด้วยความกระวนกระวายตั้งแต่เช้าจนค่ำ หลังทำวัตรค่ำแล้ว ขณะที่ข้าพเจ้ากับเพื่อน ๆ นั่งล้อมวงผิงไฟไล่หนาว และดื่มน้ำต้มมะตูมเหมือนทุกคืนที่ผ่านมา เห็นพ่อเดินเข้าร่วมวง  ข้าพเจ้าตักน้ำมะตูมให้พ่อรอคำตอบ  พ่ออธิบายว่า วันนี้เพื่อนมาชวนพ่อไปซื้อควายแต่เช้ามืด จึงไม่ได้ลงมาบอกลูก พ่อเพิ่งกลับมาถึง กินข้าวอิ่มก็ลงมาหาลูกเลย  ข้าพเจ้าถามว่าซื้อได้ควายมาไหม พ่อบอกว่ายังไม่ได้ตัวที่ถูกใจจึงยังไม่ซื้อ  ข้าพเจ้าบอกว่าบวชครบ 3 วันแล้วนะพ่อ วันนี้รอพ่อพาไปสึกทั้งวันเลย พ่อทำท่าดีใจบอกว่าครบ 3 วันแล้วหรือลูก เอาอย่างนี้ลูกบวชให้ครบ 7 วันไปเลยจะได้บุญมาก ๆ และอีกอย่างบวชแค่ 3 วันพ่อกลัวพระอุปัชฌาย์จะว่าเราไม่มีความอดทน อดทนอีกนิดนะลูกนะ ครบเจ็ดวันเมื่อไหร่พ่อจะพาไปสึกอย่างแน่นอน ข้าพเจ้าต้องจำใจรับคำเพื่อไม่ให้พ่อเสียใจและบวชต่อไปอีก เมื่อครบกำหนด  7  วัน คืนนั้นพ่อลงไปเยี่ยมบอกว่าพระอุปัชฌาย์แก้วไม่อยู่ จะกลับมาอีกเมื่อไหร่ก็ไม่รู้  ลูกต้องอดทนบวชต่ออีกจนกว่าท่านจะกลับมาวัดแล้วพ่อจะพาไปสึกตามสัญญา  แต่ในระยะที่รอสึก เวลากลางวันพี่เณรสำเร็จพาไปตัดต้นปอเต่าไห้ในป่ามาปั่นทำเชือกว่าว บางวันก็พากันไปหาผึ้งที่สร้างรังในกอไผ่ป่าโดยใช้มีดถางกอไผ่จนถึงรังผึ้ง ใช้ก้านมะละกอแหย่เข้าจ่อรังผึ้งแล้วสูบบุหรี่ใบตอง เป่าควันเข้าไปทางก้านมะละกอ ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าเมาบุหรี่จนต้องนอนแผ่ใต้กอไผ่เกือบชั่วโมง กะว่าแม่ผึ้งเมาควันบุหรี่แล้วใช้มีดกวาดแม่ผึ้งออก ตัดกิ่งไผ่ที่รังผึ้งเกาะอยู่ออกมา ใช้มีดเฉือนส่วนที่เป็นรังผึ้งใต้คอนออก บีบน้ำหวานจากรังผึ้งส่วนที่อยู่บนคอนใส่ขวด บางวันได้รังผึ้งมากเกือบยี่สิบรัง ได้น้ำผึ้ง 2-3 ขวด เพราะส่วนใหญ่ใส่ลงท้องทั้งน้ำหวานและรังไข่จนอิ่มหมีพีมันทุกเณร ข้าพเจ้าถามพี่เณรสำเร็จขณะเดินกลับวัดว่าทำอย่างนี้ศีลไม่ขาดหรือ พี่เณรสำเร็จตอบว่าศีลขาดไม่เป็นไร  วันหลังเราค่อยต่อใหม่ก็ได้ไม่มีปัญหา แต่ห้ามบอกเรื่องนี้ให้พระอาจารย์รู้โดยเด็ดขาด  ขากลับแวะเก็บมะตูมสุกข้างวัด

ศีลขาดต่อได้

กลางคืนจัดกิจกรรมต้มมะตูมตามเคย สามเณรน้อยย้ายตั่งไปนั่งข้างกองไฟด้านที่ไม่มีควันไฟ ส่วนพี่เณรสำเร็จห่มผ้านวมผืนใหญ่นั่งบนแคร่ไม้ไผ่ด้านหลังสามเณรบวชใหม่ หลังแบ่งน้ำต้มมะตูมใส่น้ำผึ้งไปถวายพระอาจารย์แล้ว ข้าพเจ้าเอากระบวยตักน้ำมะตูมใส่ถ้วยให้เพื่อน ๆ เณรชัยงัดเอาขวดน้ำผึ้งออกมาดึงฝาจุกออกรินน้ำผึ้งใส่ถ้วยน้ำมะตูมตามต้องการ แล้วส่งต่อ ๆ กันไป มันเป็นต้มมะตูมที่มีรสชาติกลมกล่อมหอมหวานอร่อยสุด ๆ หลังได้ซดน้ำต้มมะตูมคลายหิว เณรชัยถามพี่เณรสำเร็จว่าพระศีลขาดต่อได้ไหม พี่เณรสำเร็จอธิบายว่าพระศีลขาดก็ต่อได้เช่นเดียวกันยกเว้นศีลที่เป็นปาราชิก 4 ข้อ ทำผิดแล้วต้องขาดจากความเป็นพระเลย ศีลที่เหลือ 223 ข้อต่อได้ทุกข้อ ข้าพเจ้าถามว่า ใครจะเป็นคนต่อศีลให้เรา พี่เณรสำเร็จอธิบายว่า การต่อศีลก็คือการรับศีลใหม่นั้นเอง โดยการไปกราบพระ อาราธนาศีล และรับศีลจากพระใหม่ให้ครบ แต่มีศีล 4 ข้อที่สามเณรหรือพระทำผิดแล้วขาดจากความเป็นสามเณรหรือขาดจากความเป็นพระไปเลย ได้แก่ ข้อ 1. ฆ่าสัตว์ใหญ่มีคุณต่อมนุษย์เช่นช้างม้า วัว ควาย และฆ่ามนุษย์  ข้อ 2. ลักขโมยสิ่งของมีราคา 5 มาสก หรือ 1 บาทขึ้นไป  ข้อ 3. เสพเมถุน โดยการเอาอวัยวะเพศของตนเองหรือแม้จะเอาผ้าห่ออวัยวะเพศของตนเองไว้ล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้หญิงหรือสัตว์ตัวเมียแม้เพียงเท่าหนึ่งเมล็ดงา ข้อ 4. พูดอวดอุตริมนุสสธรรมที่ไม่มีในตน ตรงกับศีลข้อ 4 คือมุสา พูดโกหกหลอกลวง พระเณรที่คุยโวโอ้อวดหรือโกหกหลอกลวงว่าตนเองเป็นพระอรหันต์หรือบรรลุธรรม เพื่อหวังลาภสักการะหรือเพื่อจุดประสงค์อื่นใด  พระต้องต่อศีลทุกวันก่อนทำวัตรเย็นด้วยการสารภาพผิดกับพระด้วยกัน เราจะสังเกตเห็นพระ 2 รูปนั่งกระโหย่ง รูปที่มีพรรษาน้อยนั่งก้มหน้า ส่วนรูปที่มีพรรษามากกว่าจะนั่งเงยหน้า ทั้งสองรูปจะพูดสารภาพผิดต่อกันเป็นภาษาบาลี และลงอุโบสถเพื่อฟังปาฏิโมกข์ซึ่งก็คือฟังพระท่องศีล  227 ข้อเป็นภาษาบาลีนั่นเอง โยมต่อศีล 5 ทุกเช้าที่มาทำบุญที่วัด สามเณรเราก็ต่อศีล 10 เดือนละ 2  ครั้งในวันพระขึ้น 15 ค่ำ และวันแรม 14 -15 ค่ำของทุกเดือน มีบางวัดพระท่านขยันให้สามเณรต่อศีลหรือรับศีลใหม่ทุก 7 วัน พี่เณรสำเร็จอธิบายอย่างคล่องแคล่วเพราะเพิ่งสอบนักธรรมชั้นตรีมาใหม่ ๆ

บุญบาปเป็นสิ่งเดียวกัน

คืนต่อ ๆ มามีการเล่านิทานบ้าง สนทนาธรรมบ้าง จนกระทั้งคืนหนึ่งพี่เณรสำเร็จตั้งข้อสังเกตว่า บุญกับบาปน่าจะเป็นสิ่งเดียวกัน  พวกเราไม่มีใครขัดคอ ได้แต่ตั้งข้อสงสัยว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไร  พี่เณรสำเร็จตั้งคำถามว่า  ญาติโยมกินข้าวแลงเป็นบุญหรือเป็นบาป   เณรทั้งหลายตอบว่า ต้องเป็นบุญเพราะได้อิ่มสบาย พี่เณรสำเร็จตั้งคำถามต่อไปว่า  ถ้าพระเณรฉันข้าวแลงบ้าง ถามว่าเป็นบุญหรือเป็นบาป พวกเณรพากันตอบว่า ก็ต้องเป็นบาปอย่างแน่นอน พี่เณรสำเร็จตั้งข้อสังเกตว่า  ญาติโยมกินข้าวแลงไม่บาป แต่พระเณรกินข้าวแลงบ้างก็บอกว่าบาป  ทั้ง ๆ ที่กินข้าวแลงเหมือนกัน  ความจริงถ้าการกินข้าวแลงเป็นบุญใครกินข้าวแลงก็ต้องได้บุญเหมือนกัน  และถ้าการกินข้าวแลงเป็นบาปใครกินข้าวแลงก็ต้องได้บาปเหมือนกัน เหมือนน้ำถ้าใครอาบก็ต้องเปียกเหมือนกันหมดไม่มียกเว้น ดังนั้น บุญกับบาปน่าจะเป็นสิ่งเดียวกัน  คงเป็นเพราะพระพุทธเจ้าไม่อยากให้พระเณรรบกวนชาวบ้าน จึงห้ามพระเณรกินข้าวแลง ความจริงพระพุทธเจ้าน่าจะบัญญัติวินัยข้อนี้ว่า ห้ามพระเณรกินข้าวแลงยกเว้นหากินเองได้โดยไม่รบกวนชาวบ้าน  ทุกคนเห็นคล้อยตาม  พระอาจารย์คำผายซึ่งคงแอบดูพฤติกรรมของเณรมาหลายคืนแล้วเดินเข้าขัดจังหวะ พี่เณรสำเร็จรีบลุกจากแคร่ลงไปนั่งตั่งข้างล่าง นิมนต์พระอาจารย์นั่งบนแคร่ สั่งให้เณรบวชใหม่หาน้ำมะตูมใส่น้ำผึ้งมาถวาย พระอาจารย์ถามว่า คุยอะไรกันอยู่หรือ พี่เณรสำเร็จตอบว่า  กำลังอธิบายเรื่องบุญบาปให้เณรบวชใหม่ฟังครับ  พระอาจารย์ถามว่า อธิบายว่าอย่างไร  พี่เณรสำเร็จตอบว่า อธิบายว่าบุญกับบาปเป็นสิ่งเดียวกันครับ พระอาจารย์หัวเราะ บอกให้พี่เณรสำเร็จอธิบายใหม่อีกรอบ  พอพี่เณรสำเร็จอธิบายจบ พระอาจารย์ยิ้มและอธิบายเพิ่มเติมว่า  บุญคือความดีและบาปคือความชั่ว บุญและบาปถึงจะเป็นสิ่งเดียวกันแต่ไม่เหมือนกัน เป็นพระเณรต้องฝึกงดอาหารมื้อเย็น เพื่อจะได้ไม่เป็นภาระของชาวบ้าน และจะได้มีเวลาปฏิบัติธรรมเพิ่มขึ้น  เป็นการย่นระยะทางไปสู่พระนิพพานให้สั้นเข้า จึงถือว่าเป็นบุญ  ถ้าพระเณรมัวแต่หาข้าวแลงมาฉัน ชาวบ้านก็จะเสื่อมศรัทธา เวลาจะปฏิบัติธรรมก็น้อยลง ทางไปสู่พระนิพพานก็ยาวออกไป จึงถือว่าเป็นบาป สรุปว่า บุญคือสิ่งที่ผลักดันเราไปสู่สวรรค์นิพพาน  ส่วนบาปคือสิ่งที่ผลักดันเราไปสู่ความลำบากเป็นสัตว์เดียรัจฉานและเป็นสัตว์นรก ข้าพเจ้าฟังเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แต่พยายามจำเอาไว้ก่อน ดึกมากแล้วน้ำค้างเริ่มลง พระอาจารย์สั่งสลายการชุมนุมรอบกองไฟ เณรทุกรูปกลับไปนอนพักผ่อนเอาแรง

ว่าวยักษ์

ลมหนาวช่วงปลายเดือนมกราคม และต้นเดือนกุมภาพันธ์พัดแรงขึ้นทุกวัน บ่งบอกถึงฤดูกาลเล่นว่าวได้มาถึง เด็ก ๆ เล่นว่าวตามถนนภายในหมู่บ้าน ส่วนเด็กโตก็ทำว่าวไปเล่นในสนามโรงเรียนเป็นที่สนุกสนาน  พี่เณรสนิทพาเพื่อน ๆมาจากวัดบ้านโนนกุงพากันทำว่าวขนาดใหญ่โดยการสนับสนุนของพระอาจารย์ถัง ปีกข้างละประมาณ 2.5 เมตร ใช้ยางมะตูมติดกระดาษประมาณ 100 ลูก ใช้ผ้าจีวรขาด 2 ผืนประกบด้านหลังว่าว ใช้ธงกฐิน 4 ผืนเย็บต่อกันเป็นหาง ใช้เชือกปอเต่าไห้ปั่นยาวประมาณ 1 กม.ใช้คนวิ่ง  10  กว่าคน เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วก็ยกขบวนแห่นำว่าวยักษ์ไปที่ทุ่งนากำนันซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของวัดโดยมีพี่เณรสนิทเดินนำหน้า ว่าวยักษ์ตัวแรกถูกปล่อยขึ้นท้องฟ้าอย่างทุลักทุเล พร้อมกับเสียงไชยโยโห่ร้องของทีมงานและกองเชียร์ ตอนที่ทีมงานวิ่งมันกระพือปีกได้เหมือนนก แต่พอมันขึ้นสูงติดลมบนปีกมันเอนลู่ไปด้านหลังจนปลายปลีกทั้งสองข้างเกือบจรดกัน มันบินโฉบเฉี่ยวไปมาอย่างเมามัน ไม่นานมันก็เอาหัวทิ่มลงมาที่ข้างกอไผ่ป่าริมทุ่งนา ปีกของมันขาดเหวอะหวะ กองเชียร์หัวเราะท้องคัดท้องแข็ง พี่เณรสนิทผู้เป็นเจ้าของว่าวบอกว่าปีกมันอ่อนมากไปหน่อย  ต้องเอากลับไปแก้ไขใหม่ วันรุ่งขึ้นว่าวยักษ์ตัวใหม่ก็ได้ถูกสร้างขึ้นโดยการประสานความร่วมมือทั้งชาวบ้านและพระเณรที่วัด มีขนาดใหญ่เกือบเท่ากับว่าวของพี่เณรสนิท แต่โครงสร้างแข็งแรงกว่า มีธนูทำด้วยหวายผูกติดบนหลัง ใช้ธงกฐิน 4 ผืนเป็นหางเหมือนว่าวตัวแรก เมื่อนำไปปล่อยขึ้นบนท้องฟ้า มันขึ้นได้สูงจนสุดเชือก ทีมงานโห่ร้องด้วยความตื่นเต้นดีใจ  ผูกปลายเชือกไว้ที่ต้นกระโดน ทีมงานนอนหงายลงบนผืนนาเพื่อดูว่าวเล่นลมและฟังเสียงธนูด้วยความอิ่มอกอิ่มใจนานนับชั่วโมงจึงพากันเดินทางกลับวัด หลังทำวัตรค่ำแล้วชุมนุมรอบกองไฟเพื่อฉลองความสำเร็จถึงสองกอง ฉันต้มมะตูมสุก ฟังเสียงว่าวธนูเล่นลมบนท้องฟ้าตรงเหนือศีรษะพอดี คุยถึงความล้มเหลวและความสำเร็จด้วยความสนุกสนานจนดึกดื่น จึงสลายการชุมนุมขึ้นพักผ่อนนอนหลับบนกุฏิด้วยเหน็ดเหนื่อย

บวชต่อ

พอครบกำหนดหนึ่งเดือนกว่า ๆ หลังพระเณรทำวัตรสวดมนต์แผ่เมตตา หยาดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้ญาติโยมและนำน้ำลงไปเทที่โคนต้นโพธิ์เหมือนทุกคืนแล้ว พี่เณรสำเร็จสั่งให้ก่อกองไฟต้มมะตูมเหมือนคืนก่อน ๆ ข้าพเจ้าเห็นพ่อเดินเข้ามาร่วมวงดื่มน้ำมะตูมด้วย  พ่อถามว่าจะสึกหรือบวชเรียนต่อ  ข้าพเจ้าตอบโดยไม่ลังเลว่า  แล้วแต่พ่อ ถ้าพ่อให้สึกก็สึกถ้าพ่อให้บวชเรียนก็ไม่มีปัญหา พ่อบอกว่า อยากให้ลูกบวชเรียนเหมือนพี่เณรสนิท  ตอนนี้พี่เณรสนิทบวชสองปีสอบได้นักธรรมชั้นโทแล้ว วันข้างหน้าถ้าบวชไม่สึกอาจจะได้เป็นท่านพระครูเหมือนท่านพระครูศรีสกลกิจ รองเจ้าคณะจังหวัดสกลนคร และพระครูวิจิตรสกลการ เจ้าคณะอำเภอเมืองสกลนคร ผู้เป็นลุงทั้งสองก็ได้  และถ้าสึกออกมาก็สมัครเป็นตำรวจเหมือนลุงบัวก็ยังได้ สมัครเป็นบุรุษไปรษณีย์ก็ได้  จึงอยากจะให้ลูกลองเสี่ยงดู  เผื่อบางทีลูกมีบุญวาสนาเหมือนคนอื่นเขาบ้าง  วันข้างหน้าจะได้สบายกว่าพ่อแม่  ถ้าให้พ่อตัดสินใจแทนก็ต้องให้ลูกบวชเรียนต่อไปจนถึงที่สุด  เรื่องทางบ้านลูกไม่ต้องเป็นห่วง  พ่อกับแม่ดูแลเองได้ พ่อสาธยายเสียยาวยืด ข้าพเจ้านั่งฟังพ่อพูดจนจบ พี่เณรสำเร็จเสริมว่า บุญวาสนาอยู่ที่การกระทำ ถ้าทำดีบุญวาสนาก็จะดี ถ้าทำชั่วบาปกรรมก็จะตามสนอง ถ้าไม่ลองบวชเรียนดู ก็จะไม่รู้ว่าเรามีบุญวาสนาหรือไม่ บวชเรียนลองดูด้วยกันน้อง ข้าพเจ้าได้แต่พยักหน้าแทนคำตอบ  เพื่อน ๆ ที่บวชแก้บนด้วยกันก็ตัดสินใจบวชเรียนต่อทุกรูป พ่อกลับไปแล้ว  พวกเณรคุยกันต่อเสียงดังโขมงโฉงเฉง พระอาจารย์คำผายเดินมาร่วมวงคุยด้วย พอสมควรแก่เวลาก็สั่งสลายการชุมนุม

หนังสือใบลาน

ที่วัดมีหนังสือใบลานบันทึกคำสอนของพระพุทธเจ้ามากมาย ทั้งพระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎกและพระวินัยปิฎก แต่จารึกด้วยอักษรธรรม อักษรขอมและอักษรลาว พระเณรต้องเรียนอย่างน้อยอ่านหนังสือที่จารึกด้วยอักษรธรรมให้ได้ เพราะจะต้องเทศน์ฉลองงานบุญทุกงานเช่นบุญบ้าน บุญแจกข้าว บุญกองข้าว สวดอภิธรรมงานศพ เทศน์มาลัยหมื่นมาลัยแสน เทศน์อภิธรรม เป็นต้น และยังมีงานบุญพระเวสสันดรที่ทุกวัดในละแวกนั้นต้องจัดขึ้นทุกปีในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤษภาคม วัดที่จัดงานบุญพระเวสน์จะให้โยมไปส่งฎีกาบอกบุญพร้อมหนังสือใบลานจารึกเรื่องราวพระเวสสันดรด้วยอักษรธรรมประมาณ 5-6 ใบ เพื่อให้พระเณรเตรียมตัวฝึกเทศน์ทำนองแหล่ล่วงหน้าอย่างน้อย  10 วัน  หลังฉันอาหารเช้าแล้ว พระอาจารย์คำผายเรียกสามเณรบวชใหม่ต่อแถวเข้าเรียนอักษรธรรมจากพระอาจารย์คำผาย พระอาจารย์กาด พระอาจารย์ศรีเมืองและสามเณรสำเร็จ วันแรกสามเณรทุกรูปต้องเตรียมขันดอกไม้และหนังสือใบลานผูก(เล่ม)ที่พระอาจารย์จะสอนให้เข้าไปกราบพระอาจารย์แล้วพูดว่า ข้าน้อยมาขอเฮียนหนังสือ  ข้าพเจ้าเข้าเรียนเทศน์มาลัยหมื่นมาลัยแสนที่จารึกด้วยอักษรธรรมกับพระอาจารย์คำผาย เรียนวันละ 1 แถว โดยอ่านออกเสียงตามหลังพระอาจารย์กลับไปกลับมา 3-4 เที่ยว แล้วออกไปนั่งท่องบ่นที่ระเบียงกุฏิ ถ้าลืมก็ถามเพื่อนที่เรียนด้วยกัน ถ้าต่างฝ่ายต่างลืมก็ผลัดเปลี่ยนกันเข้าไปกราบให้พระอาจารย์บอกใหม่  พยายามสังเกตและจดจำตัวหนังสือ สระ พยัญชนะ ตัวห้อย(ตัวสะกด ตัวตาม) ให้ได้ เรียนอยู่ประมาณ 1 เดือนก็พอจะเทศน์ทำนอง และอ่านหนังสือใบลานที่จารึกด้วยอักษรธรรมได้บ้าง กลางคืนหลังทำวัตรเย็น นั่งสมาธิแผ่เมตตาและกวดน้ำให้ผู้มีพระคุณและสรรพสัตว์ทั้งหลายแล้ว เริ่มท่องพระคาถาในหนังสือเจ็ดตำนานและสิบสองตำนานด้วยเสียงอันดัง แข่งกับพระเณรที่ท่องได้แล้วซึ่งต่างก็พากันสาธยายมนต์ด้วยเสียงอันดัง เพื่อขับไล่ภูตผีปิศาจและเสนียดจัญไรให้ชาวบ้านเกิดความรู้สึกอบอุ่นใจ

งานเข้า

ในระยะเดือนมกราคมซึ่งตรงกับงานสมโภชพระธาตุเชิงชุมในเมืองสกลนคร 7 วัน 7 คืน และต่อด้วยงานสมโภชพระธาตุพนม 7 วัน 7 คืนเช่นเดียวกัน พระอาจารย์ทั้งสามไปงานทั้งสองแห่งเป็นเวลาหลายเดือน  ที่วัดจึงยังคงเหลือแต่สามเณร  7 รูป ต้องผลัดเปลี่ยนกันให้ศีลให้พรแก่ญาติโยมบนระเบียงกุฏิก่อนบิณฑบาตทุกเช้าตามคำสั่งของพระอาจารย์ สามเณรบวชใหม่จึงต้องฝึกฝนตนเองอย่างเต็มที่  โดยมีพี่เณรสำเร็จเป็นครูฝึก  สามเณรบวชใหม่ทุกรูปสอบผ่านเกือบหมด แต่พอเวียนมาถึงสามเณรวิเศษก็เกิดปัญหาเพราะความจำของท่านไม่ค่อยดี เช้าวันนั้นเป็นวันพระ มีญาติโยมเข้าวัดทำบุญมากเป็นพิเศษ  เณรวิเศษเป็นผู้ออกไปนั่งให้ศีลบนอาสนะที่จัดไว้ด้านนอกกุฏิ  ส่วนสามเณรทั้งหลายคอยลุ้นอยู่ภายในกุฏิ เมื่อถึงตอนขมวดศีลว่า อิมานิ ปัญจะ สิกขาปทานิ สีเลนะ สุคะตึง ยันติ สีเลนะ โภคะสัมปะทา สีเลนะ นิพพุติง ยันติ ตัสสะมา สีลัง วิโสธะเยฯ  เณรวิเศษก็ท่องแต่  อิมานิ ๆ ๆ ๆ ๆ ท่องพลางเอียงหูฟังพี่เณรสำเร็จผู้บอกบทอยู่ภายในกฏิ แต่เณรวิเศษหูตึงฟังไม่ได้ยินถนัด จึงได้แต่ท่อง อิมานิ ๆ ๆ ๆ กลับไปกลับมาเหมือนจะร้องไห้ ญาติโยมก็พากันหัวเราะ อิมานิ ทีไรก็หัวเราะทุกที เป็นที่สนุกสนาน  โยมผู้หญิงอาวุโสท่านหนึ่งที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ คงเห็นว่าขืนให้พี่เณรท่องอิมานิ ๆ ๆ กลับไปกลับมาอยู่อย่างนี้คงไม่จบแน่ จึงบอกบทว่า  วิโสธะเย เถอะพี่เณร  เณรวิเศษจึงท่องด้วยเสียงอันดังว่า อิมานิ วิโส้ธะเยฯ คราวนี้เสียงหัวเราะดังครืนแทนเสียงสาธุ

ว่าวไม่มีหาง

พี่เณรสำเร็จไปเกณฑ์ทหารจับได้ใบแดง ต้องสึกไปเป็นทหารผลัดแรก  พี่เณรนาวก็ลาสึก ที่วัดจึงเหลือสามเณรบวชใหม่เฝ้าวัด  5  รูป  พระอาจารย์กาดไปอยู่วัดบ้านม่วงไข่ จะมาเยี่ยมอาทิตย์ละครั้ง ก่อนพระอาจารย์จะไปก็สั่งให้สามเณรดูแลกันเอง มีปัญหาอะไรก็ให้ปรึกษาหารือกัน พระอาจารย์ไปได้ไม่นาน เณรโสดาไปจับแมววัดมาเอาเชือกผูกคอแมว ชักรอกขึ้นแขวนไว้ใต้ถุนกุฏิ  แมวส่งเสียงร้องดิ้นรนจนขี้แตกเยี่ยวราด เณรโสดาหัวเราะท้องคัดท้องแข็ง เพื่อนขอร้องก็ไม่ยอมฟัง จนแมวสลบแน่นิ่งจึงหย่อนเชือกลงแก้ปลายเชือกที่มัดคอแมวออก เอาน้ำสาด แมวค่อย ๆ พยุงตัวลุกขึ้นยืน น้ำตานองหน้าเดินโซซัดโซเซจากไป วันต่อมาเณรโสดาไปจับแมวมาสองตัวเอาเชือกผูกคอชักรอกขึ้นใต้ถุนกุฏิทีละตัว แต่เนื่องจากแมวที่ชักรอกขึ้นใกล้กัน ขณะที่พวกมันส่งเสียงร้องดิ้นรนเพราะใจจะขาด พวกมันจะร้องถีบกัดกันอย่างเอาเป็นเอาตาย เณรโสดายืนหัวเราะอย่างสนุกสนาน พอแมวสลบก็หย่อนเชือกลงมาแก้มัด เอาน้ำสาด แมวทั้งสองลืมตา ค่อย ๆ พยุงตัวลุกขึ้นยืนด้วยความยากลำบากเพราะได้รับบาดเจ็บจากการกัดกันเองโดยไม่รู้สึกตัวขณะดิ้นตาย พวกมันมีคราบน้ำตานองหน้า ค่อย ๆเดินโซซัดโซเซไปคนละทาง เณรบรรเลงไปซื้อดินประสิวมาทำบั้งไฟในโบสถ์ถูกไฟไหม้มือทั้งสองข้างและไหม้ขนตาจนเกลี้ยง นอนร้องไห้โอดโอยลั่นวัด ข้าพเจ้าไปตามโยมพ่อของเณรมาช่วยดูแล ส่วนข้าพเจ้ากับเพื่อนเอาด้ายความยาวประมาณหนึ่งวา เหนี่ยงข้าวเหนียวขนาดเท่าหัวแม่มือ ผูกปลายด้ายข้างหนึ่งไว้ที่ข้าว และผูกว่าวกระดาษที่ปลายด้ายอีกข้างหนึ่งโยนให้ไก่วัดกิน ไก่ตัวที่กินก็พากันตกใจเมื่อว่าวกระดาษตามหลัง จึงพากันวิ่งแตกตื่นโดยมีว่าววิ่งตามหลังโกลาหลไปทั้งวัด พวกไก่วิ่งจนหมดแรงเข้าหมอบอยู่ตามใต้กองไม้ ข้าพเจ้ากับเพื่อน ๆ ไปจับพวกมันมา ช่วยดึงด้ายออกจากปากแล้วปล่อยพวกมันไป   ข้าพเจ้าได้รับมอบหมายจากพระอาจารย์คำผายให้เป็นผู้ดูแลไก่วัดที่ญาติโยมนำมาปล่อยแก้บนซึ่งมีอยู่ประมาณ 60  ตัว ถ้าตัวไหนเป็นหนุ่มสาวก็ขายให้พ่อค้าในราคากิโลละ 2.50  บาท พวกมันนอนบนต้นจำปาหน้าโบสถ์ วันหนึ่งข้าพเจ้าชวนเพื่อนไปดูลูกไก่ชนที่บ้านป่าปอ เจ้าของไก่โฆษณาว่าเป็นไก่ควาย มันเตะหนักและทนเหมือนควาย  จึงตัดสินใจนำเงินที่ได้จากกัณฑ์เทศน์ทั้งหมดซื้อลูกไก่ชนตัวผู้มาสองตัวในราคา 10  บาท ทำคอกขังไว้ใต้กอไผ่ท้ายวัด เลี้ยงดูมันอย่างดี หลอกล่อให้ตีกันทุกเช้าด้วยความสนุกสนาน โดยมีเพื่อน ๆ ช่วยกันให้น้ำไก่ทั้งคู่ คืนหนึ่งมีฝนหลงฤดูตกตอนดึก ข้าพเจ้ารีบตื่นแต่เช้าไปเปิดคอกไก่เพื่อให้อาหารมัน เห็นไก่ทั้งสองถูกมดง่ามรุมกัดดำมืดทั้งสองตัว มันยืนนิ่งไม่สามารถขับเขยื้อนได้ ข้าพเจ้าดึงพวกมันออกมาไล่มดง่ามออกจนหมด แต่มันทนพิษบาดแผลไม่ไหวจึงสิ้นลมหายใจคามือข้าพเจ้า มันเป็นภาพหลอนที่ติดตาข้าพเจ้าจนถึงปัจจุบัน

ผีสางเทวดา

ด้านหลังกุฏิหลังใหญ่มีโบสถ์เก่าแก่ สร้างด้วยอิฐถือดินเหนียวผสมขี้เถ้า ฝาทำด้วยไม้กระดานซึ่งถากด้วยขวาน หลังคามุงด้วยไม้ ใช้ลิ่มขัดแทนตะปูทั้งหลัง อากาศในเวลากลางวันช่วงเดือนเมษายนร้อนมาก หลังจากฉันเพลแล้วข้าพเจ้าและเพื่อน ๆ พากันไปหาที่หลบพักผ่อนนอนหลับที่ศาลาการเปรียญ  พี่เณรสำเร็จเตือนว่าอย่าไปนอนในโบสถ์เป็นอันขาด เพราะจะโดนผีหลอก ก่อนหน้านี้ผีได้เอาลูกสาวโยมเชียงอินทร์อายุเพียง 4 ปีมาซ่อนไว้ที่หลังพระประธานในโบสถ์แห่งนี้มาแล้ว  ชาวบ้านช่วยกันตามหาทั้งหมู่บ้านแต่ไม่พบ เดชบุญมีผู้เข้าไปยกพระเสี่ยงทายในโบสถ์พบเข้า จึงนำออกมา เธอเล่าว่ามีตาแก่คนหนึ่งจูงแขนเธอมาไว้หลังพระประธานในโบสถ์แห่งนี้  ข้าพเจ้ากับเพื่อนเคยหลบเข้าไปทำบั้งไฟในโบสถ์หลายครั้ง บ่ายวันหนึ่งข้าพเจ้าง่วงนอนมากจึงหลบเข้าไปนอนบนเม็ง(เตียงพระ)ในโบสถ์ ขณะที่กำลังจะเคลิ้มหลับก็ได้ยินเสียงคนคุยกันข้างนอก ไม่นานนักก็ได้ยินเสียงเปิดประตูและมีคนเดินเข้ามานั่งทับอกข้าพเจ้า  ข้าพเจ้าดิ้นสุดแรงจนรู้สึกตัว  จึงเปลี่ยนเป็นท่านอนใหม่เป็นนอนตะแคงขวา  ขณะกำลังเคลิ้มหลับก็เห็นมือยาว ๆมากำข้อเท้าข้าพเจ้าลากดึงจะให้หล่นจากเตียงให้ได้ ข้าพเจ้ายันขอบเม็งไว้ลุกขึ้นนั่งพูดว่า คนจะนอนอย่ากวนได้ไหม แล้วล้มตัวลงนอนใหม่  พอกำลังจะเคลิ้มหลับก็ได้ยินเสียงเปิดประตูดังปังและเห็นใบหน้าคนแก่สามคนชะโงกเข้ามาทางประตูตีหน้ายักษ์กวักมือเรียกให้ข้าพเจ้าลุกจากเม็ง ข้าพเจ้าเกิดความรำคาญเพราะไม่ได้หลับไม่ได้นอนจึงลุกขึ้นจากเม็งไปนอนที่ศาลาการเปรียญ เล่าเรื่องให้เพื่อน ๆ ฟัง พวกเขาพากันหัวเราะบอกว่าทุกคนก็โดนเหมือนกัน

นักธรรมชั้นตรี

พระอาจารย์คำผายกับพระอาจารย์ศรีเมืองกลับจากธุดงค์สร้างความยินดีปรีดาให้แก่พระและชาวบ้านเป็นอย่างมาก พระอาจารย์ศรีเมืองลาสึกก่อนหน้าเข้าพรรษาเพียงเล็กน้อย มีพระและสามเณรบวชใหม่เพิ่มขึ้นสามรูป พระอาจารย์คำผายเปิดโรงเรียนสอนพระปริยัติธรรมที่ศาลาการเปรียญ เปิดสอนระดับนักธรรมชั้นตรี โดยมีพระอาจารย์คำผายเป็นครูสอน  พระเณรบวชใหม่ จากวัดต่าง ๆ ที่อยู่ใกล้เดินทางมาเรียนร่วมกันในตอนบ่าย จำนวน 12 รูป วิชาแรกที่เริ่มสอนคือวิชาพุทธประวัติ ด้วยเหตุผลว่า ก่อนที่จะได้เรียนรู้คำสอนของพระพุทธเจ้า ต้องรู้จักพระพุทธเจ้าและธรรมที่พระองค์ตรัสรู้ ซึ่งทำให้พระองค์ได้ชื่อว่าพระพุทธเจ้าก่อน

ประวัติพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าเดิมชื่อสิทธัตถะ เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะกับพระนางสิริมหามายา แห่งเมืองกบิลพัสดุ์  ประเทศอินเดีย พออายุได้  7  วัน พระราชบิดาได้จัดงานทำบุญตั้งชื่อให้พระราชโอรสโดยเชิญพราหมณ์  108  คนมารับไทยทาน  พราหมณ์  108 คน ตั้งชื่อพระราชโอรสว่า สิทธัตถะ  ในขณะเดียวกันพราหมณ์ที่ทำนายลักษณะแม่นยำที่สุดจำนวน  ห้าคนได้รับเลือกให้เป็นผู้ทำนายลักษณะของเจ้าชายสิทธัตถะ สี่คนทำนายว่า ถ้าสิทธัตถะอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระจ้าจักรพรรดิ  แต่ถ้าสิทธัตถะออกบวชจะได้เป็นพระพุทธเจ้า  แต่มีพราหมณ์หนึ่งคนชื่อโกณทัญญะทำนายว่า สิทธัตถะจะได้ออกบวชและได้เป็นพระพุทธเจ้าเท่านั้น  สิทธัตถะออกบวชเมื่อพระชนมายุได้   29  พรรษา  เพราะต้องการพ้นจากการเกิด  แก่  เจ็บ  ตาย ซึ่งเป็นความทุกข์ที่มนุษย์ทุกคนหนีไม่พ้น  เมื่อออกบวชแล้วได้แสวงหาทางพ้นทุกข์ตามความเชื่อของศาสนาในสมัยนั้นที่สอนว่า  ถ้าผู้ใดบำเพ็ญทุกรกิริยาด้วยการทรมานตนเองจนถึงที่สุด  พระเจ้าจะลงมาช่วยดลบันดาลให้ได้ทุกสิ่งทุกอย่างตามที่ต้องการ  พระองค์บำเพ็ญทุกกรกิริยาด้วยการทรมานตนเองอย่างถึงที่สุดหลายวิธีเช่น อดข้าว อดน้ำ จนพระวรกายผ่ายผอมเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก  กลั้นลมหายเข้าออกจนลมออกหูเป็นต้น  โดยมีพราหมณ์ทั้ง  ห้าที่เคยได้รับเชิญให้ทำนายลักษณะของพระองค์คอยเฝ้าอุปัฏฐากด้วยความหวังว่า  เมื่อสิทธัตถะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้วจะได้รับคำสอนเป็นกลุ่มแรก พระองค์ทรมานตนเองอยู่นานถึง  6  ปี  แต่พระเจ้าก็ไม่มาช่วยตามที่สอนไว้  พระองค์เห็นว่าความมีอยู่ของพระเจ้าเป็นเพียงความฝันของมนุษย์เท่านั้น  และทุกกรกิริยาไม่ใช่ทางพ้นทุกข์  เพราะยิ่งบำเพ็ญก็ยิ่งมีทุกข์มากยิ่งขึ้น เพราะเมื่อกายเป็นทุกข์ จิตใจก็กระวนกระวายและเป็นทุกข์มากยิ่งขึ้นเช่นเดียวกัน หากขืนบำเพ็ญทุกกรกิริยาต่อไปก็อาจตายเปล่าได้  จึงเลิกบำเพ็ญทุกกรกิริยา หันมาฉันพระกระยาหารดังเดิม ทำให้ปัญจวัคคีพราหมณ์ที่เฝ้าอุปัฏฐากพระองค์ลงความเห็นว่า  สิทธัตถะละความเพียรเวียนมาซึ่งความมักมาก  คงไม่สามารถเป็นพระพุทธเจ้าได้ดั่งคำทำนาย  จึงพากันหนีไปอยู่ที่ป่าอิสิปตนะมฤคทายวัน  ทิ้งให้สิทธัตถะอยู่ตามลำพัง  และเมื่ออยู่โดดเดี่ยวจิตใจก็ปลอดโปร่ง  จึงเริ่มบำเพ็ญเพียรทางใจ  นานเท่าไรไม่ปรากฏจนกระทั้งถึงเช้าวันเพ็ญเดือน 6  พระองค์ได้รับข้าวมธุปายาสที่นางสุชาดานำมาถวายแก้บน  ทำให้ร่างกายมีเรี่ยวแรงมากขึ้น  ตอนบ่ายโสตถิยะพราหมณ์แบกหญ้าคาที่เกี่ยวได้ประมาณ  10  กำ เดินผ่านมาเห็นพระองค์นั่งอยู่ จึงนำหญ้าคามาถวาย  1 กำ  ตอนเย็นพระองค์สรงน้ำชำระพระวรกายให้สะอาด ทำให้ร่างกายสดชื่น จิตใจปลอดโปร่ง ตอนค่ำพระองค์นำหญ้าคามาปูใต้ต้นโพธิ์ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก เสด็จขึ้นประทับนั่ง ตั้งจิตอธิษฐานว่า ถ้าไม่พบทางพ้นทุกข์จะไม่ลุกจากที่นั่งทั้งคืน  พระองค์นั่งสมาธิทำใจให้สงบ  เมื่อใจสงบแล้วก็มุ่งพิจารณาหาทางพ้นทุกข์  พระองค์ได้ค้นพบทางพ้นทุกข์และพ้นจากความทุกข์เมื่อเวลาใกล้สว่าง  เรียกการค้นพบทางดับว่าการตรัสรู้

หลักธรรมที่สิทธัตถะตรัสรู้

สิทธัตถะตรัสรู้หรือรู้แจ้งชัดด้วยพระองค์เอง ได้แก่อริยสัจสี่ประการหรือความจริงที่แท้จริง  4อย่าง ได้แก่

1. ตรัสรู้ทุกข์  คือรู้แจ้งชัดด้วยพระองค์เองว่ามนุษย์ทุกคนมีความทุกข์ 2 ประการ คือ  1)ทุกข์กายหรือความไม่สบายกาย ทุกข์กายเป็นสภาวะทุกข์หรือทุกข์ธรรมชาติ เช่นหิว กระหายเป็นต้น ไม่มีใครหนีพ้นจากทุกข์กายได้ตราบใดที่ยังมีกาย  และ 2)ทุกข์ใจหรือความไม่สบายใจ ทุกข์ใจเป็นโคจรทุกข์หรือทุกข์ที่จรมา เกิดจากรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสและอารมณ์ที่จรมากระทบกับตาหูจมูกลิ้นกายและใจหรือจิต จิตมนุษย์เราโดยปกติจะทำหน้าที่สองอย่างคือการรับรู้และการปรุงแต่ง ถ้าจิตเรารับรู้แล้วปรุงแต่งรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสและอารมณ์ที่มากระทบนั้น ว่าดีหรือว่าร้าย  ตัณหาคือทะยานอยาก 3 อย่างซึ่งเป็นสาเหตุแห่งทุกข์ ได้แก่ 1.กามตัณหา ความอยากมี  2.ภวตัณหา ความอยากเป็น  และ 3. วิภวตัณหา ความอยากไม่มีความอยากไม่เป็น  ก็จะเกิดขึ้น  กิเลสเครื่องทำให้ใจเศร้าหมอง 3 ประการที่นอนเนื่องอยู่ในสันดานก็จะผุดขึ้นในจิต ทำให้จิตขุ่นมัวเศร้าหมองและเป็นทุกข์เพราะการดิ้นรนแสวงหาเพื่อให้ได้หรือเพื่อไม่ให้ได้ในสิ่งที่เราอยาก ทุกข์ใจเราสามารถทำให้หมดไปได้ด้วยการเจริญมรรคมีองค์แปดประการ

2.  ตรัสรู้สมุทัย  คือรู้แจ้งชัดด้วยพระองค์เองถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ 3 ประการ ได้แก่  1.กามตัณหา ความอยากมี  2.ภวตัณหา ความอยากเป็น  และ 3. วิภวตัณหา ความอยากไม่มีความอยากไม่เป็น เกิดขึ้นเพราะจิตคิดปรุงแต่งรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสและอารมณ์ที่มากระทบกับตาหูจมูกลิ้นกายใจ ว่าดีหรือว่าร้าย

3.  ตรัสรู้นิโรธ คือรู้แจ้งชัดด้วยพระองค์เองซึ่งการดับทุกข์ว่า  เมื่อดับสาเหตุแห่งทุกข์ คือดับตัณหาได้แล้ว  ความทุกข์ก็ดับไปเอง

4.  ตรัสรู้มรรค  คือรู้แจ้งชัดด้วยพระองค์เองซึ่งทางดับทุกข์แปดประการได้แก่ 1. สัมมาทิฏฐิ เห็นชอบ 2. สัมมาสังกัปปะ ดำหริชอบ  3. สัมมาวาจา พูดชอบ 4. สัมมากัมมันตะ การงานชอบ 5. สัมมาอาชีวะ อาชีพชอบ 6. สัมมาวายามะ พยายามชอบ 7. สัมมาสติ ระลึกชอบ 8. สัมมาสมาธิ ตั้งใจชอบ ผู้ที่ต้องการพ้นทุกข์หรือดับทุกข์ให้เจริญมรรคมีองค์แปดประการนี้ตลอดเวลา โดยสรุปคือรักษาศีลเพื่อรักษากายและวาจาให้สงบ บำเพ็ญสมาธิเพื่อทำใจให้แน่วแน่เป็นหนึ่งเดียว และเจริญภาวนา เพื่อกำหนดจิตไม่ให้คิดปรุงแต่งรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสและอารมณ์ที่มากระทบกับตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจว่าดี ว่าร้าย ให้จิตทำหน้าที่เพียงการรับรู้เท่านั้น  เมื่อจิตไม่คิดปรุงแต่ง ตัณหาคือความทะยานอยากก็จะไม่เกิด เมื่อตัณหาคือความทะยานอยากไม่เกิด กิเลสเครื่องทำให้ใจเศร้าหมองได้แก่ความโลภความโกรธความหลงที่นอนเนื่องอยู่ในสันดานก็จะไม่ผุดขึ้นมาครอบงำจิต  เมื่อจิตไม่มีกิเลสครอบงำปัญญาก็เกิดและส่องทางให้จิตสามารถกำหนดรู้ทุกข์ ละตัณหา และดับทุกข์ได้  ทุกอย่างกระจ่างแจ้ง อุปมาเหมือนเปิดของที่คว่ำอยู่ให้หงาย เปิดไฟในที่มืด  ผู้ที่สามารถฝึกฝนตนเองได้ถึงขั้นนี้เรียกว่าเป็นพระอรหันต์คือผู้ห่างไกลจากกิเลส ส่วนผู้ที่สามารถค้นพบความจริงที่แท้จริง  4  ประการคือ  รู้ทุกข์  รู้สาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์  รู้การดับทุกข์  และรู้ทางดับทุกข์ เป็นคนแรกเรียกว่า  พระพุทธเจ้า  และเรียกการค้นพบนี้ว่าการตรัสรู้

วิชาธรรม

ข้าพเจ้าได้เรียนรู้วิชาธรรมจากหลักสูตรนักธรรมชั้นตรีซึ่งได้บรรจุหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนไว้ เพื่อให้ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา นำไปปฏิบัติให้เกิดความสุขตามสมควรแก่อัตภาพ ยกตัวอย่างธรรมในหมวด 4 ได้แก่

หลักธรรมสำหรับอุบาสกอุบาสิกาผู้ครองเรือนมี 4 ประการได้แก่

1.ทาน การให้ การแบ่งปัน

2. ปิยะวาจา การพูดเพราะ

3. อัตถะจะริยา การประพฤติแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์

4. สะมานัตตะตา การวางตนเหมาะสม

หลักธรรมสำหรับผู้ต้องการความมั่งคั่งร่ำรวย  4  ประการ ได้แก่

  1. 1.    อุฏฐานะสัมปะทา ถึงพร้อมด้วยความหมั่นขยันหาทรัพย์เพื่อนำมาใช้จ่ายเลี้ยงชีวิตของตนเองและคนในครอบครัว  แต่การแสวงหานั้นต้องกระทำโดยสุจริต ไม่เป็นการเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น
  2. 2.    อารักขะสัมปะทา ถึงพร้อมด้วยการเก็บรักษาทรัพย์ที่หามาได้ไว้อย่างดี แบ่งใช้ในสิ่งที่จำเป็นและแบ่งเก็บไว้ใช้เมื่อคราวจำเป็น
  3. 3.    กัลยาณะมิตตะตา คบคนดีเป็นเพื่อน
  4. 4.    สัมมะชีวิตา เลี้ยงชีวิตเหมาะสมแก่ฐานะของตน

พระอาจารย์สรุปว่า  ธรรมมีสามประเภทคือ

1. ธรรมที่เป็นฝ่ายดี ซึ่งทำให้ผู้ปฏิบัติร่ำรวยด้วยสมบัติสามประการ ได้แก่มนุษย์สมบัติ คือสมบัติในโลกมนุษย์ได้แก่ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข สวรรค์สมบัติ คือสมบัติในสวรรค์ ได้แก่ความสวยงาม ความสนุกสนานรื่นเริงบันเทิงใจ และนิพพานสมบัติ คือสมบัติในพระนิพพาน ได้แก่ความสุขอย่างยิ่ง ความสุขล้วน ๆไม่มีความทุกข์เจือปน

2. ธรรมที่เป็นฝ่ายชั่ว ทำให้ผู้ปฏิบัติได้สิ่งชั่วร้ายตอบแทน เช่นเราฆ่าผู้อื่นเราก็ต้องได้รับโทษติดคุกหรือถูกผู้อื่นฆ่าเป็นตอบแทน กรรมตามไม่ทันชาตินี้ก็ตามทันในชาติต่อไป ไม่มีใครหนีกรรมที่ทำไว้ได้

3. ธรรมที่เป็นกลาง คือไม่ดีไม่ชั่ว ได้แก่การฟัง การพูด การคิดและการกระทำที่ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น ธรรมที่เป็นกลางส่งผลให้ผู้กระทำได้สิ่งดีบ้างชั่วบ้างตอบแทน เช่นเราฟังเพลงเราก็ได้ความบันเทิงใจ แต่ถ้าเราฟังคนด่ากันเราก็จะได้ความขุ่นใจ  เป็นต้น

การได้เรียนรู้วิชาธรรมและนำไปฝึกปฏิบัติขัดเกลาอุปนิสัยได้บ้างพอสมควรแก่อัตภาพ  แต่ความเข้าใจในธรรมยังมีน้อย จึงได้แต่ท่องจำเหมือนนกแก้วนกขุนทอง

วินัย

ข้าพเจ้าเรียนวิชาวินัยด้วยการท่องศีลของพระ  227  ข้อ แล้วฟังพระอาจารย์อธิบายเรื่องศีลของพระในห้องเรียน พระอาจารย์อธิบายว่า เป็นพระเณรต้องอาศัยผู้อื่นเลี้ยงชีวิต จึงต้องรักษาศีลให้ได้ครบทุกข้อ จึงจะได้รับการเคารพนับถือจากผู้อื่น ผู้ที่บวชเป็นพระเณรมาจากคนทุกชั้น พระพุทธเจ้าจึงจำเป็นต้องบัญญัติศีลไว้ให้ถือปฏิบัติเหมือนกัน อุบาสกและอุบาสิกาต้องรักษาศีล 5  ข้อและ  8  ข้อตามกำลังความสามารถ สามเณรต้องรักษาศีล  10 ข้อ  ส่วนพระต้องรักษาศีล 227  ข้อ และภิกษุณีต้องรักษาศีล  311  ข้อ   วินัยกับศีลเป็นสิ่งเดียวกัน แบ่งเป็นสองส่วน คือส่วนที่บัญญัติไว้เพื่อควบคุมกายเช่น คำข้าวยังไม่ถึงปากห้ามอ้าปากไว้รอ ห้ามเคี้ยวอาหารเสียงดัง  เป็นต้น  และส่วนที่บัญญัติไว้เพื่อควบคุมวาจาหรือคำพูดเช่น ห้ามพูดเกี้ยวผู้หญิง ห้ามพูดลามก  ห้ามพูดโกหก ห้ามพูดตลกโปกฮา เป็นต้น

กระทู้ธรรม

ข้าพเจ้าเรียนวิชากระทู้ธรรมด้วยการท่องจำพุทธศาสนสุภาษิตในเวลากลางคืน แล้วฟังพระอาจารย์อธิบายเรื่องการเขียนเรียงความตามหัวข้อธรรมในพุทธศาสนสุภาษิตที่ให้ผู้เรียนไปท่องจำมาล่วงหน้าในห้องเรียน พระอาจารย์แนะนำวิธีการเขียนเรียงความแบบง่าย ๆ ว่า ควรเขียนเหมือนที่เราพูดอธิบายให้ผู้อื่นฟัง เขียนให้ตรงประเด็นหรือหัวธรรมที่ตั้งไว้ พยายามใช้ประโยคข้อความเดียว ไม่เขียนบรรยายวก วนไปมา และยกพุทธศาสนสุภาษิตอ้างอิงคำบรรยายของเราให้ดูสมเหตุสมผล

สรุปว่า เรียนธรรมต้องอาศัยความเข้าใจ  เรียนวินัยและพุทธประวัติต้องอาศัยการท่องจำ เรียนกระทู้ธรรมต้องบรรยายให้ตรงประเด็น

เปิดเรียนระยะเข้าพรรษา สัปดาห์หนึ่งเรียน 5 วัน เฉพาะตอนบ่าย 1-2 ชั่วโมง โดยเริ่มเรียนเวลาเที่ยงวันถึงบ่าย 2 โมง หยุดเรียนวันโกนกับวันพระ หลังเลิกเรียนในแต่ละวัน ข้าพเจ้ากับเพื่อนสามเณรพากันไปเล่นน้ำในลำน้ำก่ำข้างวัด แข่งขันว่ายน้ำข้ามฝั่งไปมา เล่นเกมต่าง ๆ ตามแต่จะคิดกันได้  เล่นน้ำไปจนถึงประมาณบ่าย 4 โมงครึ่งจึงขึ้นจากน้ำ

พระอาจารย์แบ่งงานให้สามเณรช่วยกันทำในตอนเย็น ได้แก่ปัดกวาดลานวัด เตรียมสถานที่แสดงธรรม และตีโปงแลงบอกเวลาฟังเทศน์ ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นคุณยายกับหลานสาวนุ่งผ้าถุงใส่เสื้อแขนกระบอกมีผ้าเบี่ยงสีขาวพาดบ่าซ้ายถือขันหรือจานมีดอกไม้ 1 คู่ เทียน 1 คู่พากันเดินทางมาวัดเพื่อฟังเทศน์ที่ระเบียงกุฏิหลังใหญ่มากซึ่งมีอยู่เพียงหลังเดียวในวัด

ผีเข้าเณรก้าน

เณรก้านบวชก่อนเข้าพรรษาเพียงไม่กี่วัน แกหงอยเหงาซึมเศร้าตั้งวันแรกที่บวช ให้โยมพ่อไปขอลาสึกจากพระอาจารย์  โยมพ่อก็บอกว่าสึกกลางพรรษาไม่ได้  ต้องบวชให้ครบสามเดือน ออกพรรษาแล้วค่อยสึก คืนหนึ่งขณะพระเณรจุดเทียนกำลังทำวัตรค่ำที่ระเบียงกุฏิ สามเณรก้านซึ่งนั่งอยู่ท้ายแถวร้องไห้ลั่นวัด บอกว่าผีบีบคอ พลางชี้มือไปที่ระเบียงกุฏิด้านหลังบอกว่า ผีสองผัวเมียมันนั่งอยู่นั่น พูดจบก็ชักดิ้นชักงอดังโครมครามอยู่ท้ายแถวข้างข้าพเจ้า พระอาจารย์ต้องสั่งหยุดทำวัตรค่ำกะทันหัน สั่งให้พระเณรนั่งล้อมสามเณรก้านเอาไว้  ข้าพเจ้าบอกพระอาจารย์ว่า เณรก้านบอกว่าผีบีบคอ เณรชัยเอาน้ำมาราด เณรก้านผุดลุกขึ้นนั่ง วงพระเณรแตกฮือ เณรก้านเอามือชี้หน้าเณรชัย บอกว่ามึงรู้ไหมว่ากูเป็นใคร  กูมาจากแก้งคัน จะมาเอาชีวิตเณรก้านเว้ย พระอาจารย์หัวเราะถามว่า เณรก้านไปทำอะไรให้ถึงจะต้องตามมาเอาชีวิต เณรก้านผีสิงตอบว่า วันก่อนเณรก้านไปขโมยตัดต้นไม้ในป่าแก้งคัน เมื่อค่ำวานนี้ข้าตามมาบอกให้มันสึก มันยังไม่ยอมสึก พระอาจารย์หัวเราะตอบว่า สึกไม่ได้หรอกยังไม่ออกพรรษา ต้องบวชให้ครบพรรษาก่อนแล้วค่อยสึก เณรก้านผีสิงบอกว่า อีกห้าวันข้าจะกลับมาดูอีก ถ้าเณรก้านยังไม่สึกจะเอาชีวิตมัน เอามันไปอยู่ด้วย พูดจบหัวเราะคิก ๆ แล้วล้มลงชักดิ้นชักงอบนพื้นระเบียง เงียบไปพักหนึ่งแล้วค่อย ๆ ลืมตาลุกขึ้นนั่ง พระอาจารย์ถามว่าเป็นอะไรหรือเณร  เณรก้านตอบว่าผีแก้งคันมาบอกให้สึกสองวันแล้ว  ถ้าผมไม่สึกผีมันเอาผมตายแน่ครับอาจารย์  พระอาจารย์หัวเราะเหมือนจะรู้ทัน บอกว่า ไม่มีปัญหาหรอกเณร เรายังมีเวลาอีกหนึ่งคืน พรุ่งนี้เช้าค่อยสึกก็ได้ คืนนี้เราทำวัตรค่ำ นั่งสมาธิ หยาดน้ำและแผ่เมตตาให้เสร็จก่อน แล้วให้เณรไปตามโยมพ่อลงมา  หลังจากนั้นก็ทำวัตรค่ำต่อไปไปจนจบ หลังนำน้ำไปเทที่โคนต้นโพธิ์แล้ว พระอาจารย์ตีฆ้องเล็ก ๆ  เสียงดัง ม้อง ๆ ๆ ๆ   เหมือนทุกค่ำคืนที่ผ่านมา โยมพ่อของสามเณรมาถึง เข้าไปกราบพระอาจารย์ ไม่รู้ว่าคุยกันเรื่องอะไร  เณรก้านคงเดาเอาว่าจะได้สึกในไม่ช้าก็ยิ้มแย้มแจ่มใส แต่เวลาผ่านไปหลายวัน ก็ยังไม่ได้สึก จึงนั่งเหม่อลอยทั้งวัน โศกเศร้าหงอยเหงาเหมือนคนอมทุกข์ จนถึงค่ำวันที่ห้า ผีมาอีกแล้วที่เก่าเวลาเดิมแต่อาการหนักกว่าเก่าเป็นสองเท่า ถ้าไม่สึกตามสัญญาจะต้องเอาชีวิตไปคืนนี้ให้ได้ ต่อรองอย่างไรก็ไม่ยอม พระอาจารย์จึงให้ข้าพเจ้ากับเพื่อนไปตามโยมพ่อของเณรก้านนำเสื้อและกางเกงลงมาให้สึกในคืนนั้นเลย พอได้สึกแล้ว เด็กชายก้านเดินอมยิ้มเข้าไปกราบลาพระอาจารย์ก่อนจะกลับบ้านไป พระอาจารย์บอกเณรก้านยิ้ม ๆ อย่างรู้ทันว่า ถ้าผีแก้งคันอนุญาตให้บวชเมื่อไรค่อยกลับมาบวชอีกนะ เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  รู้ก็ทำเป็นไม่รู้เสียบ้างในบางเรื่อง เพื่อความสุขของคนที่กำลังมีทุกข์หนัก

ที่สุดแห่งทุกข์

พระอาจารย์คำผายจะนำพระเณรนั่งสมาธิประมาณครึ่งชั่วโมงหลังทำวัตรสวดมนต์เช้าเย็นทุกครั้ง เพื่อฝึกทำใจให้สงบ โดยการกำหนดลมหายใจเข้าออก บริกรรม พุทโธ  กล่าวคือหายใจเข้าบริกรรมพุทธ หายใจออกบริกรรมโธ ข้าพเจ้าฝึกนั่งสมาธิสมาธิตามที่พระอาจารย์สอนด้วยความสงสัยว่า นั่งสมาธิเพื่อประโยชน์อันใด  เหนื่อยก็เหนื่อยง่วงก็ง่วง เวลานั่งสมาธิข้าพเจ้าจะค่อย ๆเลื่อนไปพิงต้นเสาทุกครั้ง นั่งหลับ ๆ ตื่น ๆ มองเห็นสามเณรบางท่านนั่งสัปหงกเหมือนกิ้งก่าชูคอ บางท่านศีรษะเอียงซ้ายเอียงขวา บางท่านนั่งนิ่งน่าเลื่อมใส พอได้ยินเสียงพระอาจารย์บอกว่า ออกจากสมาธิ ข้าพเจ้ารีบค่อย ๆ ขยับออกมาจากต้นเสา ระมัดระวังไม่ให้พระอาจารย์รู้  พอถึงเวลานอนข้าพเจ้าจะหลับอย่างรวดเร็วเมื่อนึกถึงการนั่งสมาธิ  เมื่อฝึกนั่งสมาธินานวันเข้าทำให้ความกังวลฟุ้งซ่านหายไป ความกลัวผีก็กลายเป็นความกล้าที่จะเผชิญหน้ากับผีได้ทุกขณะ กลางคืนเดือนมืดสามารถเดินไปไหนมาไหนคนเดียวได้ ท่องหนังสือได้เร็วขึ้น และนอนที่ไหนก็ได้และหลับอย่างมีความสุข ฝันเห็นผีก็ไม่กลัวอีกต่อไป  พระอาจารย์สอนว่า การให้ทานจะทำให้มั่งมีทรัพย์สินเงินทอง  การรักษาศีลจะทำให้กายวาจาสงบเรียบร้อยน่าเคารพนับถือ การนั่งสมาธิ ทำให้จิตใจสงบ จิตมีพลังแกร่งกล้าและเกิดปัญญารู้แจ้งแทงตลอดซึ่งการงานที่คิดกิจการงานที่ทำ และเมื่อกำหนดจิตให้เดินตามมรรคมีองค์แปดประการหรือทางดับทุกข์ด้วยการใช้สติกำกับจิตมิให้คิดปรุงแต่งรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสและอารมณ์ที่มากระทบกับตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ จิตก็จะสามารถกำหนดรู้ทุกข์คือความไม่สบายกายความไม่สบายใจได้ และละตัณหาคือความทะยานอยากซึ่งเป็นสาเหตุแห่งทุกข์ได้ เมื่อละตัณหาได้แล้วจิตจะไม่ฟุ้งซ่านและถึงที่สุดแห่งทุกข์ สภาพของจิตจะสงบเย็นและเป็นสุข ข้าพเจ้าฟังเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง ปฏิบัติได้บ้างไม่ได้บ้างตามเรื่องตามราว สุขทุกข์มีเป็นธรรมดาเหมือนปุถุชนทั่วไป

เทศน์กัณฑ์แรก

ข้าพเจ้าได้รับมอบหมายจากพระอาจารย์คำผายให้ฝึกซ้อมเทศน์ทำนองมาลัยหมื่น สามเณรสถิตย์ได้รับมอบหมายให้ฝึกซ้อมเทศน์ทำนองมาลัยแสน และสามเณรวิเศษได้รับมอบหมายให้เทศน์ทำนองปัญญาปารมี เพื่อเทศน์ในงานบุญประทายข้าวเปลือกประจำปี  หนังสือที่ใช้เทศน์จารึกด้วยตัวอักษรธรรมทั้งหมด  จึงต้องฝึกซ้อมนานนับเดือนจึงสามารถอ่านและเทศน์ได้คล่องแคล่ว พอค่ำลงข้าพเจ้าได้รับมอบหมายให้ไปตีกลองส่งข่าวให้ชาวบ้านลงมาร่วมพิธีที่วัด เพื่อน ๆ ช่วยกันจุดตะเกียงเจ้าพายุแล้วนำไปแขวนไว้บนศาลาการเปรียญ ปูเสื่อสาดอาสนะ เมื่อญาติโยมลงมาพร้อมกันที่บริเวณงานแล้ว พากันไหว้พระรับศีล และอาราธนาธรรม พระอาจารย์ส่งสัญญาณให้ข้าพเจ้าเทศน์ก่อน โดยมีเพื่อนสามเณรจุดเทียนส่องให้ ข้าพเจ้าเทศน์มาลัยหมื่นตามหนังสือที่เตรียมมาได้อย่างคล่องแคล่ว ส่วนเพื่อน ๆ เทศน์ได้ดีตามที่ได้รับมอบหมายทุกประการ มรรคทายกนำกัณฑ์เทศน์มาถวาย หลังจากให้พรและสวดชัยมงคลคาถาจบ พระอาจารย์สั่งให้พระเณรกลับกุฏิ ข้าพเจ้ากับเพื่อนจุดเทียนส่องดูกัณฑ์เทศน์ของตัวเอง ปรากฏว่าเป็นกรวยใบตองกล้วยสีเขียว ข้างในมีดอกพุด 1 คู่ เทียน 1 คู่ บุหรี่ใบตองกล้วยแห้ง 2 มวน คำหมากประมาณ 2 คำ และเงินอีก 1 บาท 75 สตางค์เหมือนกันและเท่ากัน  พวกเราตื่นเต้นดีใจมาก เณรวิเศษบอกว่าจะนำเงินกัณฑ์เทศน์และบุหรี่ไปให้โยมพ่อ ส่วนคำหมากจะนำไปให้โยมแม่ ข้าพเจ้าเก็บเงินกัณฑ์เทศน์เข้ากระเป๋าแล้วเก็บส่วนที่เหลือไว้ให้โยมพ่อในวันรุ่งขึ้น

ไหลเรือไฟ

ถึงวันขึ้น  15  ค่ำเดือน 11 ซึ่งตรงกับวันออกพรรษา น้ำก่ำที่เคยล้นตลิ่ง ลดระดับลงเหลือเฉพาะริมตลิ่งและดูเหมือนว่าจะไหลเชี่ยวกว่าเดิม ซึ่งความจริงน้ำไหลเชี่ยวเท่าเดิม พระอาจารย์บอกบุญญาติโยมที่มาทำบุญที่วัดตอนเช้า และขอแผ่ผู้มีต้นกล้วยแก่ที่ตัดเอาลูกไปแล้ว เพื่อเอามาทำเรือไฟ หลังฉันภัตตาหารมื้อเช้าแล้ว  พระอาจารย์มอบหมายให้เณรไปตัดต้นกล้วยตามที่มีผู้ออกปากถวาย  ข้าพเจ้ากับเพื่อน ๆ และเด็ก ๆ ตัดต้นกล้วยได้ประมาณเกือบ 20 ต้น แล้วช่วยกันหามลงไปกองไว้ที่ท่าน้ำ  ตอนบ่ายชาวบ้านลงไปที่ท่าน้ำ ตัดต้นกล้วยให้ยาวเท่ากัน เหลาไม้ไผ่เสี้ยมปลายให้แหลมแล้วแทงเสียบต้นกล้วยเข้าด้วยกันเป็นแพลอยน้ำ ผู้อาวุโสไปนิมนต์พระอาจารย์คำผายลงมาออกแบบเรือไฟประจำปี  ปีนี้พระอาจารย์ออกแบบหัวเรือไฟเป็นพญานาคกำลังอ้าปากชูคอแผ่พังพานบนแพต้นกล้วย  ข้าพเจ้ากับเพื่อน ๆ รู้สึกตื่นเต้นดีใจมาก ต่างพากันกุลีกุจอช่วยเหลือพระอาจารย์อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย  เมื่อทำเสร็จแล้ว ชาวบ้านเอาเชือกผูกล่ามลอยลำอยู่ในท่าน้ำอย่างน่าเกรงขาม รอเวลาให้ชาวบ้านนำเครื่องสักการบูชามาฝากไปบูชารอยพระบาทของพระพุทธเจ้าที่ริมฝั่งแม่น้ำนัมมะทา ตามความเชื่อถือที่สืบทอดกันมาแต่บรรพกาล  ค่ำแล้วข้าพเจ้ากับเพื่อน ๆ เดินตามหลังพระอาจารย์กลับวัด หลังทำวัตรค่ำแล้วชาวบ้านนิมนต์พระอาจารย์ไปเป็นประธานในพิธีไหลเรือไฟ  พระเณรทุกรูปเดินตามหลังพระอาจารย์ไปร่วมพิธี เมื่อถึงริมท่าน้ำเห็นพ่อบ้านแม่บ้านและลูก ๆ ยืนถือกระทง จุดเทียนส่องสว่างทั่วบริเวณงาน พระอาจารย์กล่าวนำไหว้พระ กล่าวคำขอขมาพระแม่คงคาและกล่าวคำบูชารอยพระบาทพระพุทธเจ้าที่ฝั่งแม่น้ำนัมมะทา  แล้วเดินนำหน้านำกระทงไปวางบนเรือไฟ ตามด้วยพระเณรและชาวบ้าน ข้าพเจ้าสังเกตเห็นข้าวดำข้าวแดงภายในกระทงของชาวบ้านทุกครัวเรือน จึงถามเจ้าของกระทงคนหนึ่ง ได้รับคำตอบว่า เขาได้ทำพิธีเรียกเคราะห์ร้ายเสนียดจัญไรทุกข์โศกโรคภัยและภัยอันตรายที่รุมล้อมเขาทั้งหมดให้มากินข้าวดำข้าวแดงในกระทงบนเรือไฟซึ่งกำลังจะลอยไปกับสายน้ำในคืนนี้ พอพวกมันกินข้าวดำข้าวแดงเข้าไปจะเมาสลบไศลไม่ได้สติ และจะต้องถูกลอยไปกับเรือไฟลำนี้ทั้งหมดเพื่อไปเฝ้ารอยพระบาทของพระพุทธเจ้าที่ริมฝั่งแม่น้ำนัมมะทา และพวกมันจะถูกหล่อหลอมเปลี่ยนแปลงด้วยพลังอำนาจของพระพุทธเจ้าให้เป็นสิ่งดีงามเพื่อกลับมาดูแลรักษามนุษย์เราอีกต่อไป ส่วนในกระทงของข้าพเจ้าเขียนข้อความใส่ลงไปว่า ขอให้ข้าพเจ้ามีความสุข เมื่อทุกอย่างพร้อม ชาวบ้านจุดบั้งไฟตะไลขึ้นสู่ท้องฟ้า  ผู้คนไชยโยโห่ร้องก้องคุ้งน้ำ  อาสาสมัครห้าหกคนว่ายน้ำพาเรือไฟออกไปกลางแม่น้ำก่ำแล้วว่ายน้ำกลับเข้าฝั่ง ปล่อยให้เรือไฟบรรทุกเอาทุกสิ่งทุกอย่างที่ชาวบ้านนำมาฝากให้ล่องลอยไปกับสายน้ำเพื่อบูชารอยพระบาทของพระพุทธเจ้าที่ริมฝั่งแม่น้ำนัมมะทาต่อไป  ข้าพเจ้ายืนมองเรือไฟล่องลอยไปกับสายน้ำจนลับตา จึงเดินกลับวัดด้วยความเบิกบานและอิ่มอกอิ่มใจที่ได้ร่วมพิธีไหลเรือไฟครั้งนี้  ประเพณีแม้ดูจะไร้สาระ แต่ให้ความสุขความอิ่มใจได้เช่นเดียวกับอาหารที่เรากินลงไป พระอาจารย์สอนว่าคนเรามีสุขมีทุกข์เพราะจิตคิดปรุงแต่งรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสและอารมณ์ที่มากระทบกับตาหูจมูกลิ้นกายใจว่าดีว่าร้าย ถ้าปรุงแต่งว่าดีน่าพอใจก็เป็นสุข ถ้าปรุงแต่งว่าร้ายไม่น่าพอใจก็เป็นทุกข์

สอบตก

สอบได้เป็นเรื่องตลกเพราะดีใจได้ยิ้มได้หัวเราะ แต่สอบตกเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องทำใจ ให้ได้ว่าถ้าสอบไม่ได้มันก็ต้องสอบตก  ปลายปี 2500 หลังจากเรียนจบหลักสูตรนักธรรมชั้นตรีแล้ว พระอาจารย์สั่งให้ลูกศิษย์ทบทวนความรู้ที่เรียนมาทั้งหมด พร้อมให้หนังสือข้อสอบเก่า ๆ มาให้อ่านเป็นแนวทาง ข้อสอบเป็นแบบอัตตะนัย จึงต้องฝึกเขียนบรรยายความให้กระชับและมีเนื้อหาตรงประเด็น ตัวหนังสือต้องสวยงามอ่านง่ายจึงจะได้คะแนน และมีโอกาสสอบได้ ย่างเข้าฤดูเก็บเกี่ยว ชลประทานปิดประตูน้ำก่ำ ทำให้น้ำในลำน้ำก่ำแห้งขอดจนสามารถเดินลุยน้ำข้ามได้เป็นบางที่  หลังจากฉันอาหารมื้อเช้าแล้วข้าพเจ้ากับเพื่อน ๆ เลือกข้ามตรงที่น้ำตื้นเพียงหัวเข่าไปสอบนักธรรมสนามหลวงที่วัดบ้านโนนกุง  ข้าพเจ้าสอบได้ดีทุกวิชา  โดยเฉพาะวิชากระทู้ธรรม ข้าพเจ้าพยายามเขียนทั้งบรรยายโวหารกล่าวคือการอธิบายขยายความตามหัวข้อที่ข้อสอบยกมา โดยเขียนให้เข้าใจง่ายกระชับตรงประเด็น และสาธกโวหารกล่าวคือการอ้างอิงคำสอนของพระพุทธเจ้าเพื่อให้น่าเชื่อถือตามที่พระอาจารย์สอน  พอสอบเสร็จกระดาษคำตอบถูกส่งเข้าไปตรวจที่สำนักเรียนปริยัติธรรมวัดพระธาตุเชิงชุมซึ่งเป็นวัดเจ้าคณะจังหวัดสกลนคร ไม่นานนักก็ได้ทราบผลการสอบ พระเณรที่เรียนด้วยกันสอบตกหลายรูป แต่ข้าพเจ้าสอบได้ ปีต่อมาสอบได้นักธรรมชั้นโท และปีถัดมาอีก ข้าพเจ้าสอบตกนักธรรมชั้นเอกเพราะไม่มีครูสอน

ไม่เจตนา

หน้าแล้งชาวบ้านทำสวนครัวริมฝั่งลำน้ำก่ำเกือบทุกครัวเรือน ข้าพเจ้ากับเพื่อน ๆก็พากันทำสวนครัวปลูกผักกาด ผักชี หอม กระทียมเป็นต้น ที่ริมฝั่งน้ำก่ำเหมือนกัน  พวกเราเปลี่ยนเวรกันเฝ้าสวนครัวเพราะรั้วสวนผักไม่แข็งแรง จึงมักมีวัวควายชาวบ้านบุกเข้ามากินพืชผักของพวกเราบ่อย ๆ เช้าวันหนึ่งขณะนอนเฝ้าสวนครัวบนแคร่ท้ายวัด ข้าพเจ้าเผลอหลับไปงีบใหญ่ ๆ ก็ต้องสะดุ้งตื่นเมื่อได้ยินเสียงฝูงวัวบุกเข้ามากินพืชผักในสวนครัว  ข้าพเจ้าคว้าฆ้อนไม้ไผ่ที่เตรียมไว้วิ่งไปขว้างไล่ฝูงวัวเหมือนเช่นเคย  แต่ครั้งนี้ฆ้อนที่ขว้างออกไปถูกหัวแม่วัวตรงบริเวณระหว่างหูกับเขา  วัวล้มลงชักดิ้นชักงอ ข้าพเจ้ารีบวิ่งเข้าไปดูเพื่อช่วยเหลือมันด้วยความตกใจ เห็นมันนอนตะแคงชักกระตุกไปมาจนผักกาดในแปลงราบเป็นหน้ากอง ข้าพเจ้ารีบไปตักน้ำมาเทราดตัวมัน  แต่มันยังคงชักกระตุกน้ำลายฟูมปากท้องโตต่อไป ข้าพเจ้าตกใจมากรีบไปเก็บฆ้อนไม้ไผ่ที่ตกอยู่ข้าง ๆ ตัวมันขว้างลงน้ำก่ำไป เวลาผ่านไปหลายชั่วโมงจนถึงตอนบ่ายวัวมันก็ยังไม่ฟื้น ข้าพเจ้ากลับมานั่งคิดว่าจะทำอย่างไรดี วัวคงต้องตายอย่างแน่นอน ในที่สุดข้าพเจ้าตัดสินใจห่มจีวรเดินตัวปลิวไปบอกเจ้าของวัวให้รีบมาดูวัวของเขา ข้าพเจ้าบอกเจ้าของวัวแต่เพียงว่า ลงมารดผักก็เห็นวัวมันชักดิ้นชักงออยู่ตรงนี้  เขาเห็นว่าวัวของเขาไม่รอดแน่จึงกลับไปชวนเพื่อนมาลากวัวออกจากสวนไปชำแหละแบ่งกัน  ข้าพเจ้ารอดพ้นจากข้อหาฆ่าวัว แต่จิตใต้สำนึกคอยย้ำเตือนให้ ข้าพเจ้าเกิดความรู้สึกเสียใจ เป็นทุกข์ ขอโทษ และยินดีรับโทษทัณฑ์ที่ได้ทำลงไปแม้จะโดยมิได้ตั้งใจก็ตาม  ทุกครั้งที่ทำดีจะอุทิศส่วนกุศลให้แม่วัวตัวนั้นเสมอมา

เทศน์มาราธอน

ย่างเข้าปีใหม่ของทุกปี วัดตามหมู่บ้านต่าง ๆ จะจัดงานทำบุญพระเวสน์ 1 วัน 1 คืนบ้าง 2 วัน 2 คืนบ้าง ก่อนจัดงานประมาณ 15  วัน จะแยกหนังสือใบลานที่บันทึกเรื่องราวพระเวสสันดรด้วยอักษรธรรมทั้ง  12  กัณฑ์ได้แก่ ทศพร หิมพาน ทานกัณฑ์ วนพระเวสน์ ชูชก จุลพน มหาพน กุมาร มัทรี สักบรรณ ฉขัตติ นคร ออกเป็นผูกละประมาณ 2-3 ใบ พร้อมเขียนฎีกาบอกบุญส่งไปยังวัดต่าง ๆ เพื่อให้พระอาจารย์บอกบุญแก่ญาติโยมไปร่วมทำบุญ และบอกให้พระเณรเตรียมตัวเทศน์ให้คล่อง ถ้าวัดที่จัดงานอยู่ไกลจะได้เทศน์กัณฑ์ต้น ๆ เช่นกัณฑ์ทศพร ซึ่งจะต้องขึ้นเทศน์บนธรรมมาสน์ในเวลาประมาณ  ตี 1 ถ้าวัดงานอยู่ใกล้พระอาจารย์จะมอบหมายให้พระหรือเณรน้อยไปเทศน์ แต่ถ้าวัดงานอยู่ไกลต้องเดินทางทั้งวันก็จะมอบหมายให้สามเณรหนุ่มไปเทศน์ ส่วนชาวบ้านจะแต่งตั้งเวรพาพระเณรไปเทศน์บุญพระเวสน์ทุกปี บ้านไหนไปไม่ได้ต้องจ้างหรือไหว้วานคนอื่นไปแทน ปีแรกข้าพเจ้าได้ไปเทศน์ที่งานวัดใกล้ ๆ การจัดงานจะทำเหมือน ๆ กัน กล่าวคือ เมื่อเดินทางไปถึงทางเข้าวัด ทางวัดจะจัดคนมาคอยต้อนรับและพาไปพักในตูบที่ปลูกเรียงรายรอบวัด ญาติโยมจากบ้านใกล้เคียงที่รับเป็นเจ้าภาพซึ่งนั่งพักข้างแคร่สำหรับเป็นที่พักของพระเณรที่นิมนต์มาเทศน์ใต้หลังคาตูบเดียวกันได้นำน้ำเต้าใส่น้ำมาถวายและเลี้ยงอาหารโยมที่ไปด้วยกัน  ประมาณบ่าย 5 โมงขบวนแห่พระเวสสันดรเดินทางมาถึงทางเข้าวัด พระสงฆ์ 2 รูปยืนประพรมน้ำพุทธมนต์ต้อนรับ ขบวนแห่ประกอบด้วยตัวละครในเรื่องราวพระเวสสันดรทั้งหลายเช่น พระเวสน์ พระนางมัทรี พระเจ้ากรุงสญชัย นายพรานเจตบุตร กัณหา ชาลี พราหมณ์ชูชก นางอมิตตะตา เป็นต้น ขบวนแห่แผ่นผ้ารูปเรื่องราวพระเวสสันดร ตามด้วยขบวนเถิดเทิงและการละเล่นพื้นเมืองที่สนุกสนานเช่นการทอดแห งมแห จับปลาช่อนใต้ผ้าถุงผู้ชายที่แต่งตัวเป็นผู้หญิง ทำท่าหักคอปลาช่อนแล้วดึงออกมายัดลงข้อง ฯลฯ รอบศาลาการเปรียญสามรอบ หลังจากนั้นขบวนต่าง ๆก็พากันขึ้นไปกราบพระ ห้อยผ้าพระเวสน์รอบศาลาการเปรียญแล้วพากันกลับบ้าน ยังคงเหลือแต่ขบวนเถิดเทิงและการละเล่นพื้นเมืองที่ยังคงพากันเล่นทอดแห สักสุ่ม จับปลาไปตามหน้าตูบโชว์สาว ๆ รอบบริเวณงานอย่างสนุกสนาน กลางคืนความมืดปกคลุมทั่วบริเวณงาน บางแห่งมีแสงไฟจากตะเกียงเจ้าพายุส่องมาจากศาลาการเปรียญ ในมุมมืดใต้ตูบมีบ่าวสาวใต้ตะเกียงคุยกันข้างแคร่ไม้ไผ่ที่พระเณรพักจำวัด  ข้าพเจ้านอนฟังบ่าวสาวคุยกันจนม่อยหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย โดยมีโยมที่ไปด้วยกันนอนเฝ้าอยู่ข้างแคร่ไม้ไผ่ เช้าวันรุ่งขึ้นโยมเจ้าภาพนำอาหารเช้าและอาหารเพลมาถวาย ข้าพเจ้านั่งรอเทศน์กัณฑ์นครด้วยความอดทน ขึ้นเทศน์ประมาณบ่าย 3 โมง เทศน์จบญาติโยมจากหมู่บ้านใกล้เคียงที่รับเป็นเจ้าภาพนำกัณฑ์เทศน์มาถวาย 2.50 บาท บางงานมากถึง 5 บาทก็แบ่งให้โยมที่ไปด้วยกัน บางงานโชคดีได้กัณฑ์หลอนเพิ่มอีก 4-5 บาท ปีต่อมาต้องไปเทศน์ที่วัดไกล ๆ จึงต้องออกเดินทางตั้งแต่ 8 โมงเช้า  ญาติโยมเตรียมห่อข้าวให้ไปฉันเพลกลางทาง เกือบค่ำจึงถึงวัดที่จัดงาน  ตี 1 ขึ้นธรรมาสน์เทศน์กัณฑ์ทศพร มีญาติโยมนั่งฟัง 5-6 คน บางคนยังง่วงนอนนั่งสัปหงกอยู่ข้างเสา  มีงานบุญพระเวสน์ที่พระอาจารย์มอบหมายให้ไปเทศน์ปีละประมาณ 4-5 เดือน พระเณรต้องหมุนเวียนสับเปลี่ยนกันเดินทางไปเทศน์แทบทุกวัน การได้เดินทางไปเทศน์ไกล ๆ ทำให้ได้เรียนรู้วิถีชีวิตของผู้คนในหมู่บ้านต่าง ๆ  ได้รับประสบการณ์เพิ่มขึ้นมากมาย และที่สำคัญทำให้ร่างกายแข็งแรงจิตใจเข้มแข็งมั่นคง

ตามหาฝัน

ปี พ.ศ. 2503 พี่เณรสนิทย้ายไปอยู่ที่วัดศรีสุมังคล์ ในเมืองสกลนคร สอบได้นักธรรมชั้นเอกและเปรียญธรรม 3 ประโยค เป็นแรงบันดาลใจให้ข้าพเจ้ากับเพื่อนชื่อเณรชัยและเณรบรรเลงตัดสินใจเดินทางไปอยู่จำพรรษาที่วัดในเมืองสกลนครเพื่อเรียนนักธรรมชั้นเอกและบาลีไวยากรณ์ (ภาษาบาลี) ก่อนเข้าพรรษาเพียงไม่กี่วัน ข้าพเจ้ากับเพื่อนเตรียมข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็น ได้แก่มุ้ง เสื่อ หมอน สบู่ ยาสีฟัน ผ้าสบง จีวร นำมาห่อมัดรวมกัน นัดหมายออกเดินทางจากวัดเวลาตี 3 ครึ่ง พระอาจารย์คำผายปลุกพวกเราให้ลุกขึ้นล้างหน้าแรงฟันและเตรียมตัวออกเดินทาง เมื่อโยมพ่อลงมาวัดได้เข้าไปกราบลาพระอาจารย์คำผายซึ่งนั่งรอส่งพวกเราที่ระเบียงกุฏิ พระอาจารย์ให้หนังสือนักธรรมชั้นเอก หนังสือบาลีไวยากรณ์และบาตร พร้อมให้คำชี้แนะที่เป็นประโยชน์มากมาย พวกเราก้มลงกราบท่านด้วยสำนึกในพระคุณ ค่อย ๆ คลานเข่าออกมาเดินตามหลังโยมพ่อโดยมีพระอาจารย์คำผายเดินตามมาส่งที่หน้าวัด คืนนี้เดือนหงายตอนใกล้ฟ้าสาง ท้องฟ้าเปิด โยมพ่อข้าพเจ้าสะพายบาตรและห่อเสื่อมุ้งหมอนของข้าพเจ้าเดินเท้าเปล่านำหน้า  สามเณรทั้งสามเดินกลาง และโยมพ่อสามเณรบรรเลงถือไม้กันหมาเดินระวังหลัง  พวกเราเดินเท้าผ่านหมู่บ้านและเดินไปตามคันนาผ่านท้องทุ่งที่กำลังปักดำ เสียงกบเขียดร้องดังระงมตลอดสองข้างทาง  พวกเราเดินทางไกลระยะทางประมาณ 10 ก.ม. ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงกว่า ๆ ก็ไปถึงบ้านตองโขบ  เวลาประมาณ 8.00 น.พวกเราขึ้นรถด้อด(เวลาติดเครื่องต้องใช้เหล็กแยงรูด้านหน้ารถแล้วหมุนเต็มเหนี่ยว) ซึ่งแล่นช้า ๆ ไปบนถนนลูกรังที่เป็นหลุมเป็นบ่อฝุ่นคลุ้งและหยุดรับผู้โดยสารไปตลอดทาง รถโดยสารคันนั้นพาพวกเราไปถึงคิวรถในตัวเมืองสกลนครอย่างปลอดภัย  คนขับสามล้อรับจ้างเข้ามาถามหลายคน แต่โยมพ่อปฏิเสธ บอกพวกเขาว่าจะพาเณรเดินไปวัดใกล้ ๆ นี้เอง พวกเราตั้งแถวเดินเท้าเหมือนเดิม ผู้คนสองข้างทางยืนมองดูพวกเราอย่างสงสัย เมื่อเดินทางไปถึงวัดแจ้งแสงอรุณเณรชัยกับเณรบรรเลงและโยมพ่อของพวกเขาได้เข้าไปขอพำนักที่วัดนี้ ส่วนข้าพเจ้าเดินตามหลังโยมพ่อเลยไปวัดศรีสุมังคล์ ซึ่งอยู่ห่างประมาณ 1 ก.ม. เมื่อไปถึงพี่เณรสนิทเดินมารับที่หน้ากุฏิพาไปกราบท่านพระครูวิจิตรสกลการ เจ้าอาวาสซึ่งมีศักดิ์เป็นญาติทางฝ่ายโยมพ่อ ท่านสั่งให้พี่เณรสนิทพาข้าพเจ้าไปพักในห้องว่างภายในกฏิหลังใหญ่  โยมพ่อส่งข้าพเจ้าถึงห้องพักแล้วได้กราบลาท่านเจ้าอาวาสเดินทางกลับบ้าน พี่สนิทโบกรถสามล้อให้ไปส่งโยมพ่อที่คิวรถ ตอนเย็นขณะพากันไปอาบน้ำที่บ่อดินบริเวณวัด พี่สนิทแนะนำข้าพเจ้ากับเพื่อนเณรที่มาอาบน้ำด้วยกัน  ค่ำแล้วฝูงค้างคาวหลายร้อยตัวพากันบินออกจากต้นตาลที่ยืนต้นเรียงรายข้างโบสถ์ เสียงระฆังให้สัญญาณทำวัตรสวดมนต์ดังขึ้น พระเณรต่างพากันเร่งรีบนุ่งห่มจีวรเดินไปทำวัตรสวดมนต์ที่โบสถ์ หลังทำวัตรเย็นแล้ว ท่านพระครูให้คำแนะนำข้อวัตรปฏิบัติต่างๆ และนำพระเณรนั่งสมาธิประมาณ 10 นาที เมื่อกลับถึงห้อง พี่เณรสนิทเปิดไฟรอ แนะนำวิธีกางมุ้ง วิธีปิดเปิดไฟฟ้าภายในห้องนอน ให้อ่านหนังสือภายในมุ้งเพราะยุงชุม และต้องตื่นนอนตอนตีสี่ทุกเช้าเพื่อเข้าคิวในการเข้าส้วม อาบน้ำ แปรงฟันและนุ่งห่มจีวรไปบิณฑบาต พี่สนิทกลับไปห้องของท่านแล้ว ข้าพเจ้ากางมุ้งนอนทันที เพราะเหนื่อยล้ามาทั้งวัน ครุ่นคิดถึงการเรียนและภารกิจที่ต้องทำในวันรุ่งขึ้นจนม่อยหลับไป

ชีวิตต้องสู้

ข้าพเจ้าหลับไปนานเท่าใดไม่รู้ มาสะดุ้งตื่นเพราะเสียงระฆังปลุก ข้าพเจ้ารีบลุกขึ้นเปิดไฟเก็บที่นอนหมอนมุ้ง เดินออกมาดูนาฬิกาเรือนใหญ่เวลาตี 4 ไปเข้าคิวรอทำกิจส่วนตัวล้างหน้าแปรงฟัน กลับเข้าห้องอ่านหนังสือ จนถึงเวลา 6 โมงเช้าเด็กวัดตีระฆัง บอกเวลาให้พระเณรเตรียมตัวไปเข้าแถวที่หน้าวัด พระอาจารย์ผู้อาวุโสเดินนำหน้าพระเณรประมาณ 30 รูปไปบิณฑบาตตามถนนในชุมชนเมืองสกลนครระยะทางไปกลับประมาณ 3 ก.ม. ได้ข้าวเหนียวบ้าง ข้าวจ้าวบ้าง ปะปนกันมากับขนมปังนิดหน่อย วางบาตรไว้ในแถวฉันภัตตาหารเรียบร้อยแล้วไปทำวัตรเช้าที่โบสถ์ ส่วนสามเณรที่ทำหน้าที่เวรประจำวันต้องอยู่ช่วยเด็กวัดและญาติโยมที่นำอาหารลงมาถวายวันละประมาณ 2 -3 คนจัดสำรับอาหารรอพระเณรที่ลงไปทำวัตรเช้าที่โบสถ์ท่านพระครูเจ้าอาวาสถวายค่าอาหารสำหรับพระเณรและลูกศิษย์วัดวันละประมาณ 5 บาท อาหารเช้ามีเพียงป่นปลาทูใส่น้ำเยอะ ๆ รสชาติเผ็ด ๆ เค็ม ๆ ช่วยให้กลืนข้าวได้คล่องคอ ฉันเช้าเกือบอิ่ม อาหารเพลต้องอด เพราะข้าวหมดตั้งแต่ฉันมื้อเช้า ตกเย็นหิวจนตาลายต้องดื่มน้ำประปาพอประทังชีวิต อดอาหารอยู่หลายวันก็มาถึงวันพระ มีญาติโยมใส่บาตรเยอะลงมาทำบุญที่วัดก็แยะ อาหารก็ทั้งเยอะทั้งแยะ จึงได้ฉันอย่างเต็มอิ่ม เจ็ดวันได้อิ่มครั้งหนึ่งก็ยังดี ตอนเช้าข้าพเจ้ากับเพื่อนเณรเรียนนักธรรมชั้นเอกที่วัด แต่ตอนบ่ายต้องไปเรียนภาษาบาลีที่วัดพระธาตุเชิงชุม มีเพื่อนมากมาย แต่เพื่อน ๆ ก็ลำบากหิวโหย อดโซพอ ๆ กัน บางคืนเพื่อน ๆ ไปขโมยข้าวแห้งวัดที่ตากไว้บนหลังคากุฏิมาแบ่งอมพอคลายหิว ใกล้วันเข้าพรรษาข้าพเจ้าตัดสินใจเขียนจดหมายถึงบ้านขอให้โยมพ่อนำข้าวสารจ้าวมาส่ง  โยมพ่อมาเห็นข้าพเจ้าซึ่งผอมเอามาก ๆ ก็ถามด้วยความเป็นห่วงว่า ไม่สบายหรือลูก ทำไมจึงผอมมากขนาดนี้ ข้าพเจ้าตอบว่า สบายดีโยมพ่อ ที่ผอมคงเป็นเพราะร่างกายมันยืดนะพ่อ โยมพ่อหัวเราะบอกว่า พ่อจะพยายามเอาข้าวสารเจ้ามาส่งให้ลูกทั้งสองทุกเดือน โยมพ่อกลับไปแล้วพี่เณรสนิทให้ข้าพเจ้าเก็บถุงข้าวสารไว้ที่มุมห้อง  วันรุ่งขึ้นฉันอาหารมื้อเช้าแล้วข้าวหมดพอดี กลับจากห้องเรียนเห็นเพื่อนเณรกำลังก่อไฟหุงข้าวด้วยกระป๋องนมเพราะไม่มีหม้อหุงข้าว ข้าพเจ้าก็ไม่มีหม้อหุงข้าวเหมือนกัน จึงต้องหุงข้าวด้วยกระป๋องนมเหมือนเพื่อน ๆ ข้าวทั้งไหม้ทั้งสุก ๆ ดิบ ๆ คลุกน้ำปลา อร่อยกว่าอมข้าวแห้งหลายเท่า ส่วนพี่เณรสนิทโชคดีกว่าเพื่อนเพราะได้รับอาหารก้นปิ่นโตที่โยมอุปัฏฐากนำมาถวายท่านพระครูเป็นประจำ เมื่อการสอบปลายปีมาถึง พี่เณรสนิทสอบได้เปรียญธรรม 4 ประโยค และได้เดินทางกลับไปกราบลาพระอาจารย์นารีที่วัดบ้านโนนกุงและพระอาจารย์คำผายที่วัดบ้านด่านม่วงคำ รวมทั้งลาโยมพ่อโยมแม่เพื่อเดินทางไปเรียนต่อที่กรุงเทพมหานคร ส่วนข้าพเจ้าสอบได้นักธรรมชั้นเอกและยังคงอยู่ที่วัดศรีสุมังคล์ต่อไป

อุปสรรคขวากหนาม

ปีพ.ศ. 2504 – 2505 ญาติโยมคุ้มต่าง ๆ ในเมืองสกลนครหมั่นทำบุญตักบาตรเพิ่มขึ้น พระเณรบิณฑบาตได้ข้าวพอฉัน 2 มื้อ เหลือเผื่อแผ่ไปถึงลูกศิษย์วัดและหมา แมว ข้าพเจ้าอายุได้ 16 – 17 ปี เริ่มเป็นหนุ่มมีกล้ามเป็นมัด ๆ เพราะแอบเล่นกล้ามและหัดชกมวยที่ใต้ถุนกุฏิข้างบ่อน้ำโดยมีสามเณรที่เคยเป็นนักมวยชกบนเวทีมาเป็นผู้ฝึกซ้อมให้ในเวลากลางคืน คอยระวังมิให้ท่านพระครูเจ้าอาวาสจับได้ ฝึกซ้อมได้ไม่นานก็ท้าประลองกับสามเณรรุ่นพี่คนหนึ่งที่เคยเอาชนะข้าพเจ้าด้วยเข่าลอยหลายครั้ง แต่ครั้งนี้ข้าพเจ้าฝึกซ้อมการแก้เข่าลอยมาอย่างดี จึงชนะการแข่งขัน ความคิดช่วงนี้สับสนวุ่นวาย อยากสึก อยากมีแฟนแต่ไม่กล้าละเมิดศีลผิดธรรมและคำสั่งพระอาจารย์ จึงยังคงพยายามรักษาแนวทางไปสู่ฝันด้วยการท่องหนังสือภาษาบาลีที่พระอาจารย์คำผายให้มาจนจบทั้ง 6 เล่ม กลางวันเรียนหลักสูตรภาษาบาลีซึ่งเป็นหลักสูตรเตรียมก่อนที่จะเรียนเปรียญธรรม 3 ประโยค  ต่อมาปีพ.ศ. 2505 เรียนหลักสูตรเปรียญธรรม  3  ประโยคด้วยตนเอง เพราะไม่มีครูสอน ปลายปีจึงสอบตก ปี พ.ศ. 2506 เพื่อนชักชวนไปเรียนกวดวิชาเพื่อสอบเทียบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่วัดพระธาตุเชิงชุม ข้าพเจ้าไม่กล้าบอกพ่อเพราะกลัวว่าท่านจะเป็นกังวลด้วยขัดสนเงินทอง จึงขอยืมหนังสือจากเพื่อนมาอ่านเป็นครั้งคราว วิชาในหมวดสังคมศึกษาและภาษาไทยพอจะอ่านเข้าใจได้บ้าง แต่วิชาในหมวดคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษอ่านไม่รู้เรื่องเลย และเรียนเปรียญธรรม 3 ประโยคด้วยตัวเองไปพร้อมกันอีกครั้ง เพราะในขณะนั้นไม่มีสำนักเรียนวัดใดในเมืองสกลนครเปิดสอนหลักสูตรเปรียญธรรม ปลายปีสอบตกทั้งสองอย่าง  แต่ยังโชคดีที่สามารถประคับประครองชีวิตการเป็นสามเณรให้อยู่รอดมาได้อย่างปลอดภัย  ในขณะที่เพื่อนสามเณรรูปหนึ่งถูกให้สึกกลางพรรษาเพราะแอบไปได้เสียกับสีกาวัยรุ่นซึ่งเป็นลูกสาวคนญวนข้างวัด ข้าพเจ้าได้แต่ปลอบใจให้กำลังใจและอวยพรให้โชคดี เหตุการณ์ครั้งนี้เตือนสติให้ข้าพเจ้าใช้ชีวิตอยู่ด้วยความไม่ประมาท ชีวิตของข้าพเจ้าระหว่างปี พ.ศ. 2504 – 2505 ไม่ประสบความสำเร็จใด ๆ เลย นอกจากเป็นหนี้ญาติโยมในเมืองสกลนครที่ทำบุญตักบาตรให้ทุกเช้า ทุกครั้งที่ทำความดีด้วยการให้ทาน รักษาศีล นั่งสมาธิภาวนา ข้าพเจ้าจะอุทิศส่วนกุศลถึงท่านเหล่านั้นเสมอ

ความสำเร็จที่รอคอย

ประมาณเดือนเมษายน 2506 หลังจากทราบข่าวผลการสอบตก ข้าพเจ้าตัดสินใจเดินทางไปเรียนที่วัดใดวัดหนึ่งในจังหวัดหนองคาย  จึงเดินทางกลับบ้านไปกราบลาพระอาจารย์ท่านให้สบู่ 1 ก้อน ยาสีฟัน 1 หลอด ผ้าจีวรใหม่ 1 ผืน และไปลาโยมพ่อโยมแม่ ท่านให้ค่ารถ 200 บาท เช้าวันออกเดินทางไปจังหวัดหนองคาย หลังจากฉันอาหารเช้าแล้วได้เข้าไปกราบลาท่านพระครูวิจิตรสกลการเจ้าอาวาสวัดศรีสุมังคล์ในขณะนั้น ท่านอวยชัยให้พรให้ประสบความสำเร็จ ข้าพเจ้าห่มจีวรคลุมไหล่ บ่าซ้ายสะพายย่ามบ่าขวาสะพายบาตร เดินเท้าออกจากวัดศรีสุมังคล์ไปขึ้นรถโดยสารสายสกลนคร-หนองคาย ที่คิวรถในตัวเมือง ขณะนั่งบนรถมีผู้โดยสารหญิงสาวสวยคนหนึ่งไปซื้อชาเย็นมาถวายข้าพเจ้า ผู้โดยสารต่างพากันหันมามองดูเธอ ข้าพเจ้ารู้สึกเป็นปลื้มเอามาก ๆ แต่พยายามสงบจิตสงบใจมิให้ฟุ้งซ่าน  อวยชัยให้พรเธอในใจ ขอให้เธอจงมีแต่ความสุขความเจริญได้มีเป็นดั่งที่ปรารถนา เมื่อรถโดยสารถึงสถานีขนส่งจังหวัดหนองคายผู้โดยสารต่างแยกย้ายกันขึ้นสามล้อไปทางใครทางมัน รวมทั้งโยมผู้หญิงสาวสวยคนนั้นด้วย ข้าพเจ้านั่งสามล้อไปพักกับหลวงพี่ที่วัดโพธิ์ชัยตามที่ได้รับคำแนะนำจากเพื่อน  เช้าวันรุ่งขึ้นเดินต่อแถวสามเณรออกบิณฑบาตในตัวเมือง มีญาติโยมใส่บาตรอย่างอบอุ่น ได้ข้าวเต็มบาตร  ฉันอิ่มอร่อยไปเลย หลวงพี่บอกว่าวัดโพธิ์ชัยรับพระเณรจำพรรษาปีนี้เต็มแล้ว เสียดายข้าพเจ้ามาช้า ใกล้เวลาเพลหลวงพี่ให้ข้าพเจ้ากับสามเณรในกฏิพากันไปรับปิ่นโตตามบ้านที่ปวารณาไว้ ได้ปิ่นโตมาหลายสาย  หลังฉันเพลแล้วข้าพเจ้าออกเดินดูวัดต่าง ๆ ตามริมฝั่งแม่น้ำโขง และหาวัดที่เป็นสำนักเรียนเปิดสอนหลักสูตรเปรียญธรรม 3 ประโยคที่ยังรับพระเณรไม่เต็ม  ในที่สุดก็ได้ที่อยู่ที่เรียนที่สำนักวัดศรีชมชื่น ท่านพระครูเจ้าอาวาสรับข้าพเจ้าไว้เป็นคนสุดท้าย  มอบหมายให้ไปเข้าพักอาศัยอยู่ห้องติดกันกับพระมหาสมพร เปรียญธรรม 4 ประโยค ซึ่งพักอาศัยอยู่ที่ห้องภายในศาลาการเปรียญหลังใหญ่  นอกจากภารกิจประจำวันเช่นไหว้พระสวดมนต์นั่งสมาธิภาวนาแผ่เมตตาฟังธรรม ฝึกเทศน์เล่านิทานในวันพระเป็นต้นแล้ว ข้าพเจ้ายังมีหน้าที่เช็ดปัดกวาดถูศาลาการเปรียญ รวมทั้งรับล้างเช็ดบาตร ปู เก็บผ้าปูนั่งพระมหาสมพร ล้างถ้วยล้างจาน ไปรับส่งปิ่นโตตามบ้านญาติโยมที่ปวารณาถวายอาหารประจำวัน  ชีวิตสองปีขลุกอยู่กับหนังสือหลักสูตรเปรียญธรรมทั้งภาษาบาลีและภาษาไทยวันละไม่น้อยกว่า 12 ชั่วโมง  ข้าพเจ้ารู้ตัวดีว่าความจำไม่ดี ต้องอ่านต้องแปลถึง3 -4 เที่ยวจึงจะจำได้ ในขณะที่สามเณรปั่นเพื่อนที่เรียนด้วยกันเขาจะแปล และท่องเพียง 2 เที่ยวก็จำได้แล้ว ข้าพเจ้าจึงต้องพยายามอ่าน ๆ ๆ แปล ๆ ๆ ท่อง ๆ ๆ จำ ๆ ๆ อย่าทรหดอดทน แล้วไปสับเปลี่ยนกันแปลให้พระอาจารย์ฟังในห้องเรียน ด้วยการเรียนอย่างตั้งใจและไม่ยอมแพ้ ส่งผลให้ข้าพเจ้าสอบได้เปรียญธรรม 3 ประโยค และปีต่อมาสอบได้เปรียญธรรม 4 ประโยค

เณรตกช้าง

เล่าขานกันต่อ ๆ มาว่าบ่อน้ำเกือบทุกบ่อริมฝั่งแม่น้ำโขงในตัวเมืองหนองคาย แต่ละบ่อมีความลึกอย่างน้อย 20 เมตรเท่ากับระดับน้ำในแม่น้ำโขงในฤดูแล้งจึงจะมีน้ำพอใช้ตลอดปี ชาวบ้านจ้างคนญวนขุด เพราะขณะนั้นคนญวนอพยพมาอยู่ใหม่ยังลำบากขัดสน จึงต้องอดทนทำงานรับจ้างทุกอย่างเพื่อความอยู่รอด ขุดเสร็จต้องก่ออิฐถือปูนจากก้นบ่อถึงปากบ่อ ทำเสาและราวสำหรับผูกรอกข้างบนบ่ออีกด้วย บ่ายวันหนึ่งขณะที่ข้าพเจ้าไปตักน้ำในบ่อภายในวัด  ไม่มีป่อมตักน้ำ(คุถังสานด้วยไม้ไผ่ทาด้วยยางไม้) จึงถามเณรน้อยลูกตำรวจหลังวัดซึ่งบวชภาคฤดูร้อนที่เล่นอยู่ข้าง ๆ บ่อ ได้ความว่าเชือกป่อมตักน้ำขาดทำให้ป่อมตักน้ำหล่นลงอยู่ก้นบ่อน้ำหมด  ข้าพเจ้าคิด ๆ ๆ ว่าทำอย่างไรจึงจะสามารถเอาป่อมตักน้ำขึ้นมาจากบ่อได้ ในที่สุดก็คิดได้ จึงไปเอาเชือกใหม่จากกุฏิท่านเจ้าอาวาสมาสอดปลายเชือกเข้าในรอกที่แขวนบนราวบ่อ ผูกไม้เท่าแขนยาวประมาณ 1 ศอกไว้ที่ปลายเชือก ลองหย่อนไม้ลงถึงก้นบ่อแล้วชักลอกดึงขึ้นมา โอ ! ความคิดของอาตมาช่างวิเศษอะไรอย่างนี้ ว่าแล้วก็เรียกเณรน้อยมาให้จับเชือกแล้วขึ้นไปเหยียบบนไม้ตามแผน แต่เท้าของเณรน้อยเหยียบไม้พลาด คงเหลือแต่มือสองข้างห้อยเชือกโตงเตงหมุนวนไปมาสองสามรอบ เณรน้อยหวีดร้องด้วยความตกใจมือหลุดจากเชือกร่างลอยละลิ่วลงสู่ก้นบ่อเสียงก้องดังตุ้บ ๆ ๆ ข้าพเจ้าก้มมองเห็นศีรษะเณรน้อยโผล่อยู่เหนือน้ำเงยหน้าขึ้นแหกปากร้องเต็มที่ แต่ได้ยินเสียงร้องไห้พอแหวม ๆ  ข้าพเจ้าตกใจสุดขีด  คิด ๆ ๆ ว่าจะช่วยเณรน้อยขึ้นจากบ่อได้อย่างไร  ในที่สุดก็คิดออก จึงตะโกนบอกเพื่อนเณรให้มาช่วย ส่วนข้าพเจ้าเอาป่อมตักน้ำก้นรั่วที่วางอยู่ข้างบ่อ ผูกเชือกที่งวงให้แน่นแล้วหย่อนลงไปก้นบ่อ ตะโกนสั่งให้เณรน้อยเข้าไปยืนข้างในป่อมพร้อมจับเชือกป่อมให้แน่น  ข้าพเจ้าค่อย ๆ ชักรอกป่อมขึ้นมาอย่างช้า ๆ จนกระทั้งเณรน้อยถึงปากบ่อ เพื่อน ๆ ที่ยืนล้อมปากบ่อช่วยกันจับแขนเณรน้อยฉุดขึ้นจากบ่อได้สำเร็จพร้อมกับเสียงไชโยโห่ร้องด้วยความดีใจของกองเชียร์ ขณะเดียวกันโยมแม่ของเณรน้อยมาถึงวิ่งเข้าไปอุ้มเณรน้อยด้วยความดีใจจนลืมตัว ข้าพเจ้าตะโกนบอกว่า อุ้มเณรบาปนะโยม โยมวางเณรน้อยลงแล้ววิ่งไปเรียกสามล้อหน้าวัดให้พาเณรน้อยไปส่งโรงพยาบาล ข้าพเจ้าชวนเพื่อนเณรขึ้นสามล้อสี่คันไปเยี่ยมให้กำลังใจเมื่อไปถึงบุรุษพยาบาลรีบนำเข้าห้องฉุกเฉินหมอเห็นพระเณรมามากจึงถามว่า เณรเป็นอะไร โยมแม่เณรน้อยตอบว่า เณรตกส้าง  คุณหมอถามด้วยความสงสัยว่า  เป็นเณรขี่ช้างได้หรือ?  กองเชียร์หัวเราะครืน  คุณพยาบาลอธิบายว่า  เณรตกบ่อคะคุณหมอ.. คราวนี้คุณหมอหัวเราะบ้าง พวกเราก็อดหัวเราะด้วยไม่ได้ คุณหมอตรวจเช็คแล้วบอกโยมแม่เณรน้อยว่า..เณรน้อยกระดูกเหล็ก ปลอดภัย ไม่หัก ไม่แตกไม่โน เพียงแต่ตกใจบ้างเล็กน้อย  ข้าพเจ้าคิดในใจว่าหมอทายผิดอย่างแน่นอนในประเด็นหลัง เพราะข้าพเจ้าเห็นกับตาว่าเณรน้อยตกใจมากจนแทบช็อก  ..โบราณว่า…คนดวงดีไปขี้ก็ได้เห็ด  คนดวงซวยไปหาเห็ดก็เหยียบขี้

วันพระ

เมืองหนองคายเป็นเมืองที่น่าอยู่ อากาศปลอดโปร่งเย็นสบาย ชาวเมืองหนองคายทุกเชื้อชาติส่วนใหญ่เป็นคนมีอัธยาศัยดี โอบอ้อมอารีเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และศรัทธาในพระพุทธศาสนา วันพระเป็นวันที่มีญาติโยมทำบุญตักบาตรมาก ลงไปทำบุญที่วัดแน่นศาลาการเปรียญ อาหารปิ่นโตตามบ้านที่ปวารณาไว้มื้อเพลก็ใส่อาหารมากเป็นพิเศษ พระ เณร ลูกศิษย์วัด คนบ้า หมา แมว นกกระจอกอิ่มหนำสำราญโดยทั่วกัน  ในระยะเข้าพรรษาหน้าฝน หลังทำวัตรค่ำทุกวันพระ เวลาประมาณตั้งแต่ 2 ทุ่มถึงเที่ยงคืน จะมีกิจกรรมไหว้พระสวดมนต์ ฟังเทศน์ เล่านิทานที่ศาลาการเปรียญ ท่านเจ้าอาวาสจะให้พระจับสลากเทศน์ ส่วนสามเณรจับสลากเล่านิทานคติธรรมขำขันแต่ไม่หยาบคายลามกให้พระเณรและญาติโยมที่เข้าวัดปฏิบัติธรรมรักษาศีลอุโบสถ(ศีล 8)ฟัง เป็นการฝึกฝนพระเณรให้สามารถนำความรู้จากพระคัมภีร์มาบอกเล่าให้ญาติโยมฟังได้อย่างสนุกสนานและซาบซึ้งตรึงใจ พระจะต้องไปเตรียมเนื้อหาที่จะเทศน์ในเวลา 20 นาทีด้วยตนเอง  ส่วนสามเณรต้องไปหานิทานมาเล่าให้ผู้ฟังหัวเราะให้จงได้ ใครเล่านิทานไปหัวเราะเสียเองหรือไม่มีคนหัวเราะถือว่าไม่ผ่านหลักสูตรนี้ เณรปั่นเล่านิทานได้ฮากว่าคนอื่น แต่ถูกท่านพระครูเจ้าอาวาสตำหนิว่าไม่เหมาะสม เขาเล่าเรื่อง เขาขายเป็นชุด ..หลังจากทำนาเสร็จแล้ว ลูกชายขอร้องให้พ่อตู้ทองดีไปขอสาวสวยที่เพิ่งพบกันเมื่อสามเดือนที่แล้ว พ่อตู้ทองดีรู้สึกตื่นเต้นดีใจมากจนนอนละเมอว่าได้ลูกสะใภ้ เพราะรอคำ ๆนี้จากลูกชายมานานถึง 32 ปีแล้ว เช้าวันรุ่งขึ้นพ่อตู้ทองดีเหมารถพาญาติพี่น้องยกขบวนขันหมากไปบ้านว่าที่ลูกสะใภ้ ฝ่ายพ่อแม่เจ้าสาวก็ให้การต้อนรับอย่างดี  พอถึงเวลาเจรจาต่อรองค่าดอง(ค่าสินสอดทองหมั้น) พ่อแม่ฝ่ายเจ้าสาวเสนอราคาเป็น 2 อย่างดังนี้  1.ราคาต่อได้เต็มที่  400,000 บาท ลดได้ต่ำสุด 200,000 บาท  2.  ราคาห้ามต่อ  200,000บาท จะต่อก็ได้แต่ไม่ลดแม้แต่บาทเดียว พ่อตู้ทองดีตกใจจนแทบหงายหลังตึง ว่าทำไมค่าดองว่าที่ลูกสะใภ้ถึงได้แพงขนาดนี้ จึงให้คนไปตามว่าที่ลูกสะใภ้มาหา กระซิบถามเบา ๆ ว่า…  อีนาง ๆ ! ค่าดองเจ้าคือมาแพงหลายแท้ มันแพงหม่องใด เจ้ากะคือผู้น้อย ๆ นึง เว้าให่พ่อฟังเบิ่งคัก ๆ ก่อนนา ? ว่าที่ลูกสะใภ้ตอบอย่างมั่นใจว่า…แพงนำหีกับหมอยคะพ่อ. ..พ่อตู้ทองดีเห็นทางออกแล้วเพราะมันพอดีกับเงินที่แกเตรียมมาพอดี แกยิ้มอย่างโล่งใจพร้อมพูดว่า..คันซั้นค่าดองอีนางเอา  100,000 บาทเนาะ พ่อสิแต่งเอาแต่หีบ่เอาหมอย. ว่าที่ลูกสะใภ้หัวเราะบอกว่า..บ่ได้ดอกพ่อ หีกับหมอยเขาขายเป็นชุด. จบรายการนิทานแล้วก็ฟังท่านพระครูเจ้าอาวาสท่านชี้แนะข้อบกพร่องและชี้ทางสว่างไสว สุดท้ายเป็นการไหว้พระสวดมนต์ นั่งสมาธิแผ่เมตตา แผ่ส่วนกุศลให้ผู้มีพระคุณ ผู้ล่วงลับ เจ้ากรรมนายเวรและสรรพสัตว์ทั้งหลาย กราบพระ กลับไปห้องแปรงฟันล้างมือล้างเท้ากางมุ้งเข้านอนในมุ้งและหลับให้เร็วที่สุดเพื่อตื่นให้ทันบิณฑบาตตอนเช้า

ชีวิตยังไม่สิ้น

ข้าพเจ้ากับพี่สนิทจะเขียนจดหมายติดต่อกันแทบทุกเดือนตลอดห้าหกปีที่แยกทางกัน ข้าพเจ้าพยายามเลียนแบบตัวหนังสือและสำนวนโวหารรวมทั้งแนวคิด  ขณะนั้นพี่สนิทไปอยู่จำพรรษาที่วัดมักกะสัน พญาไท กรุงเทพมหานคร สอบได้เปรียญธรรม 5 ประโยคและกำลังเรียนต่อที่มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วัดมหาธาตุฯ ท่าพระจันทร์ หลังรู้ผลสอบว่าข้าพเจ้าสอบได้เปรียญธรรม 4 ประโยค  ประมาณต้นเดือนเมษายนข้าพเจ้าลาเพื่อน ๆ น้อง ๆ กราบลาพี่มหาสมพรและสุดท้ายไปกราบลาท่านพระครูเจ้าอาวาสวัดศรีชมชื่นเพื่อเดินทางไปเรียนต่อที่กรุงเทพมหานคร  ท่านเจ้าอาวาสถามด้วยความเป็นห่วงว่ามีวัดอยู่หรือยัง เพราะท่านรู้ว่าการหาวัดอยู่ในกรุงเทพไม่ใช่เรื่องง่าย ข้าพเจ้าตอบท่านไปตามตรงว่ายัง แต่มีพี่ชายเป็นสามเณรอยู่ที่วัดมักกะสัน ท่านอวยชัยให้พรให้ประสบความสำเร็จ ถ้าได้วัดอยู่แล้วให้ส่งข่าวถึงท่านบ้าง และหากไม่มีที่อยู่ที่เรียนก็ให้รีบกลับมาก่อนเข้าพรรษา  ท่านยินต้อนรับเสมอ ข้าพเจ้าขอบพระคุณท่านที่ให้ที่อยู่ที่เรียนอย่างอบอุ่นมาถึงสองปี ถ้าได้ที่อยู่ใหม่จะติดต่อมาเรียนให้ท่านทราบ ท่านให้ผ้าสบง 1 ผืน      ข้าพเจ้าก้มกราบลาท่านเจ้าอาวาสด้วยสำนึกในพระคุณแล้ว เข้าไปกราบลาพระประธานซึ่งเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้าในโบสถ์ ขอพึ่งพระบารมีให้การเดินทางครั้งนี้ประสบความสำเร็จ ได้ที่อยู่ที่เรียนดั่งตั้งใจ  ข้าพเจ้าเดินทางกลับไปลาโยมพ่อโยมแม่ที่บ้านด่านม่วงคำท่านขายข้าวส่งค่ารถ 800 บาท กราบลาพระอาจารย์คำผายที่วัดบ้านด่านม่วงคำ ท่านให้หนังสือหลักสูตรเปรียญธรรม 5 ประโยค ตอนเช้าขึ้นรถโดยสารที่หน้าวัดถึงคิวรถในตัวเมืองสกลนครแล้วต่อรถโดยสารประจำทางไปขึ้นรถไฟที่จังหวัดอุดรธานี ตีตั๋วชั้น 3 เดินทางมุ่งหน้าสู่กรุงเทพมหานคร ข้าพเจ้านั่งหลับบ้างตื่นบ้างไปตลอดทาง คืนนั้นเดือนหงายมองออกไปทางหน้าต่างบางช่วงเห็นหมู่บ้านและผู้คน แต่ส่วนใหญ่จะเห็นแต่ทุ่งนาและป่าเขา ใจคอยเฝ้าครุ่นคิดถึงวันพรุ่งนี้ว่าจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น พี่สนิทจะมารับที่สถานีหัวลำโพงตามที่สัญญากันไว้หรือไม่ จะมีเจ้าอาวาสวัดใดรับเราหรือไม่หนอ  คิดวิตกกังวลต่าง ๆ นานาจนหลับม่อยหลับไป หลับ ๆ ตื่น ๆ หลายต่อหลายครั้งจนกระทั่ง 7 โมงเช้ารถไฟเข้าจอดที่สถานีหัวลำโพงพร้อมกับความสับสนวุ่นวายของผู้คนที่เดินพลุกพล่านสวนทางขึ้นลงและเดินโฆษณาขายสินค้าข้างตู้รถไฟ ข้าพเจ้ายกสัมภาระของตัวเองบนหิ้งลงมาตรวจสอบความเรียบร้อย แล้วกึ่งลากกึ่งหิ้วลงจากตู้รถไฟ พลันได้ยินเสียงเรียกคุ้น ๆ หูว่า วิทิตทางนี้ ..พี่สนิทนั้นเอง ข้าพเจ้าดีใจที่สุดในชีวิต ถ้าวันนี้พี่สนิทไม่มารับข้าพเจ้าคงแย่แน่ ๆ พี่สนิทเดินแทรกผู้คนเข้ามาช่วยหิ้วลังกระดาษที่บรรจุสัมภาระ ข้าพเจ้าหิ้วลังกระดาษบรรจุสัมภาระอีกใบเดินตามหลังพี่สนิทไปขึ้นรถแท๊กซี่มุ่งสู่วัดมักกะสันทันที ระหว่างทางพี่สนิทคุยกับแท็กซี่เป็นภาษาไทยกลาง ส่วนข้าพเจ้าก็นั่งฟังด้วยความสนใจเพราะยังไม่คุ้นเคยกับภาษาไทยกลางนัก คงต้องเรียนรู้อีกสักระยะจึงจะพูดได้คล่อง รถแท็กซี่เข้าไปส่งถึงข้างในวัด พี่สนิทเดินนำหน้าไปถึงกุฏิไม้หลังเล็ก ๆ มี 2 ห้องนอน ให้ข้าพเจ้าอาศัยอยู่ห้องหนึ่ง หลังจากเก็บข้าวของเสร็จแล้ว พี่สนิทพาข้าพเจ้าไปฉันอาหารมื้อเช้าที่ระเบียงกุฏิหลังที่อยู่ข้าง ๆ พร้อมแนะนำตัวกับพระอาจารย์สงวน ซึ่งเป็นพระอาจารย์ที่พี่สนิทเคยเล่าทางจดหมายว่าได้ช่วยเหลือรับพี่สนิทไว้เป็นลูกศิษย์ พระอาจารย์ทอง พระอาจารย์ชวน และพระมหาพยุง ที่ร่วมฉันอาหารด้วยกัน ซึ่งทั้งหมดรวมทั้งลูกศิษย์วัด 7 – 8 คน มาจากจังหวัดสุพรรณบุรีทั้งสิ้น ทุกคนพูดภาษาไทยกลางสำเนียงสุพรรณบุรีที่ทำให้รู้สึกเป็นกันเองมากขึ้น ข้าพเจ้าไม่เคยทานข้าวจ้าว วันแรกทานหมด 2 จานถึงอิ่ม พระอาจารย์ทั้งหลายต้องรอสวดให้พร ลูกศิษย์วัดมองตาเขียวเพราะเกรงจะไปเรียนไม่ทัน

หาวัดอยู่

ตอนเช้าเวลาประมาณตี 4 ครึ่งออกบิณฑบาตกับลูกศิษย์วัดเดินไปตามถนนเพชรบุรีตัดใหม่ถึงบริเวณประตูน้ำ ขากลับเดินเข้าไปในสลัมหลังประตูน้ำซึ่งมีผู้คนอาศัยอยู่หนาแน่น ผู้คนส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธ จึงได้ข้าวปลาอาหารเหลือเฟือ ข้าวเต็มบาตร อาหารเต็มปิ่นโตและคุถังทุกวัน  ข้าพเจ้าอาศัยอยู่กับพี่สนิทได้ 5 วันก็เริ่มออกหาวัดอยู่ วันแรกไปวัดที่อยู่ใกล้ ๆ ก่อน โดยออกไปตอนบ่ายกะให้ตรงเวลาที่ท่านเจ้าอาวาสตื่นจากจำวัดสรงน้ำตอนบ่ายแล้วกำลังนั่งดื่มน้ำชารอญาติโยมอย่างสบายอารมณ์ เจ้าอาวาสบางวัดก็พูดด้วยดี ถามไถ่ว่ามาจากไหน เรียนจบชั้นอะไรมา เออได้ถึงเปรียญธรรม 4 ประโยคแล้ว แต่เสียดายวัดเราเต็มแล้ว  เณรไปที่วัดอื่นเถอะ แต่บางท่านพอเห็นข้าพเจ้ากำลังก้มกราบยังไม่ครบสามครั้งก็โบกมือไล่เลย บอกว่า ไปเลยเณร วัดนี้ไม่รับพระเณรต่างจังหวัด  มาจากอีสานเหรอ ลาวนี้หว่า วัดนี้ไม่รับลาว  มาจากสกลเหรอ ลูกหลานคอมมิวนิสต์นี่ วัดนี้ไม่รับคอมมิวนิสต์  ฯลฯ  กลับถึงวัดพี่สนิทถามว่าเป็นยังไง ได้วัดไหนละ  ข้าพเจ้าตอบว่ายังไม่ได้เลยพี่ พอค่ำลงกางมุ้งนอนครุ่นคิดสงสัยตัวเองว่าเป็นคนชาติไหนกันแน่  ตอนไปเที่ยวเวียงจันทน์เขาหาว่าเราเป็นคนไทยจะเข้าเมืองต้องจ่ายเงินค่าเหยียบแผ่นดิน และค่าทำใบผ่านแดน พอลงมากรุงเทพฯท่านเจ้าอาวาสก็กล่าวหาว่าเป็นลาว ตั้งข้อรังเกียจว่าเป็นลาว ไม่รับเณรลาว คิดกลับไปกลับมา ไปค้นหาใบสูติบัตรมาอ่านดูจึงรู้แจ่มแจ้งว่าข้าพเจ้าเป็นคนไทยเกิดที่จังหวัดสกลนคร  เชื้อฃาติไทย  สัญชาติไทย  ถึงอย่างไรก็ตามข้าพเจ้ารู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้าเชื้อชาติแขกชาวอินเดียซึ่งมีคนนับถือและศรัทธาทั่วโลกเพราะพระองค์เป็นคนดีมีความรู้ความสามารถ เราต้องเดินตามรอยของพระองค์ให้ได้ พยายามมองโลกในแง่ดีเอาไว้ว่า คงมีเจ้าอาวาสสักวัดรับเรา ข้าพเจ้าออกเดินทางหาวัดอยู่เป็นเวลาสามเดือนกว่า ๆ เคยไปพักอยู่กับเพื่อนเณรมหาชื่อทองคำ ทิพย์สุวรรณ ซึ่งไปจากบ้านโพนนาแก้ว จังหวัดสกลนคร อยู่ที่วัดปากน้ำภาษีเจริญนานนับเดือน เพื่อนพาออกหาวัดอยู่แถวฝั่งธนทุกวัน  ทุกวัดในกรุงเทพมหานคร และธนบุรี ไม่มีวัดใดรับข้าพเจ้าเลย  เพื่อนแนะนำให้ไปขออยู่วัดพระแก้ว ซึ่งข้าพเจ้าไปหลายครั้งแต่ไม่พบเจ้าอาวาส จวนจะเข้าพรรษาแล้ว ข้าพเจ้าคิดว่าควรจะเดินทางกลับไปบ้านที่สกลนคร หรือไม่ก็กลับไปอยู่วัดศรีชมชื่นจังหวัดหนองคาย เพราะทั้งสองแห่งรอเราอยู่

ฝนหยาดสุดท้าย

ก่อนวันเดินทางกลับ พี่สนิทเข้ามาคุยในห้อง บอกว่าอย่าเพิ่งกลับ รอให้พี่ขอพระอาจารย์ขวัญเจ้าอาวาสวัดมักกะสันดูก่อน เผื่อบางทีท่านรับ ในที่สุดสิ่งที่ข้าพเจ้าเคยคาดหวังว่า จะต้องมีเจ้าอาวาสสักวัดที่ใจดีรับข้าพเจ้าก็กลายเป็นความจริงขึ้นมาจนได้ เมื่อวันต่อมาพี่สนิทเอาข่าวดีมาบอกว่าพระอาจารย์ขวัญเจ้าอาวาสรับแล้ว แต่ต้องหาโยมเป็นเจ้าภาพบวชพระให้  พอดีโยมผู้หญิงชื่อ นางสาวสังวาลย์  อ่อนท้วม ซึ่งครองตัวเป็นโสดเรื่อยมาจนอายุได้ 61 ปีบ้านอยู่เชิงสะพานข้ามคลองแสนแสบมีจิตศรัทธาได้แจ้งความจำนงเป็นเจ้าภาพบวชพระเข้าพรรษา ขอให้พระอาจารย์ขวัญ เจ้าอาวาสจัดการหานาคให้  พระอาจารย์ขวัญจึงให้ข้าพเจ้าเป็นนาคบวชให้คุณโยมสังวาลย์ มีธรรมเนียมปฏิบัติว่าก่อนจะบวชเป็นพระให้สึกถือศีล 5 ก่อนสักสามวันเจ็ดวัน เพื่อเปิดโอกาสให้พี่ทิดได้เรียนรู้รสชาติแห่งโลกีย์ ด้วยการไปนอนกับผู้หญิงให้หายสงสัยในโลกีย์ จะได้ตั้งใจปฏิบัติธรรมเพื่อไปสู่พระนิพพานตามรอยพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้านั้นอยู่กับโลกีย์ตั้งแต่เริ่มเป็นหนุ่ม มีนางบำเรอหลายร้อยจนเกิดความเบื่อหน่ายในโลกีย์และไม่สงสัยในโลกีย์อีกต่อไป จึงสามารถบรรลุนิพพานได้ง่าย ถ้าบวชเป็นพระแล้วแต่จิตใจยังคิดสงสัยในโลกีย์อยู่ การปฏิบัติธรรมเพื่อให้บรรลุนิพพานก็เป็นไปได้ยาก  เพราะเมื่อบวชเป็นพระแล้วจะไปยุ่งกับโลกีย์อีกไม่ได้เลย ธรรมเนียมปฏิบัตินี้ยังคงมีอยู่อย่างลับ ๆ ทำให้ทิดสึกใหม่บางท่านล่อโลกีย์ซะจนติดอกติดใจ บวชได้ไม่นานก็ต้องสึกไปอยู่กับโลกีย์ บางท่านติดโรคเพศสัมพันธ์จากโลกีย์ในซ่องจนต้องเดินขากางไปให้คุณหมอฉีดยา ทำให้เข็ดหลาบโลกีย์ไปเลยก็มี และที่พอหายดีแล้วจิตใจยังหลงใหลในรสชาติของโลกีย์ถึงขั้นยอมตายเพราะโลกีย์ กลับไปหาโลกีย์อีกก็มีเป็นจำนวนมาก บางท่านไม่ติดใจและไม่สงสัยในในรสชาติของโลกีย์อีก บวชแล้วบวชเลยไม่ยอมสึกก็มี ส่วนจะถึงนิพพานตามธรรมเนียมปฏิบัตินี้หรือไม่ พระท่านว่าเป็นปัจจัตตังคือรู้เฉพาะตน ข้าพเจ้าสึกเพียงสองชั่วโมงก็ต้องไปบวชเป็นพระ จึงไม่มีเวลาไปศึกษาโลกีย์เหมือนคนอื่น เพราะเหตุนี้กระมังจึงทำให้ต้องสึกในเวลาต่อมา มีผู้บรรพชาอุปสมบทด้วยกัน 12 รูปโดยมีพระธรรมวรนายก เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุฯ ท่าพระจันทร์ ในขณะนั้นเป็นพระอุปัชฌาย์ ข้าพเจ้าได้รับฉายาว่า อาสโภ แปลว่าผู้องอาจ  หลังจากบวชเป็นพระแล้วข้าพเจ้าต้องเรียกคุณโยมสังวาลย์ว่าโยมแม่ และไปรับบิณฑบาตที่หน้าบ้านโยมสังวาลย์ทุกเช้า ดูท่านดีใจไม่น้อยที่ข้าพเจ้าเรียกท่านว่าโยมแม่ ก่อนนอนทุกคืนหลังไหว้พระสวดมนต์ข้าพเจ้าจะต้องนั่งสมาธิภาวนาแผ่จิตอันเป็นกุศล เป็นความสุขความเจริญส่งถึงคุณโยมแม่คนใหม่เสมอ  ชาติปางก่อนข้าพเจ้าคงเคยช่วยเหลือผู้อื่นอยู่บ้าง มาถึงชาตินี้จึงมีคนช่วยเหลือเมื่อถึงคราวอับจน ทั้งคุณโยมสังวาลย์และพระอาจารย์ขวัญ ธัมมะปาโล เจ้าอาวาสวัดมักกะสันในขณะนั้น รวมทั้งญาติโยมชาวพุทธที่ใส่บาตรให้ทุกเช้า และผู้ที่มีพระคุณต่อข้าพเจ้าอย่างยิ่งในการหาวัดอยู่คือพี่สนิท  ถ้าไม่มีพี่ชายคนนี้ข้าพเจ้าคงไม่มีโอกาสได้อยู่กรุงเทพฯ ไม่มีโอกาสเรียนต่อ และไม่มีที่ให้ยืนเช่นวันนี้

กระหายเรียน

ข้าพเจ้าได้ไปสมัครเรียนที่มหาจุฬลงกรณราชวิทยาลัย  วัดมหาธาตุฯ ท่าพระจันทร์ ตามคำแนะนำของพี่สนิท โดยเข้าเรียนตั้งแต่เวลา บ่ายโมงถึงห้าโมงเย็น  ไปสมัครเรียนภาษาอังกฤษ ที่วัดโพธิ์ ท่าเตียน ตั้งแต่เวลาหกโมงเย็นถึงหนึ่งทุ่ม สมัครเรียนพิมพ์ดีดตั้งแค่หนึ่งทุ่มถึงสองทุ่ม ส่วนเปรียญธรรม 5 ประโยคหยุดไว้ก่อน โดยได้รับงบประมาณสนับสนับสนุนจากญาติโยมที่นิมนต์ไปทำบุญที่บ้านบ้าง สวดอภิธรรมงานศพบ้าง ญาติโยมใส่บาตรตอนเช้าบ้าง โดยไม่ต้องรบกวนทางบ้านอีกต่อไป กลับถึงวัดประมาณ 3-4 ทุ่ม อาบน้ำคุยกับลูกศิษย์ ทำการบ้าน ไหว้พระสวดมนต์นั่งสมาธิภาวนาแผ่เมตตา นอนหลับเพื่อให้ตื่นตีสี่ครึ่งทุกเช้า ได้หยุดเรียนวันเสาร์กับวันอาทิตย์ เพราะอาจารย์สอนส่วนใหญ่เป็นฆราวาส และมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเปิดโรงเรียนสอนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลถึงระดับอุดมศึกษาที่อาคารเรียนของมหาวิทยาลัยซึ่งมีอยู่เพียงหลังเดียว วันเสาร์วันอาทิตย์ ตอนบ่ายไปนั่งฟังการอภิปรายบ้างโต้วาทีบ้างที่วัดนรนาถสุนทริการาม และวัดสามพระยา ต่อจากนั้นไปอ่านหนังสือที่หอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี หนังสือที่อ่านส่วนใหญ่ได้แก่หนังสือหมอดูลายมือจะตามอ่านครบทุกเล่ม หนังสือจิตวิทยา การสะกดจิต นวนิยาย เรื่องสั้น วรรณกรรมสามก๊ก ผู้ชนะสิบทิศ หนังสือเอ็นไซโคพิเดีย ข้าพเจ้าชอบลีลาการเขียนภาษาอังกฤษในหนังสือเอ็นไซด์โคพิเดียมาก เพราะเขียนแบบง่าย ๆ อ่านสนุกมาก  อ่าน ๆ ๆ ทุกเรื่องทุกเล่มที่ยังไมเคยอ่าน บางเรื่องสนุกก็อ่านจบหลายเที่ยวจนจำตัวละครและเรื่องราวจนเล่าได้ตั้งแต่ต้นจนจบ เช่นเรื่องสามก๊ก ผู้ชนะสิบทิศ เป็นต้นจนถึง 2 ทุ่มเจ้าหน้าที่ห้องสมุดจะกดออดหมดเวลาอ่าน จึงขึ้นรถเมล์กลับวัด ผลการเรียนในปีต่อ ๆ ข้าพเจ้าเรียนจบภาษาอังกฤษชั้นกลางคือระดับ ม.3 พิมพ์ดีดระดับต้น   สมัครสอบเทียบความรู้ได้ ม.ศ.3 และ ม.ศ. 5 ตามลำดับ สมัครสอบครู ได้ พก.ศ. และ พ.ม. ตามลำดับ ปีสุดท้ายของการเรียนในมหาวิทยาลัยได้ร่วมกิจกรรมของมหาวิทยาลัยหลายอย่างเช่น ไปเทศน์ที่ลานอโศกหน้ามหาวิทยาลัย ไปเทศน์ที่สถานีวิทยุของค่ายทหาร ฝึกเทศน์เป็นภาษาอังกฤษเพื่อไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศ จัดนิทรรศการเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา  เป็นพระธรรมจาริกไปเทศน์ที่อำเภอท่าศาลาและอำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นเวลา 1 เดือน และเรียนจบหลักสูตรปริญญาตรีพุทธศาสตร์บัณฑิต (พธ.บ.)จากคณะมานุษยสงเคราะห์ศาสตร์ เมื่อปีพ.ศ. 2517 ด้วยเกรดเฉลี่ย 2.66

หมอดูลายเท้า

ที่วัดมักกะสันมีพระอาจารย์เป็นหมอดู 3 ท่าน หมอดูดวง 2 ท่าน และหมอดูลายเท้า 1 ท่าน หมอดูดวงท่านหนึ่งเป็นเพื่อนของของข้าพเจ้า มีญาติโยมมาให้ตรวจดูโชคชะตาแน่นกฏิแทบทุกวัน พระอาจารย์หมอดูลายเท้าเกิดปัญหาเพราะทำเสน่ห์ด้วย  เวลาดึก ๆ จะมีพวกสาวแก่แม่หม้ายมาให้ช่วยทำเสน่ห์ให้ เจ้าอาวาสเคยเรียกไปตักเตือนหลายครั้ง เพราะการอยู่กับสีกาสองต่อสองในที่ลับหูลับตาในเวลากลางคืนเป็นการทำผิดพระวินัย  ตกดึกคืนหนึ่งที่ห้องหลวงพี่เปิดไฟสลัว ขณะที่หลวงพี่กำลังนั่งเพ่ง เล็งจ้อง ท่องคาถา ร่ายเวทย์ เป่ามนต์ พ่นลมปาก ลากเทียนไขเขียนอักระนะหน้าทองของขอมโบราณลงไปซ้ำแล้วซ้ำเล่าบนเต้ากับเต่าของสีกาหม้ายที่แก้ผ้านอนหงายอยู่บนเตียง เสียงครางกระเส่าของสีกาที่ถูกลงอาคมดังเล็ดลอดออกมาตามรูข้างฝากุฏิ ได้ยินถึงหูลูกศิษย์วัดซึ่งเป็นสายลับที่ย่องมาแอบดูอยู่ข้างฝา เขาดูจนพอใจแล้วจึงย่องไปพาเจ้าอาวาสมาเปิดประตู จับได้คาหนังคาเขา หลวงพี่ปฏิเสธเสียงดังโขมงโฉงเฉงว่าไม่ได้ละเมิดทางเพศ ไม่ได้แตะต้องเนื้อตัวผู้หญิง ถึงจะผิดวินัยก็เพียงอาบัติเล็กน้อยแค่ปาจิตตีย์ฐานอยู่ในที่ลับหูลับตากับผู้หญิงสองต่อสอง ไม่ได้ต้องอาบัติหนักถึงขั้นปาราชิกแต่ประการใด พระเณรกุฏิข้างเคียงออกมายืนมุงดู เจ้าอาวาสสั่งให้หลวงพี่ไปตกลงกันที่กุฏิเจ้าอาวาส ชี้แจงแสดงเหตุผลจนหลวงพี่ยอมสึกในคืนนั้นเลย ข้าพเจ้าคิดอยากจะบอกพี่หมอดูลายเท้าว่า พี่หมอดูครับหนทางไปสู่พระนิพพานสำหรับพี่หมอได้ปิดลงแล้วชั่วคราว เพราะการที่พี่หมอให้ผู้หญิงยกเท้าให้ดู พี่หมอจะต้องเห็นข้างในของเธอด้วยอย่างแน่นอน เมื่อเห็นจะทำให้เกิดความคิดและจินตนาการเลยเถิดเตลิดเปิดเปิง พี่หมอคงลืมไปแล้วว่า พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้แก่พระอานนท์ก่อนดับขันธ์ปรินิพพานในเรื่องการปฏิบัติต่อเพศตรงข้ามสำหรับภิกษุหนุ่มสามเณรวัยรุ่นว่า ดูกรอานนท์ สำหรับเพศตรงข้ามนั้นไม่เห็นเสียเลยจะดีกว่า ถ้าจำเป็นต้องเห็นก็อย่าคุยด้วย ถ้าจำเป็นต้องคุยด้วยก็ให้สำรวมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และอารมณ์ เห็นก็สักแต่ว่าเห็น ได้ยินก็สักแต่ว่าได้ยิน ได้กลิ่นก็สักแต่ว่าได้กลิ่น หักห้ามมิให้จิตคิดปรุงแต่งว่าดีว่าร้าย  อย่างไรก็ตามประตูสวรรค์เปิดรับพี่หมออยู่ จงไปอยู่กับสีกาหม้ายคนนั้นเถิด เธออยู่คนเดียวย่อมเป็นทุกข์ พาเธอขึ้นสวรรค์ด้วยการช่วยกันสร้างครอบครัวให้เป็นปึกแผ่นมั่นคง อบอุ่นด้วยความรัก ถ้าจิตใจของพี่หมอยังมั่นคงในพระพุทธศาสนา ทางไปสู่พระนิพพานจะเปิดรับพี่หมอกับสีกาเหมือนเดิม  ข้าพเจ้าเคยไปให้เพื่อนตรวจดูดวงชะตา ได้รับคำทำนายว่า เกิดในสมโณฤกษ์ ถ้าเป็นนักบวชจะได้ยศถาบรรดาศักดิ์สูงส่ง ถ้าเป็นฆราวาสแค่พออยู่พอกิน เพราะชอบทำแต่งานที่ไม่ได้เงิน ว่างจากการเรียนตามปกติ ข้าพเจ้าไม่กล้าเรียนวิชาดูลายเท้า เพราะกลัวจะเห็นสิ่งที่ไม่ควรจะเห็น  และกลัวจะเป็นบาปเป็นกรรมเหมือนหลวงพี่หมอดูลายเท้า  จึงเรียนวิชาดูลายมือจากหนังสือลายมืออย่างกระหาย อ่านทุกเล่มที่มี่จำหน่ายในท้องตลาด และในหอสมุดแห่งชาติ ซึ่งมีทั้งลายมือฝรั่ง ลายมือจีน และลายมือไทย อ่านแล้วก็ต้องดูลายมือตัวเองและลายมือเพื่อน ๆ ประกอบ  ในขณะเดียวกันก็พยายามเสาะแสวงหาตำราการดูใบหน้า ตำราพรหมชาติ ตำราหมอดูทุกเล่มที่มีในท้องตลาด ตำราสะกดจิต ตำราการฝึกกสิณ เพื่อให้มองเห็นเหตุการณ์ล่วงหน้าหรือ ตาทิพย์พยายามฝึกฝนตนเอง เพื่อให้รู้ในสิ่งที่อยากรู้เท่านั้น ทำนายโดยไม่หวังค่าจ้างรางวัลใด ๆ ทั้งสิ้น

หมอดูหมอเดา

การกระทำในอดีตบางอย่างให้ผลในอดีตแล้วจบสิ้น แต่การกระทำในอดีตบางอย่างให้ผลทั้งในอดีตและปัจจุบันจึงจะสิ้นสุด แต่การกระทำในอดีตบางอย่างให้ผลในปัจจุบันและยาวไปถึงอนาคตไม่มีที่สิ้นสุด การกระทำในปัจจุบันบางอย่างให้ผลในปัจจุบันแล้วจบสิ้น การกระทำในปัจจุบันบางอย่างให้ผลในปัจจุบันและยาวไปถึงอนาคตไม่มีสิ้นสุด ทั้งหมดนี้คือสาเหตุที่ทำให้คนเราแตกต่างกันเช่น บางคนเกิดมายากจนแล้วก็จนต่อไปเช่น ติดคุกโดยไม่ได้ทำผิด เกิดอุบัติเหตุสูญเสียอวัยวะ ง่อยเปลี้ยเสียขา สติฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ แต่บางคนเกิดมาจนภายหลังร่ำรวย บางคนเกิดมารวยแล้วรวยยิ่ง ๆ ขึ้น แต่บางคนเกิดมารวยภายหลังยากจนลงเพราะกรรมตามมาตัดรอน สิ่งต่าง ๆ เหล่าจะบันทึกไว้ในลายมือของแต่ละคนมาตั้งเกิดจนตาย แต่ลายมือจะเปลี่ยนแปลงไปตามกรรมคือการกระทำดีหรือการทำชั่วของเจ้าของลายมือทุกสามเดือน ถ้าเจ้าของลายมือไปค้ายาบ้าเส้นโชคซึ่งหมายถึงเงินทองก็จะโผล่ขึ้นชัดเจนบนฐานนิ้วกลาง ในขณะเดียวกันเส้นสี่เหลี่ยมซึ่งหมายถึงติดคุกก็จะปรากฏขึ้นข้างเส้นชีวิต กรรมชั่วในอดีตบางอย่างอาจหมดไปหรือบรรเทาไปได้บ้างเพราะการกระทำดีในปัจจุบัน

หลังจากข้าพเจ้าอ่านตำราหมอดูและฝึกฝนตนเองอย่างหนักก็เริ่มดูให้ใครต่อใครโดยไม่คิดสตางค์ ถูกบ้างผิดบ้างเป็นธรรมดา เพราะลายมือมีรายละเอียดปลีกย่อยต่าง ๆ มากมาย มีทั้งทั้งดีและไม่ดีในมือเดียวกัน ต้องดูโหงเฮ้ง ดูเลขเจ็ดตัว เลขสิบสองตัว ตำราพระจอมเกล้า และตำราอุเรกุลัมของยิปซี ประกอบลายมือด้วย ลายมือจะมีทั้งเส้นเก่าที่บ่งบอกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วในอดีตและเส้นเกิดใหม่ที่บอกเหตุการณ์ที่กำลังเกิดในปัจจุบันและคาดว่าจะเกิดในอนาคต ต้องพยายามสังเกตและจดจำให้แม่นหลังจากดูรายละเอียดข้อมูลลายมือทั้งหมดแล้วต้องนำมาสรุป ถ้าสรุปผิดก็ทำนายผิด สรุปถูกก็ทำนายถูก ข้อสำคัญต้องพยายามทำนายด้วยถ้อยคำที่สละสลวยนิ่มนวล ชี้ทางปฏิบัติที่เหมาะสม ชี้แนะให้งดเว้นการทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ชั่วคราว ให้กำลังใจให้ความหวังว่าเดือนนั้นเดือนนี้จะพ้นเคราะห์ ฯลฯ แก่ผู้มาให้เราทำนาย  ซึ่งกว่าจะทำนายจนหมดคำถามแต่ละคนก็เหนื่อยจนหืดจับ ดูลายมือตอบคำถามได้บางอย่าง ต้องอาศัยตำราเล่มอื่นประกอบจึงจะสามารถตอบคำถามได้หลากหลาย และบางคำถามก็ต้องเดาตอบ ข้าพเจ้าพยายามฝึกสมาธิทุกคืนก่อนนอน ทำให้เดาเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้ใกล้เคียงกับความเป็นจริง โดยจะฝันเห็นเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้าสองถึงสามวัน

ดูลายมือตอนแรก ๆ ก็สนุกจนต้องขอดูลายมือคนนั้นคนนี้ แต่ตอนหลังเห็นเพื่อนแบมือให้ดูต้องรีบออกตัวว่า ไม่ได้ดูลายมือมานานลืมหมดแล้วบ้าง ตาไม่ดีบ้าง ไม่ได้เอาแว่นตามาบ้าง ทั้งนี้เพราะอายุมากขึ้นความจำไม่ค่อยดี และไม่ค่อยได้ฝึกสมาธิ เกรงว่าจะทำนายผิดพลาดทำให้ผู้ได้รับการทำนายเป็นทุกข์หรือเกิดความเสียหายได้  หมอดูต้องไม่รู้สึกเบื่อหน่ายที่จะตอบคำถามต่อไปนี้

1. การที่เขาคิดไว้ขณะนี้จะได้สมปรารถนาหรือไม่?

2. สิ่งที่เขาคิดจะทำควรจะคิดต่อไปหรือไม่ ?

3. ขณะนี้เขาจะมีเคราะห์ดีร้ายประการใดหรือไม่?

4.คนที่เขาติดต่ออยู่นี้ควรคบหรือไม่ ?

5. สิ่งนี้เป็นลางแก่เขาอย่างไร?

6. คนที่เขารักอยู่ขณะนี้ จะได้แต่งงานกันหรือไม่?

7. คนที่เขาหมายปองอยู่นี้จะมีโอกาสสมหวังหรือไม่?

8.ความฝันของเขาแปลว่าอะไร ?

9. ทางไกลที่เขาจะไปนี้ จะดีร้ายประการใด?

10. แฟนของเขาจะทรยศต่อเขาหรือไม่ ?

11. อนาคตของเขาจะเป็นอย่างไร ?

12. เพื่อนของเขาจะทรยศต่อเขาหรือไม่ ?

13. คนที่พลัดพรากจากกันไปจะมีโอกาสได้กลับมาพบกันอีกหรือไม่?

14. คนที่พลัดพรากจากกันไปนั้นเขาเป็นอยู่อย่างไร?

15.  เขาจะติดคุกไหม ?

16. ของที่หายจะได้คืนหรือไม่?

17. คนลักษณะนี้(บอกลักษณะด้วย)เขาควรร่วมงานด้วยหรือไม่ ?

18. การที่เขาจะลงทุนทำธุรกิจขณะนี้สมควรหรือไม่ ?

19. คนที่ลงทุนทำธุรกิจด้วยกันขณะนี้จะซื่อตรงต่อเขาหรือไม่?

20. เขาควรจะรับคน ๆ นี้ไว้ในบ้านหรือไม่ ?

21. เขาควรให้คน ๆ นี้ยืมสิ่งของเงินทองหรือไม่?

22. ของที่ให้คนอื่นยืมไปจะได้คืนหรือไม่?

23. จะพึ่งพาอาศัยคน ๆ นี้ได้ตลอดไปหรือไม่?

24. เขาจะได้พึ่งลูกของเขาหรือไม่?

25. เขาจะมีโชคดีทางใดบ้างหรือไม่?

26. งานที่เขาทำอยู่นี้จะก้าวหน้ามั่นคงหรือไม่?

27. จะมีคนคิดร้ายต่อเขาหรือไม่ ?

28. คน ๆ นี้กำลังวางแผนจะทำอะไรต่อเขา ?

29. คนที่เขาหมายปองอยู่นี้จะรักเขาบ้างไหม และจะได้แต่งงานกันหรือไม่ ?

30. ของที่หายจะได้คืนหรือไม่ จะได้คืนเมื่อใด?

31.ดวงชะตาชีวิตของเขาจะเป็นอย่างไรตั้งแต่เกิดจนตาย ?

32. เขาจะได้แต่งงานเมื่อไหร่ ?

33. แฟนของเขารูปงามหรือไม่ ?

34. เขาจะมีบุตรธิดากี่คน ?

35. เขาจะได้พึ่งลูกคนไหน ?

36. เขากับแฟนใครจะตายก่อนกัน ?

37. เขาจะสอบได้หรือไม่?

38. เขาสอบได้แล้วมีผู้มาเสนอเงื่อนไขว่าถ้าอยากบรรจุเป็นข้าราชการต้องจ่ายเงิน 200,000 บาท เขาควรจ่ายหรือไม่ และจ่ายแล้วจะได้รับการบรรจุหรือไม่?

39. เลือกตั้งครั้งนี้เขาจะสอบได้หรือสอบตก ?

40. ใครจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี ?

41. น้ำจะท่วมโลกหรือไม่?

42. เมื่อไหร่เขาจะรวย?

43. เมื่อไหร่ชีวิตของเขาจะดีขึ้น?

44. เขามีโอกาสถูกล็อตเตอรี่ไหม และจะถูกเมื่อใด ?

45. เขาจะติดคุกใหม ?

46. เขาจะได้รับการประกันตัวหรือไม่ ?

47. ญาติพี่น้องของเขาที่ตายแล้วเป็นอยู่อย่างไร ?

48. เขาจะแพ้หรือชนะคดีความ ?

49. เขาควรคบคนลักษณะใด ?

50. พรุ่งนี้เขาจะเอาไก่ไปเดิมพัน ไก่เขาจะได้คู่ชนไหม จะชนะหรือแพ้?

ลานอโศก

ลานอโศกเป็นสถานที่สนทนาธรรมหน้าอาคารเรียนของมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์ มีต้นอโศกปลูกขึ้นเป็นแถวเรียงรายเกือบเต็มสนามเนื้อที่ประมาณหนึ่งไร่ ซึ่งก็นับว่ามากเพราะเป็นป่าอยู่ตรงกลางระหว่างอาคารสูงหลายหลังที่ตั้งตระหง่านอยู่ล้อมรอบ ที่โคนต้นอโศกแต่ละต้นก่ออิฐถือปูนเป็นวงกลมสูงประมาณหนึ่งเมตรล้อมรอบต้นอโศกไว้สำหรับใช้เป็นที่นั่งพักผ่อนหย่อนใจของผู้คนที่เดินผ่านไปมา อโศกผลิดอกสีแดงขนาดเล็กเท่าดอกเข็มตลอดปี ร่วงหล่นลงบนพื้นให้คนงานรับจ้างกวาดได้ค่าจ้างเป็นเงินซื้ออาหารเลี้ยงชีวิตของตนเองและครอบครัวทุกวัน พอถึงเวลาบ่าย 4 โมงเย็นหลังเลิกงานหรือตั้งแต่บ่ายโมงถึงค่ำทุกวันเสาร์วันอาทิตย์จะมีอุบาสกคนหนึ่งชื่อไสว  แก้วสม ยืนอยู่ข้างกระดานขาตั้งเก่า ๆ ที่ตั้งอยู่ใต้ต้นอโศกด้านที่ติดกับวิหารหลังเก่า เขาอธิบายเรื่องหลักการเกิดของคนเราตามหลักของศาสนาต่าง ๆ เช่นศาสนาพราหมณ์สอนว่า พระพรหมเป็นผู้สร้างโลก สร้างจักรวาลรวมทั้งมนุษย์สัตว์และสรรพสิ่ง ศาสนาคริสต์สอนว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างโลกสร้างจักรวาลรวมทั้งมนุษย์สัตว์และสรรพสิ่ง ศาสนาอิสลามสอนว่าพระอ้าหล่าเป็นผู้สร้างโลกสร้างจักรวาลรวมทั้งมนุษย์สัตว์และสรรพสิ่ง ศาสนาพุทธสอนว่าโลก จักรวาล มนุษย์สัตว์และสรรพสิ่งทั้งหลายเกิดมาจากเหตุปัจจัย เมื่อเหตุปัจจัยของสิ่งใดพร้อม สิ่งนั้นย่อมเกิด เมื่อเหตุปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่งของสิ่งใดขาดหายไปสิ่งนั้นก็จะดับไป เช่น มนุษย์เกิดจากเหตุปัจจัย 4 อย่างคือ 1. บิดามารดาไม่เป็นหมัน 2. อยู่ร่วมกันในขณะที่ไข่ของมารดากำลังสุก  3. ตัวสเปอร์มของบิดาเข้าไปฝังตัวอยู่ในไข่ของมารดา และ 4. มีปฏิสนธิวิญญาณเข้ามาสิงสู่  เมื่อเหตุปัจจัยทำให้เกิดมนุษย์ครบ  4  อย่างเมื่อใด มนุษย์ก็เกิดขึ้นเมื่อนั้น  ถามว่าเมื่อมนุษย์ตายแล้วมนุษย์ไปไหน ตอบว่าเมื่อมนุษย์ตายแล้วมนุษย์จะกลับไปสู่สภาพเดิมได้แก่ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม และธาตุไฟ กล่าวคือส่วนที่เป็นผมขนเล็บฟันหนังเนื้อเอ็นกระดูกจะสลายกลายเป็นดิน  ส่วนที่เป็นเลือดและน้ำเหลืองจะสลายกลายเป็นน้ำ ส่วนที่เป็นลมในร่างกายจะสลายกลายเป็นอากาศ ส่วนที่เป็นความอบอุ่นในร่างกายก็จะสลายกลายเป็นความร้อนหรืออุณหภูมิในธรรมชาติ  และส่วนที่เป็นวิญญาณก็จะสลายเป็นไปตามยถากรรม ถามว่าวิญญาณคืออะไร  ตอบว่าวิญญาณคือความรู้สึก มนุษย์ที่ตายแล้วจะไม่มีความรู้สึกอะไรเลย แต่วิญญาณยังคงอยู่ตามธรรมชาติ ถามว่า ยถากรรมคืออะไร ตอบว่า ยถากรรมคือกรรมที่เคยทำไว้  เมื่อองค์ประกอบให้เกิดเป็นมนุษย์ครบ 4 อย่างเมื่อใดมนุษย์ก็เกิดเมื่อนั้น และเมื่อองค์ประกอบของการเป็นมนุษย์อย่างใดอย่างหนึ่งขาดหายไปเช่นไม่มีธาตุดิน ไม่มีธาตุน้ำ ไม่มีธาตุลม หรือไม่มีธาตุไฟ มนุษย์ก็ตาย การเกิดของของมนุษย์ก็เหมือนการเกิดของไฟ ไฟเกิดขึ้นเพราะสาเหตุ 3 ประการคือ 1. มีเชื้อเพลิง 2. มีอากาศออกซิเจน และ 3. มีความร้อนถึงขีดติดไฟ  เมื่อขาดเหตุปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่งไฟก็จะดับ ถามว่าไฟดับแล้วไฟไปไหน ตอบว่าไฟไม่ได้ไปไหน เพียงแต่ไฟกลับคืนสู่สภาพเดิมของมันคืออุณหภูมิอุ่นร้อนมากน้อยตามสภาพตามธรรมชาติ  ถามว่ามนุษย์คนแรกเกิดมาจากไหน คำตอบคือเกิดมาจากเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดมนุษย์คนแรกครบ 4 อย่าง เหมือนคำถามว่า ไก่เกิดมาจากไหน คำตอบคือ ไก่เกิดมาจากไข่ ถามต่อไปว่า ไข่เกิดมาจากไหน คำตอบก็ต้องวนกลับมาว่า ไข่ต้องเกิดมาจากไก่ ถามว่า ไก่เกิดก่อนไข่หรือไข่เกิดก่อนไก่ ก็คงต้องถามย้อนกลับไปว่า ไก่ตัวไหน และไข่ใบไหน ถามว่าไก่ตัวแรกในโลกเกิดมาจากไหน ตอบว่า ไก่ตัวแรกในโลกก็ต้องเกิดมาจากไข่ไก่ใบแรกของโลก ถามว่า ไข่ไก่ใบแรกของโลกเกิดมาจากไหน ก็ต้องตอบวนกลับมาว่า ไข่ไก่ใบแรกของโลกก็ต้องเกิดมาจากแม่ไก่ตัวแรกของโลกอย่างแน่นอน  ถามว่า ทำไมตอบกวนตีนจัง ตอบว่า ก็นั่นนะสิ ทำไมถามแบบกวนตีนนักก็ไม่รู้ อุบาสกเขาอธิบายเป็นคุ้งเป็นแคว และสรุปตอนท้ายว่า พราหมณ์คนหนึ่งชื่อพาหิยะทารุจริยะเพียงได้ฟังพระอัสสชิเล่าถึงคำสอนที่พระพุทธเจ้าเทศน์ครั้งแรกว่า สิ่งทั้งหลายเกิดจากเหตุปัจจัย และดับไปก็เพราะเหตุปัจจัยนั้น พราหมณ์พาหิยะทารุจริยะก็ได้ดวงตาเห็นธรรมกล่าวคือได้เป็นพระอรหันต์ สรรพสิ่งทั้งหลายล้วนเกิดมาจากเหตุปัจจัย และดับไปก็เพราะเหตุปัจจัยนั้นแล เขาเปรียบเทียบหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าในเรื่องนี้กับหลักของวิทยาศาสตร์ได้อย่างน่าฟัง มีผู้สนใจนั่งฟังประมาณ 10-20 คนเป็นประจำ เขาพูดเสียงดังฟังชัด อธิบายได้อย่างคล่องแคล่ว สามารถสะกดผู้ฟังให้นั่งฟังเขาอธิบายหลักธรรมที่ยาก ๆ ให้เข้าใจง่าย กระชับ สนุก เร้าใจ ได้ฮาทั้งวัน ข้าพเจ้าชอบไปนั่งฟังทุกครั้งที่มีโอกาส โดยนั่งอยู่แถวหลังสุดเสมอ

กองทัพยุง

วัดที่ข้าพเจ้าพักอยู่ชื่อวัดมักกะสันซึ่งหมายถึงวัดที่มียุงชุม   หลังวัดติดกับคลองแสนแสบ น้ำในคลองเป็นสีดำ เวลาที่เรือหางยาววิ่งผ่านไปมาจะส่งกลิ่นเหม็นตลบอบอวน ตอนเช้าก่อนไปโรงเรียนและหลังเลิกเรียน จะเห็นลูกหลานชาวบ้านละแวกนั้นพากันหิ้วคุถัง ถือกระชอนคันยาว ๆ เดินตักลูกยุงตามริมคลอง นำไปเป็นอาหารปลากัดที่เลี้ยงไว้เพื่อเกมกัดปลากันในวันหยุดงาน  ตกบ่ายใกล้ค่ำข้าพเจ้ามักไปนั่งที่ศาลาท่าน้ำหลังวัด มองดูฝูงยุงและริ้นที่บินออกจากที่ซ่อนริมคลองและตามพงหญ้าริมทางรถไฟ พวกมันบินมารวมกันเป็นฝูงใหญ่ มุ่งหน้าสู่บ้านเรือนของผู้คนที่อาศัยอยู่บริเวณริมคลอง บางส่วนมุ่งหน้ามายังกุฏิภายในวัด ขณะเดียวกันก็มีบางส่วนที่บินมารุมกัดข้าพเจ้าจนต้องรีบกลับเข้ากฏิ กางมุ้งนอนดูฝูงยุงที่เกาะอยู่ข้างมุ้งด้านนอกด้วยความหวาดผวา  ก่อนจะนอนต้องเอาผ้าห่มทับตีนมุ้งให้ดี ข้อสำคัญต้องนอนด้วยความระมัดระวังไม่เผลอนอนขว้างเอาส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายไปติดข้างมุ้งโดยเด็ดขาด เพราะจะถูกยุงรุมกัดจนลายเหมือนตุ๊กแก ยุงในกรุงเทพฯได้พัฒนาเป็นยุงปีกอ่อนและไต่ไปตามพื้นเป็นฝูงเหมือนมด การเปิดพัดลมไม่สามารถไล่ยุงพวกนี้ให้ปลิวไปได้เหมือนยุงปีกแข็งทั่วไปในต่างจังหวัด

ข้าพเจ้าเคยไปฟังการโต้วาทีในญัตติว่า ยุงร้ายกว่าเสือ ทั้งสองฝ่ายต่างงัดเอากลเม็ดเด็ดพรายมาหักล้างกันอย่างถึงพริกถึงขิง มีฮาทุกเม็ดเด็ดทุกมุขสนุกทุกกระบวนท่า ฮาจนแทบตกเก้าอี้ หัวเราะจนเหงือกแห้ง ยิ้มจนหุบปากไม่ลง ……ฝ่ายเสนอญัตติยุงร้ายกว่าเสือก็ให้เหตุผลว่า ถึงแม้ยุงจะตัวเล็กกว่าเสือ แต่ยุงมีอาวุธร้ายกาจมากกว่าเสือ  ยุงแต่ละชนิดมีอาวุธร้ายกาจแตกต่างกัน เช่นยุงลายมีไข้เลือดออกเป็นอาวุธ ยุงก้นปล่องมีไข้มาลาเรีย ยุงดำมีไข้สมองอักเสบและโรคเท้าช้าง เพียงยุงลายหรือยุงรำคาญชนิดเดียวก็ร้ายกว่าเสือทุกชนิดที่มีอยู่ในโลกรวมกัน เพราะยุงลายมีอาวุธที่ร้ายกาจคือไข้เลือดออก ยุงลายกัดลูกหลานของเราเป็นไข้เลือดออกตายปีละหลายพันคน แต่เสือทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นเสือดาวเสือโคร่งเสือเหลือง แถมสิงโตให้อีกหมดทั้งโลกก็ไม่เคยเข้ามากัดลูกหลานเราตายแม้แต่คนเดียว  เราทุกคนรวมทั้งฝ่ายค้านวันนี้ด้วยต้องเสียเงินไปซื้อมุ้งมากางเพื่อป้องกันยุงกัด แต่ไม่เคยจ่ายเงินแม้แต่บาทเดียวเพื่อซื้อมุ้งมากางเพื่อป้องกันเสือกัด  รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อจ้างคนมาทำงานรักษาคนไข้เพราะถูกยุงกัดและพ่นหมอกควันกำจัดยุงปีละหลายร้อยล้านบาท แต่ไม่เคยจัดสรรงบประมาณเพื่อกำจัดเสือแม้แต่บาทเดียว มีแต่ออกกฎหมายคุ้มครองเสือไว้มิให้ถูกคนฆ่า ด้วยเกรงว่าเสือจะสูญพันธุ์ไปจากประเทศไทยของเรา ลูกหลานเราจะไม่ได้เห็นเสือ  เราต้องจ่ายเงินเพื่อจับเสือมาขังไว้ในสวนสัตว์ให้ลูกหลานได้ไปดู ต้องพ่นหมอกควันกำจัดยุงมิให้กัดเสือเป็นครั้งคราวอีกด้วย มิฉะนั้นเสืออาจถูกยุงกัดเป็นไข้ตายได้…ส่วนยุงออกลูกเพิ่มมากขึ้นทุกวัน  ปราบเท่าไรก็ไม่หมด  ไม่ต้องจับมาขังให้ลูกหลานดูเหมือนเสือ ไม่ต้องออกกฎหมายคุ้มครองเหมือนเสือ เพราะมียุงให้ลูกหลานดูตลอดเวลา มียุงให้ฆ่าอย่างเหลือเฟือ ฆ่าเท่าไหร่ก็ไม่หมด ยุงมันร้ายน่ากลัวกว่าเสือจริง ๆ ..สรุป  ยุงร้ายกว่าเสือ เพราะแม้แต่เสือยังต้องกลัวยุง  ดังนั้นญัตติที่ว่ายุงร้ายกว่าเสือจึงเป็นความจริงแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์ที่ไม่น่าจะมีใครคัดค้านได้แม้แต่ฝ่ายค้าน

ฝ่ายค้านว่าโต้ว่า ญัตติที่ว่ายุงร้ายกว่าเสือเป็นเพียงญัตติที่ตั้งขึ้นเพื่อให้พวกเรานำเหตุผลมาหักล้างกันว่า ความจริงในเรื่องนี้เป็นอย่างไร  ยุงร้ายกว่าเสือหรือเสือร้ายกว่ายุง  ญัตติที่ฝ่ายเสนอนำมาอธิบายว่ายุงร้ายกว่าเสืออย่างนั้นอย่างนี้น่าจะไม่เป็นความจริง เพราะเสือเป็นสัตว์ที่ดุร้าย กินเนื้อสัตว์และกินคนเป็นอาหาร  เราจึงเรียกคนที่ดุร้ายปล้นฆ่าแย่งชิงเอาทรัพย์ผู้อื่นว่าไอ้เสือ  ไม่เคยได้ยินใครเรียกคนร้ายว่าไอ้ยุง  ยุงตัวเล็กนิดเดียวแอบขโมยกินเลือดเราเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพียงเราเอื้อมมือจะตบก็บินหนีหัวซุกหัวซุนแล้ว ถามว่ายุงสิบตัวรุมกัดเราใครตาย คำตอบที่ถูกคือ ยุงตายเพราะโดนฝ่ามือเราตบ แต่เสือหนึ่งตัวกัดเรา เราตายแน่ ไม่มียุงตัวไหนจะร้ายกาจเท่าเสือ ถ้าเราเห็นยุงบินมาสิบตัวเราเอามือตบครั้งเดียวยุงตายเกือบทั้งหมด อาจหนีรอดไปได้เฉพาะตัวที่ไม่โดนฝ่ามือ แต่ถ้าเห็นเสือเดินมาเพียงตัวเดียวเราเอามือไปตบเสือ ผู้ที่ตายคือเราอย่างแน่นอน ยุงกัดเป็นไข้ต่าง ๆ รักษาให้หายได้ แต่เสือกัดไม่ตายก็พิการ สมมุติว่ามีกรงขังสัตว์ร้ายอยู่ 2 กรง กรงที่ 1 ขังยุงหิวไว้หนึ่งล้านตัว กรงที่ 2 ขังเสือหิวไว้หนึ่งตัว ขอเรียนถามท่านผู้ฟังว่าจะเลือกเข้ากรงไหนนานหนึ่งชั่วโมง แล้วมีชีวิตรอดปลอดภัยออกมาได้…..ได้ยินชัดไหมครับฝ่ายเสนอ ท่านผู้ฟังล้วนแต่ตอบว่าจะเข้ากรงยุงเพราะยุงหิวจำนวนถึงหนึ่งล้านตัวก็ไม่ร้ายกาจเท่ากับเสือเพียงตัวเดียว ไม่ใช่ยุงร้ายกว่าเสืออย่างที่ท่านเข้าใจ  ที่ท่านบอกว่าเสือทั้งโลกไม่เคยเข้ามากัดลูกหลานเราตายแม้แต่คนเดียวนั้น เป็นเพราะลูกหลานของเราโชคดีที่ไม่มีเสือมาเดินเพ่นพ่านในบริเวณบ้านของพวกเรา ลูกหลานจึงปลอดภัยจากการถูกเสือกัดตายหรือพิการ ที่ท่านบอกว่าเราทุกคนรวมทั้งฝ่ายค้านต้องเสียเงินไปซื้อมุ้งมากางเพื่อป้องกันยุงกัด แต่ไม่เคยจ่ายเงินแม้แต่บาทเดียวเพื่อซื้อมุ้งป้องกันเสือกัดนั้น เป็นเพราะพวกเราฉลาดไม่มีใครโง่ถึงขนาดไปซื้อมุ้งมากางนอนเพื่อป้องกันเสือทั้ง ๆที่ไม่มีเสือสักตัว หรือถึงมีเสือเรากางมุ้งก็ป้องกันเสือไม่ได้ เสือตะปบเพียงครั้งสองครั้งมุ้งก็ขาดกระจุยแล้ว คนที่นอนอยู่ในมุ้งจะไปเหลืออะไร ตายสถานเดียว  ที่ท่านบอกว่ารัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อกำจัดยุงปีละหลายร้อยล้านบาท แต่ไม่เคยจัดสรรงบประมาณเพื่อกำจัดเสือแม้แต่บาทเดียว นั้นเป็นเพราะคนเป็นรัฐบาลเขาฉลาด รู้อยู่แล้วว่าไม่มีเสือให้กำจัด จะตั้งงบไปหาพระแสงอันใดเล่า ที่ท่านบอกว่ารัฐบาลต้องออกกฎหมายคุ้มครองเสือไว้มิให้ถูกคนฆ่า ต้องจ่ายเงินเพื่อจับเสือมาขังไว้ในสวนสัตว์ให้ลูกหลานได้ชมนั้นเป็นเพราะเสือเป็นสัตว์ที่ดุร้ายมาก กินเนื้อคนและสัตว์อื่น ๆ เป็นอาหาร  ธรรมชาติจึงกำหนดให้เสือขยายพันธุ์ช้า เก้าปีจึงมีลูกครอกหนึ่งครอกละไม่เกินสี่ตัว ถ้าเสือขายพันธ์ได้เร็วเหมือนยุง สัตว์อื่น ๆ รวมทั้งมนุษย์จะต้องถูกเสือจับกินหมด ปัจจุบันประชากรเสือมีจำนวนน้อยอยู่แล้วยังถูกมนุษย์ใจร้ายเอาปืนไปแอบยิงตายเกือบหมด ถ้ารัฐบาลขืนปล่อยให้มนุษย์ลักลอบยิงเสือเอาหนังอยู่อย่างนี้ เสือคงสูญพันธุ์อย่างแน่นอน จึงจำเป็นต้องออกกฎหมายคุ้มครองเสือไว้ให้ลูกหลานได้เห็นเสือตัวจริงเสียงจริงบ้าง เพราะถึงเสือจะร้ายกว่ายุง แต่คนร้ายกว่าเสือ และที่ต้องพ่นหมอกควันกำจัดยุงมิให้กัดเสือที่ขังไว้ในกรงเป็นครั้งคราวอีกด้วยนั้นเป็นเพราะพวกเราคิดไปเองว่าเสือจะถูกยุงกัดเป็นไข้ตาย ความจริงเสืออยู่ในป่ายุงก็ทำอะไรเสือไม่ได้อยู่แล้ว เสือไม่ได้กลัวยุงมีแต่ยุงที่กลัวเสือ ดังนั้นญัตติที่ว่ายุงร้ายกว่าเสือจึงไม่เป็นความจริงอย่างที่ฝ่ายเสนอเข้าใจและพยายามอธิบาย

ผู้สนับสนุนฝ่ายเสนอ อภิปรายว่า ที่หัวหน้าฝ่ายค้านอภิปรายหักล้างว่าเสือร้ายกว่ายุง โดยยกเหตุผลมาหักล้างต่าง ๆ นานา เช่นพูดว่าเสือเป็นสัตว์ที่ดุร้าย กินเนื้อสัตว์และกินคนเป็นอาหาร ขอชี้แจงว่าถึงเสือจะกินเนื้อคนและสัตว์อื่นเป็นอาหารได้ แต่เสือไม่เคยได้กินเนื้อยุงเป็นอาหารมีแต่ยุงที่กินเลือดเสือเป็นอาหาร ยุงจึงต้องร้ายกว่าเสืออย่างแน่นอน ที่ฝ่ายค้านตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จว่า เราเรียกคนที่ดุร้ายปล้นฆ่าแย่งชิงเอาทรัพย์ผู้อื่นว่าไอ้เสือ  ไม่เคยได้ยินใครเรียกคนร้ายว่าไอ้ยุงนั้น ขอชี้แจงว่า สมมุติว่ามีคนร้ายสองคนคือ ไอ้เสือ มือเปล่า  กับไอ้ยุง มีปืน ขอถามท่านผู้ฟังว่า คนไหนน่ากลัวกว่ากัน………ได้ยินชัดเจนไหมครับฝ่ายค้าน ท่านผู้ฟังตอบตรงกันว่าไอ้ยุงมีปืนน่ากลัวที่สุด  ความจริงชาวบ้านเขาไม้ได้กลัวคนที่เรียกตัวเองว่าไอ้เสือหรือไอ้ยุงนะครับ เขากลัวปืนต่างหาก จะเรียกไอ้เสือหรือไอ้ยุงไม่ได้ทำให้น่ากลัวแตกต่างกันแต่ประการใดเลย

ที่หัวหน้าฝ่ายค้านอภิปรายว่า ยุงตัวเล็กนิดเดียวแอบขโมยกินเลือดเราเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพียงเราเอื้อมมือจะตบก็ตกใจกลัวบินหนีหัวซุกหัวซุนแล้ว ถามว่ายุงสิบตัวรุมกัดเราใครตาย คำตอบที่ถูกคือ ยุงตายเพราะโดนฝ่ามือเราตบ ขอเรียนชี้แจงความจริงว่า ถึงท่านจะฆ่ายุงได้เป็นร้อยเป็นพันตัว แต่ยังมียุงบินมารุมกัดรุมกินเลือดของท่านเป็นหมื่นเป็นแสนเป็นล้าน มียุงให้ท่านฆ่าได้ทั้งวัน ฆ่าเท่าไหร่ก็ไม่หมด เพราะยุงตัวเดียวออกลูกได้ที่ละร้อยสองร้อยตัว ยุงกัดกินเลือดเราแล้วยังแพร่เชื้อโรคร้ายให้เราเป็นไข้เลือดออก เป็นไข้สมองอักเสบ เป็นไข้มาลาเรีย เป็นโรคเท้าช้าง ทุกข์ทรมานสุด ๆ แต่เสือไม่เคยเข้ามากัดพวกเราเลย อยากจะดูเสือก็สุดแสนจะลำบาก ต้องเดินทางไปที่เขาดินได้จ้างดู ชาวบ้านส่วนใหญ่ในชนบทตลอดชีวิตไม่เคยเห็นเสือตัวจริงเลย เห็นเพียงรูปเสือเท่านั้น แต่ยุงสิเห็นตัวจริงเสียงจริงกัดกินเลือดเราจริงทุกวันจริง ป่วยจริงทุกวัน ไม่เห็นเสือร้ายกว่ายุงตรงไหน จับไปขังไว้ในสวนสัตว์ก็สิ้นเรื่อง แต่เราไม่สามารถจับยุงมาขังไว้ได้เหมือนเสือ

ที่หัวหน้าฝ่ายค้านอภิปรายว่า ถ้าเราเห็นยุงบินมาสิบตัวเราเอามือตบครั้งเดียวยุงตายเกือบทั้งหมด อาจหนีรอดไปได้เฉพาะตัวที่ไม่โดนฝ่ามือ แต่ถ้าเห็นเสือเดินมาเพียงตัวเดียวเราเอามือไปตบเสือ ผู้ที่ตายคือเราอย่างแน่นอน ขอเรียนชี้แจงว่า การที่คนเราเอามือตบยุงฆ่ายุงนั้นถูกต้องแล้วเพราะยุงเป็นสัตว์ร้าย ถ้าเราไม่กำจัดมัน มันจะกัดกินเลือดเราและแพร่เชื้อโรคร้ายให้เรา  แต่รอให้ถึงชาติหน้าตอนบ่าย ๆ ก็คงไม่มีเสือเดินมาให้เราตบอย่างที่ฝ่ายค้านสมมุติ เพราะเสือกลัวคน ฝ่ายค้านลองให้เสือเดินเข้ามาในนี้สิ จะตบให้ดูเป็นตัวอย่างสักเปรี้ยงสองเปรี้ยง

ที่หัวหน้าฝ่ายค้านอภิปรายว่า ยุงกัดเป็นไข้ต่าง ๆ รักษาให้หายได้ แต่เสือกัดไม่ตายก็พิการ ขอเรียนชี้แจงว่าท่านอภิปรายถูกต้องแล้ว ถ้าลูกหลานหรือพี่น้องเราเป็นไข้ต้องรีบไปโรงพยาบาล ให้หมอตรวจรักษา ไปช้าหมอรักษาไม่ทันอาจตายได้ อย่าห่วงเรื่องเสือกัดเลย เพราะลำพังอยากจะดูก็ต้องได้จ้างได้จ่ายเงิน บ้านเราไม่มีเสือจะให้กลัวเหมือนยุงแล้ว

ที่หัวหน้าฝ่ายค้านอภิปรายว่า สมมุติว่ามีกรงขังสัตว์ร้ายอยู่ 2 กรง กรงที่ 1 ขังยุงหิวไว้หนึ่งล้านตัว กรงที่ 2 ขังเสือหิวไว้หนึ่งตัว ขอเรียนถามท่านผู้ฟังว่าจะเลือกเข้ากรงไหนนานหนึ่งชั่วโมง แล้วมีชีวิตรอดปลอดภัยออกมาได้ ขอเรียนชี้แจงว่าเป็นการสมมุติที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง  ความจริงแล้วแต่ละปีเราไม่เคยได้ยินข่าวว่าเสือกัดคนตายแม้แต่คนเดียว แต่พอถึงฤดูฝนทุกปีเราจะได้ยินข่าวหน่วยงานด้านสาธารณสุขแจ้งเตือนประชาชนให้ระวังยุงลายกัดลูกหลานเพราะมีคนป่วยและคนตายที่นั้นที่นี่จำนวนเท่านั้นคน แต่ไม่เคยได้ยินข่าวเสือกัดคนแม้แต่รายเดียว มีข่าวอยู่บ้างที่คนไปล่าเสือเอาหนังมาขาย ยุงจึงย่อมร้ายกว่าเสืออย่างแน่นอน

ผู้สนับสนุนฝ่ายค้าน อภิปรายว่า ที่หัวหน้าฝ่ายค้านอภิปรายว่าเสือร้ายกว่ายุงนั้นถูกต้องแล้ว สมเหตุสมผลทุกประการ ไม่จำเป็นต้องอภิปรายเพิ่มเติมก็ได้ แต่ผู้สนับสนุนฝ่ายเสนอกล่าวหาหัวหน้าฝ่ายค้านของผมว่าตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จจึงยอมไม่ได้โดยเด็ดขาด ต้องเอาซักหน่อย ที่ผู้สนับสนุนฝ่ายเสนออภิปรายว่า เสือไม่เคยได้กินเนื้อยุงเป็นอาหารมีแต่ยุงที่กินเลือดเสือ ขอเรียนชี้แจงว่า ที่เสือไม่กินยุงเพราะยุงไม่มีเนื้อจะให้กินต่างหาก ไม่ใช่เสือกินยุงไม่ได้ ส่วนที่บอกว่ายุงกินเลือดเสือเป็นอาหารได้นั้นก็ไม่เป็นความจริงอีก เพราะเสือมีขนหนาจนยุงแหย่ปากเข้าไปไม่ถึงหนังเสือ คงพอได้ชิมอยู่บ้างก็เพียงแต่ขี้เสือเท่านั้น ที่ผู้สนับสนุนฝ่ายเสนอ สมมุติไอ้เสือ มือเปล่า กับไอ้ยุงมีปืน แล้วสรุปเอาเองว่าไอ้ยุงมีปืนน่ากลัวที่สุด  ขอเรียนว่ามันเป็นการสมมุติที่ไม่เคยมี ความจริงคนที่ชาวบ้านเขาเรียกว่าไอ้เสือจะต้องเป็นคนที่มีปืนและเป็นคนโหดร้ายปล้นฆ่าผู้อื่นเป็นอาชีพ ถ้ามีปืนแต่ชอบยิงเป้าเขาเรียกว่านักกีฬายิงปืน ส่วนไอ้ยุงมีปืนไม่มีใครกลัวหรอกครับ มีแต่จะถูกตำรวจจับ ได้ติดคุกหัวโต ข้อหาไม่มีใบพกพา

ที่ผู้สนับสนุนฝ่ายเสนออภิปรายว่า เสือไม่เคยเข้ามากัดพวกเราเลย อยากจะดูเสือก็สุดแสนจะลำบาก ต้องเดินทางไปถึงเขาดินได้จ้างดู ขอเรียนชี้แจงว่า นี้แหละคือความร้ายกาจของเสือ เพราะจะดูก็ต้องได้จ้าง ส่วนยุงมีให้ดูเกลื่อนเลย  จะเข้าไปดูเสือใกล้ ๆ ก็กลัว เพราะเสือมันดุร้ายมากจนไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ ส่วนยุงเป็นเพียงแมลงตัวเล็ก ๆ ตบทีเดียวตายเป็นร้อย

ที่ผู้สนับสนุนหัวหน้าฝ่ายเสนออภิปรายว่า เสือกลัวคน ลองให้เสือเดินเข้ามาในนี้สิ จะตบให้ดูเป็นตัวอย่างสักเปรี้ยงสองเปรี้ยง สงสัยว่าฝ่ายเสนอยังไม่เคยเห็นเสือตัวจริงมาก่อน เพราะขนาดสุนัขได้กลิ่นเสือยังกลัวจนเยี่ยวราด อย่างฝ่ายค้านนี้เพียงเห็นเสือกระโดดมาตะปบกรงก็กลัวจนขี้แตกแล้ว คุยจะตบเสือให้ดู จ้างก็ไม่มีใครเชื่อ

ที่ผู้สนับสนุนหัวหน้าฝ่ายเสนออภิปรายว่า บ้านเราไม่มีเสือจะให้กลัวเหมือนยุงแล้ว ความจริงท่านเข้าใจผิด เพราะยังมีเสือในเขาใหญ่และในป่าทึบประเทศต่าง ๆ มากมาย ในบ้านของท่านก็ยังมีแม่เสือที่น่ากลัวสำหรับท่านอยู่ ท่านลองคิดดูให้ดี ๆ ขนาดแม่บ้านของท่านมีเพียงชื่อเสือติดอยู่ยังน่ากลัวขนาดนี้ เสือจริง ๆจะดุร้ายและน่ากลัวขนาดไหน

ที่ผู้สนับสนุนหัวหน้าฝ่ายเสนออภิปรายว่า แต่ละปีเราไม่เคยได้ยินข่าวว่าเสือกัดคนตายแม้แต่คนเดียว ได้ยินแต่เฉพาะข่าวยุงลายกัดลูกหลานตาย ยุงจึงย่อมร้ายกว่าเสืออย่างแน่นอน  ขอเรียนว่า นั่นเป็นเพราะไม่มีใครเดินป่าไปให้เสือกัดต่างหาก ถ้าฝ่ายเสนอจะกรุณาเป็นพรีเซ็นเตอร์ยื่นมือเข้าไปในกรงเสือที่เขาดินบ่ายวันนี้ รับรองว่าเป็นข่าวหน้าหนึ่งในวันพรุ่งนี้ทันทีว่า หนุ่มนิรนามถูกเสือตะปบแขนขาดคอหักตายข้างกรงเสือ บางฉบับอาจลงว่า คนบ้ายื่นมือเข้าไปในกรงเสือถูกเสือตะปบลากเข้าในกรง ฉีกเนื้อกินอย่างน่าสยดสยอง ไม่เคยได้ยินข่าวว่ายุงกัดใครถึงขั้นคอหักตายแม้แต่ครั้งเดียว เคยได้ยินแต่คำเตือนให้ระวังยุงกัด ถ้ากลัวยุงกัดก็เข้าไปอยู่ในมุ้งก็สิ้นเรื่อง เสือจึงร้ายกว่ายุงอย่างแน่นอน

ผู้สนับสนุนทั้งฝ่ายเสนอและฝ่ายค้านโต้กันอย่างสุดมัน ส่วนผู้ฟังได้หัวเราะจนเหงือกแห้ง  ในที่สุดประธานโต้วาทีก็สรุปว่า ฝ่ายเสนอญัตติว่ายุงร้ายกว่าเสือพูดได้ดี อธิบายได้ตรงประเด็น ชัดเจน มีเหตุมีผล มีภาพประกอบการอธิบายความร้ายกาจของยุงที่น่าเชื่อถือมาก  แต่ฝ่ายค้านก็ค้านได้ทุกประเด็น ทำให้มองเห็นภาพความร้ายกาจและความน่าสะพรึงกลัวของเสือ จึงตัดสินให้เสมอกัน สำหรับข้าพเจ้าคิดว่า ที่วัดมักกะสันยุงร้ายกว่าเสือแน่นอน เพราะที่วัดมีแต่รูปเสือสักทีหน้าอกหลวงพี่บางรูปเท่านั้น ซึ่งไม่เคยปรากฏว่ามันกระโดดออกมาทำร้ายใครแม้แต่ครั้งเดียว ส่วนยุงตัวจริงเสียงจริงยังคงบินวนเวียนกัดดูดเลือดผู้คนในในบริเวณวัดตลอดเวลาทั้งกลางวันและกลางคืน

บิณฑบาตในเมืองกรุง

วัดในเมืองต่างจังหวัดทางภาคอีสาน พอถึงประมาณเวลา 5.30 น. สามเณรประจำหอระฆังจะตีระฆังให้สัญญาณบอกเวลาไปบิณฑบาต พระเณรจะไปรวมกันที่หน้าวัด จัดแถวโดยเรียงตามลำดับพรรษา พระอาจารย์ผู้มีพรรษาอาวุโสสูงสุดเดินนำหน้าตามด้วยพระอาวุโสรองลงมาตามลำดับจนถึงสามเณรบวชใหม่เป็นรูปสุดท้าย แต่บางวัดเมื่อถึงระดับสามเณรก็จะเรียงตามระดับไหล่เพื่อให้ดูสวยงาม รูปใดเตี้ยสุดให้เดินรั้งท้าย ซึ่งถ้าพระเณรมากแถวจะยาว เวลาเดินข้ามถนนต้องคอยระมัดระวังรถ และต้องพยายามเดินรักษาความถี่ห่างในแถวให้คงที่ ระยะทางเดินบิณฑบาตไปกลับประมาณ 3-4 ก.ม. ญาติโยมส่วนใหญ่ใส่ข้าวเหนียว มีข้าวจ้าวข้าวสวยปะปนมาบ้าง ญาติโยมบางส่วนที่ใส่บาตรแล้วนำกับข้าวไปส่งที่วัด  ส่วนวัดในกรุงเทพฯ ปล่อยเสรี วัดส่วนใหญ่ให้พระเณรไปบิณฑบาตเช้าหรือไปสายตามใจชอบ และไปรูปเดียวโดยมีลูกศิษย์วัดหิ้วกระป๋องสำหรับใส่กับข้าวตามหลัง เพราะญาติโยมมิได้นำกับข้าวไปส่งวัดเหมือนต่างจังหวัด แต่ทุกรูปต้องกลับให้ทันทำวัตรเช้าเวลา 08.00-08.30 น. ทำวัตรเช้าจบก็กลับไปฉันมื้อเช้ากับเพื่อน ๆ ที่กุฏิของตนเอง ข้าพเจ้าออกเดินบิณฑบาตเวลาประมาณตี 5 โดยมีลูกศิษย์วัดถือกระป๋องสำหรับใส่กับข่าวเดินตาม แต่หลวงตากุฏิข้าง ๆ ท่านออกเดินบิณฑบาตเวลาประมาณตี 3-4 เพราะญาติโยมลูกหลานของท่านอยู่ไกล เจ้าอาวาสให้คำแนะนำว่าไปบิณฑบาตเช้าห้ามฉันข้าวกลางทาง ต้องรอให้เป็นเวลาวันใหม่ตามพระวินัยก่อน วันใหม่ตามพระวินัยไม่ใช่หลังเที่ยงคืน แต่เป็นเวลาเช้าโพล้เพล้พอมองเป็นลายมือของตนเองหรือมองเห็นใบไม้เป็นใบชัดเจนก่อนจึงฉันอาหารได้ไม่ผิดพระวินัย ห้ามพระเณรใส่รองเท้าเดินบิณฑบาตโดยเด็ดขาด  แม้จะไม่ผิดพระวินัยแต่อาจทำให้ญาติโยมเสื่อมศรัทธาได้ ความจริงน่าจะพบกันครึ่งทาง เพราะโดยปกติพระเณรใส่รองเท้าเดินไปไหนมาไหนได้อยู่แล้ว น่าจะให้อนุญาตให้พระเณรที่เดินบิณฑบาตไกล ๆ ใส่รองเท้าเดินได้ พอถึงที่โยมใส่บาตรจึงค่อยถอดรองเท้าเป็นการให้เกียรติญาติโยมและเป็นการรักษาประเพณีครั้งพุทธกาลเอาไว้ เช่นพระเณรที่อยู่บนภูเขาในจังหวัดแม่ฮ่องสอนต้องขี่ม้ามาบิณฑบาตในหมู่บ้านเพราะหนทางไกลกันดาน เมื่อถึงหมู่บ้านจึงผูกม้าไว้แล้วเดินเท้าบิณฑบาต ขากลับต้องขี่ม้าเหมือนขามา เป็นภาพที่สวยงามชาวพุทธต่างอนุโมทนาด้วยทั่วกัน เคยมีคุณหมอท่านหนึ่งให้ความเห็นเรื่องพระเณรไม่ใส่รองเท้าเดินบิณฑบาตว่าเป็นสาเหตุทำให้พระเณรเป็นโรคพยาธิต่าง ๆ เช่นพยาธิตัวตืด ตัวกลม ตัวแบน เส้นด้าย สตรองจิรอยเป็นต้น เพราะไข่และตัวอ่อนของพยาธิที่ปนออกมากับอุจจาระของคนและสัตว์ต่างๆ มีอยู่มากมายตามพื้นดินจะชอนไชเข้าตามช่องนิ้วเท้าของคนหรือสัตว์ที่ไปเหยียบมันเข้า แต่ได้ถูกต่อต้านจากพระเถระชั้นผู้ใหญ่และชาวพุทธที่ไม่เคยสัมผัสกับความยากลำบากของพระเณรที่ต้องเดินบิณฑบาตตั้งแต่ตี 4 ว่าต้องเผชิญกับอะไรบ้าง บางครั้งเหยียบกองขี้เต็มตีนไม่รู้ว่าขี้คนหรือขี้หมา เหม็นผะอืดผะอมไปตลอดทาง กว่าจะถึงบ้านญาติโยมเพื่อขอเข้าห้องน้ำก็ไกลสุดกู่  บางครั้งเหยียบแก้วแตกขวดแตกถูกน๊อกคาถนน ต้องได้หามขึ้นรถตุ๊ก ๆ กลับวัด ถ้าจะรอจนสว่างเห็นลายมือหรือเห็นใบไม้ชัดเจนก่อนอย่างที่ท่านเจ้าอาวาสแนะนำ ก็ไม่ทันญาติโยมส่วนใหญ่ที่ต้องรีบใส่บาตรก่อนขึ้นรถเมล์ไปทำงาน ถ้าวันไหนไปบิณฑบาตสายก็ต้องอุ้มบาตรเปล่ากลับวัด  ทั้งหลายเหล่านี้คือปัญหาที่พระคุณเจ้าแต่ละวัดในกรุงเทพฯต้องเผชิญอยู่ทุกวันโดยยังไม่ได้รับการแก้ไข ถามว่าข้าพเจ้าเคยเจอกับปัญหาดังกล่าวนี้หรือไม่ ตอบว่าเคยเจอทั้งสองอย่างแต่ไม่บ่อยครั้งนัก

วัดโพธิ์

มีตำนานเล่าสืบต่อกันมาว่า หลังจากที่พระเจ้าแผ่นดินสร้างวัดโพธิ์กับวัดแจ้งเสร็จแล้ว ได้ทำพิธีขอยักษ์จากพระอิศวรมาอยู่เวรยามรักษาวัด พระอิศวรได้ส่งยักษ์ 2 ตน คือยักษ์แดง กับยักษ์เขียวมาเฝ้าวัดโพธิ์  และส่งยักษ์เขียวกับยักษ์ขาวไปเฝ้าวัดแจ้งหรือวัดอรุณฯซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรง ข้ามวัดโพธิ์  ยักษ์ทั้ง 4 ตนเป็นเพื่อนรักกัน มักจะว่ายข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามาเล่นหมากรุกด้วยกันเสมอ วันหนึ่งยักษ์วัดแจ้งชวนเพื่อนว่ายข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามาเล่นหมากรุกพนันกับ ยักษ์วัดโพธิ์ ใครแพ้จ่ายค่าเหล้า ใครชนะจ่ายค่ากับแกล้ม ทั้งสองฝ่ายผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ หมดเหล้าไปหลายไห หมดควายไปหลายตัวจึงทั้งอิ่มทั้งเมา กระดานสุดท้ายยักษ์วัดโพธิ์เล่นแพ้แต่ไม่มีเงินจ่ายค่าเหล้า ยักษ์วัดแจ้งไม่ยอมเพราะตั้งใจว่าจะเอาเหล้าไปฝากลูกน้องที่เฝ้าวัดแทน ทั้ง ๒ ฝ่ายต่างไม่ยอมกัน ยักษ์วัดแจ้งจะเอาเหล้าแต่ยักษ์วัดโพธิ์ขอเจ้งไม่ยอมจ่าย ยักษ์วัดแจ้งโมโหจึงเอากระบองมาไล่ตียักษ์วัดโพธิ์ ยักษ์วัดโพธิ์ก็ชักกระบองออกมาสู้ ทั้งสองฝ่ายสู้รบกันอย่างดุเดือด ฟาดกระบองแต่ละทีเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวต้นไม้ล้มระเนระนาด ทำให้ป่าไม้บริเวณท่าน้ำหน้าวัดโพธิ์หักโค่นเตียนโล่งเป็นหน้ากลอง ยักษ์วัดพระแก้วได้ยินเสียงยักษ์ตีกัน จึงถือกระบองรีบวิ่งมาห้าม ปราม  แต่ยักษ์ทั้งสองฝ่ายไม่ยอมเชื่อฟัง มิหนำซ้ำยังหันมารุมตียักษ์วัดพระแก้วจนสะบักสะบอม ยักษ์วัดพระแก้ววิ่งหนีล้มลุกคลุกคลานเอาตัวรอดมาได้  จึงรีบไปกราบทูลพระอิศวรให้ทรงทราบ พระอิศวรเหาะมาถึง สั่งลงโทษยักษ์ทั้งสองฝ่ายตามความผิดที่ก่อขึ้น  กล่าวคือสาปให้ยักษ์วัดโพธิ์ผู้เป็นต้นเหตุทะเลาะวิวาทให้เป็นยักษ์แคระสูง 1 ศอก แล้วสาปส่งอีกทีให้เป็นหินยืนเฝ้าหน้าพระอุโบสถ(ปัจจุบันทางวัดได้จัดให้ ยักษ์ทั้งสองยืนอยู่ในตู้กระจกซุ้มประตูทางเข้าพระมณฑป) และสาปให้ยักษ์วัดแจ้งเป็นหินลอยกลับไปยืนเฝ้าพระวิหารวัดแจ้งตามเดิม ส่วนบริเวณการสู้รบของยักษ์ทั้งสองฝ่ายชาวบ้านพากันเรียกว่า “ท่าเตียน” เรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้ ถามว่ายักษ์วัดแจ้งตีกับยักษ์วัดโพธิ์ใครเป็นฝ่ายชนะ ตอบว่า พระอิศวรเป็นฝ่ายชนะ

วัดโพธิ์หรือวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นวัดประจำรัชกาลที่ 1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างขึ้นหลังจากปีพุทธศักราช  2231  ในรัชกาลสมเด็จพระเพทราชาต่อกับรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช  มีเนื้อที่ทั้งหมด 50 ไร่ 38 ตารางวา ตั้งอยู่ด้านทิศใต้ของวัดพระแก้วหรือวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ข้าพเจ้าเดินทางไปเรียนภาษาอังกฤษและพิมพ์ดีดที่ศาลารายในเขตพุทธาวาสวัดโพธิ์เป็นประจำทุกวัน บริเวณเขตพุทธาวาสจะมีสิ่งปลูกสร้างที่ไม่มีพระเณรอยู่อาศัย เช่นโบสถ์ วิหาร พระพุทธรูปปางต่าง ๆ เจดีย์ของกษัตริย์ไทยหลายรัชกาล เจดีย์พระราชวงศ์รูปทรงต่าง ๆ ศาลาราย หอไตรสำหรับเป็นที่เก็บรวบรวมคัมภีร์แพทย์แผนโบราณ หอระฆัง รูปปั้น รูปแกะสลักหินยักษ์ไทย ยักษ์จีน สิงโตไทย สิงโตจีน กินรี เทวรูป ฤาษีดัดตน ศิวลึง เป็นต้น รวมทั้งเป็นโรงเรียนเปิดสอนวิชาความรู้ด้านต่าง ๆ เช่นภาษาอังกฤษ ภาษาจีน พิมพ์ดีด แพทย์แผนโบราณ หมอนวด หมอดู สมาคมฝึกพูด เป็นต้น นับเป็นพระปรีชาสามารถของพระมหากษัตริย์ไทยในสมัยนั้นที่ได้สร้างพุทธสถานแห่งนี้ไว้ให้พสกนิกรชาวไทยได้ศึกษาหาความรู้  แม้ข้าพเจ้าอยากจะทดลองคุยกับชาวต่างประเทศที่มาท่องเที่ยวซึ่งกำลังเดินชมพุทธสถานกันขวักไขว่ แต่มิกล้า เพราะมีข้อห้ามมิให้พระเณรเป็นมัคคุเทศก์โดยเด็ดขาด ด้วยเกรงว่าพระเณรจะไปขอเงินพวกเขา ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงพระพุทธศาสนา แต่มักจะมีพระเณรจากที่อื่นซึ่งอาจไม่เห็นประกาศของทางวัดละเมิดบ่อย ๆ จึงถูกทางวัดเรียกไปตักเตือนเป็นประจำ พระเณรรูปใดถูกตักเตือนถึงสามครั้งแล้วยังกลับมากระทำผิดซ้ำอีกทางวัดจะจับสึก ข้าพเจ้าได้ความรู้จากวัดโพธิ์สี่อย่างคือภาษาอังกฤษ  พิมพ์ดีด ฝึกเป็นนักพูด และประสบการณ์ชีวิตอื่นๆ ที่ประเมินค่ามิได้

 

17 thoughts on “เกี่ยวกับพ่อครู 1

  1. ผมสนใจผลงานท่านอาจารย์มาก มีโอกาสอยากไปสนทนาเพื่อเพิ่มพูนสติปัญญาให้กับตัวเอง ขอที่อยู่หรือเบอร์โทรของท่านด้วย จักเป็นพระคุณยิ่ง

    • ขอบคุณครับที่สนใจข้อเขียนของผม ความจริงผมไม่ได้มีความรู้มากมายอะไรหรอกครับ เพียงแต่ผมมีความกล้าบ้า ๆ บอ ๆ เขียนหนังสือขายก็เคยทำ แต่สุดท้ายต้องไล่แจกเสียกว่าครึ่ง
      ที่อยู่ บ้านเลขที่ 347 ซอย 19 ถนนศรีวิภัค หมู่ที่ 2 ต.เจริญศิลป์ อ.เจริญศิลป์ จ.สกลนคร 47290
      โทร. 084 5141566

  2. ผมเป็นครูและเป็นนักจัดรายการวิทยุแนวอนุรักษ์อีสาน มีผญา มีหมอลำ ปนกันไป แฟนรายการผมอยู่บ้านด่านโนนกุงแนะนำเวปไซต์นี้ เลยเข้ามาดู ขอชมคุณพ่อ เยี่ยมมากๆครับ ผมเคยมีหนังสือของคุณพ่อด้วยครับ ผมขออนุญาตนำ ผญา ของคุณพ่อไปใช้ในรายการวิทยุด้วยนะครับ (ค่ายพระยอดเมืองขวาง นครพนม)

  3. อาวคำผล ครับ ขอต้อนรับอาวคำผล คุณครูนักจัดรายการวิทยุค่ายพระยอดเมืองขวาง นครพนมด้วยความยินดียิ่งครับ พ่อรู้สึกดีใจมากที่อาวคำผลสนใจงานเขียนของพ่อ จึงอนุญาตด้วยความยินดีเป็นอย่างยิ่ง พ่อขอเอาใจช่วยและอวยพรให้อาวคำผลประสบความสำเร็จดังที่ปรารถนาทุกประการ ….พ่อครู

  4. ขอบคุณครับพ่อ ตอนนี้ผมกำลังจัดรายการอยู่ ผมคุยเรื่องพ่อด้วยครับเด๋ยวมาคุยใหม่ครับ

  5. ขอชื่นชมคุณพ่อครูวิทิต ไชยวงศ์คตด้วยคนนะคะ คุณพ่อเป็นคนเก่งมากๆเลยค่ะ จนบางครั้งหนูเองแทบอายคุณพ่อค่ะ มิน่าล่ะคะ ลูกชายคุณพ่อถึงเก่ง (มากๆด้วยค่ะ) เพราะมีคุณพ่อที่เก่งอย่างนี้นี่ค่ะ …ขอเป็นลูกสาวคุณพ่อสักคนนะคะ

  6. krujukjun ครับ เจ้าลูกชายเห็นพ่อว่างท้ังวันเลยหางานให้ทำเผื่อจะได้ไม่เหงา สมัครเป็นลูกสาวพ่อแล้วให้เป็นเลย

  7. ได้เข้ามาแวะเวบไซด์นี้ด้วยปรารถนาอยากมีคำผญาอวยพรดีๆ สักบท ขอเป็นกำลังใจกับคุญพ่อวิทิตนะครับ ภูมิปัญญาท้องถิ่นต้อง Go Inter แบบนี้ ทันยุคทันสมัยทัยโลกทันเหตุการณ์ เด็ดและเยาวชนรุ่นหลังๆ เขาจะได้เรียนรู้มูลมังของเก่าที่ดีงาม

  8. คุณวิชชากร ครับ
    ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมชมครับ มีผู้แวะเข้ามาเยี่ยมชมให้กำลังใจ ทำให้ไฟในใจที่กำลังมอดไปตามกาลเวลาลุกโชนขึ้นมาอีกครั้งครับ จะพยายามเขียนให้ได้ยิ้มหัวเราะ ร้องไห้ และฮาทุกวันครับ

  9. เรียน พ่อครูครับ

    ชื่นชมพ่อครูครับ ฝากตัวเป็นศิษย์สักคนนะครับ
    ผมอยู่ สสจ.กาฬสินธุ์ครับ ชอบและชื่นชมผลงานพ่อมาก

    • รู้สึกดีใจมากที่ชื่นชอบผลงานการเขียนของพ่อ สมัยที่พ่อครูบวชป็นพระที่วัดมักกะสัน กรุงเทพมหานคร เคยมีลูกศิษย์วัดก้นกุฏิชื่อศักดิ์สิทธิ์ ศรีกาฬสินธุ์ เรียนจบ ป.ตรี พละศึกษา แล้วไปเป็นอาจารย์สอนที่โรงเรียนวชิรธรรมสาธิต บางนา ตอนที่พ่อครูสึกจากพระใหม่ ๆได้พาพ่อครูไปฝากเป็นครูสอนอยู่ด้วยกัน พ่อครูสอนวิชาภาษาอังกฤษ ชีวิตช่วงนั้นสนุกสุด ๆ ท่านเสียชีวิตแล้วขณะบวชเป็นพระนำผ้าป่าไปทอดถวายที่วัดทางภาคใต้ คิดถึงลูกศิษย์คนนี้เสมอ รู้สึกดีใจมากที่ได้ลูกศิษย์เป็นคนกาฬสินธุ์อีก

  10. คิมได้เข้ามาเยี่ยมเว็ปของลุง ชอบวิถีชีวิตของลุงสมัยเด็กมากเหมือนกับที่ย่าทุมเคยเล่าให้ฟัง

  11. ลุงเขียนลงเว็ปทุกวัน เรื่องนั้นบ้างนี้บ้างเพิ่มเติมขึ้นเรื่อย บางครั้งก็แก้ไขใหม่ บางครั้งเขียนเรื่องใหม่ มีเรื่องสนุกเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ ติดตามลุงอย่าให้คลาดสายตาเชียวนา

  12. ได้ทราบวิถีชีวิต และทราบความเป็นอยู่ย้อนไป 60 ปีคืนหลัง “อีสานบ้านเฮา” ชอบมากครับ…

Comments are closed.