หนังสือที่ระลึกงานฌาปนกิจศพ

งานฌาปนกิจศพ

พระอาจารย์หนูสิน  ฉันทะสีโล (ศรีมงคล)

เจ้าอาวาสวัดป่าวังน้ำเย็น  บ้านวังน้ำเย็น 

ตำบลธาตุ

อำเภอวานรนิวาส  จังหวัดสกลนคร

อ.วิทิต  ไชยวงศ์คต

www porkru.com

ผู้เรียบเรียง

คำแถลงการณ์

พระครูวีรธรรมสุนทร

เจ้าอาวาสวัดศิริราษฎร์วัฒนา  อำเภอเจริญศิลป์  จังหวัดสกลนคร

            เมื่อวันที่  ๑๙  กุมภาพันธ์  ๒๕๖๒  ตรงกับขึ้น  ๑๕  ค่ำ  เดือน  ๓  วันมาฆบูชา  หลังจากลงอุโบสถเสร็จแล้ว  เวลาประมาณบ่ายโมงครึ่ง ( ๑๓.๓๐ น.) ได้ชวนคณะสงฆ์และญาติโยมที่มาถือศีลปฏิบัติธรรมในวันมฆบูชาที่วัดศิริราษฎร์วัฒนาไปเยี่ยมหลวงพ่อหนูสิน  ฉนฺทสีโล ที่ไปด้วยก็มีพระชยกร  อนุตตโร (ปู่เอ)  และญาติโยม รวม ๑๔  คน  เดินทางไปกราบเยี่ยมอาการอาพาธ   หลวงพ่อหนูสิน  ฉนฺทสีโล  ที่วัดป่าวังน้ำเย็น  ปรากฏว่า  หลวงพ่อซูบผอมลงมาก  มีอาการอ่อนเพลียมากจนเห็นได้ชัด  แต่ก็ฉันข้าวได้บ้าง  เดินไปไหนมาไหนได้  เข้าห้องน้ำเองได้  พูดคุยสนทนาได้  หลังจากพูดคุยเสวนากันสักพัก  ก็ได้กราบนิมนต์หลวงพ่อไปจำวัดที่วัดศิริราษฎร์วัฒนา   เพื่อจะสะดวกต่อการไปตรวจรักษาอาการอาพาธ  เพราะอยู่ใกล้โรงพยาบาล   หลวงพ่อท่านบอกว่า  “เราไม่ไป  เราจะอยู่ที่นี่  ไม่เป็นไร  ถ้าจะตายก็ตายที่นี่แหละ  ถ้าหากเราตายแล้วจึงค่อยเอาศพเราไปตั้งบำเบ็ญกุศลที่วัดศิริราษฎร์วัฒนาและเผาที่นั่น “  เมื่อหลวงพ่อบอกเช่นนั้น ก็เลยพูดคุยถามท่านต่ออีกว่า (คุยกันปกติ ไม่เครียด)  แล้วจะให้ทำเมรุฌาปนกิจศพตรงไหนดีครับ  หลวงพ่อก็บอกว่า  “เอาใกล้ๆติดกับเจดีย์หลวงพ่อคำแหงนั่น”  จึงกราบเรียนหลวงพ่อไปอีกว่า  เอาบริเวณหน้าโบสถ์ดีไหมครับ  เพราะว่าได้ปรับพื้นที่โล่งเตียนไว้อยู่แล้ว  ท่านก็บอกอีกว่า “ตรงนั้นมันตรงหน้าโบสถ์ไม่ดี  เอาข้างๆเจดีย์หลวงพ่อคำแหงพระพี่ชายของเราจะดีกว่า” ก็มีญาติโยมขอโอกาสพูดขึ้นมาว่า พระครูทำไมถึงพูดตรงแบบนั้น  จึงได้บอกกับญาติโยมไป ว่า พระป่าธรรมยุตก็พูดกันตรงๆแบบนี้แหละ  เพราะเข้าใจเรื่องการพิจารณาความตายเป็นปกติดีอยู่แล้ว ไม่เป็นไร  อีกอย่างในใจอาตมาซึ่งเป็นพระลูกพระหลานก็เลยถือวิสาสะถามหลวงพ่อตรงๆแบบนั้น  ท่านก็ไม่ได้ว่าไม่ได้โกรธอะไร   เรื่องราวที่หลวงพ่อได้พูดคุยและฝากไว้นี้ ญาติโยมที่ร่วมอยู่ในวงสนทนาทั้งหมดก็ประมาณ  ๒๒  คน (จากวัดศิริราษฎร์ ๑๔ คน จากสว่างแดนดิน ๘ คน ซึ่งนั่งอยู่กับหลวง ก่อนที่คณะเราจะไปถึงแล้ว) ทุกคนได้ยินเหมือนกันทุกคน

          ดังนั้นอาตมารวมทั้งญาติโยม  ญาติธรรมพร้อมทั้งศิษยานุศิษย์หลวงพ่อหนูสิน  ฉนฺทสีโล  จึงได้ถือเอาคำพูดของท่านเป็นคำสั่งสุดท้ายและเราทุกคนควรน้อมนำเอามาปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของหลวงพ่อให้ดีที่สุด  จนสุดความสามรถต่อไป

                พระครูวีรธรรมสุนทร

                                               เจ้าอาวาสวัดศิริราษฎร์วัฒนา

………………………………………………………………………………………………………………………………………………

คำนำ

พระพุทธเจ้าตรัสว่า เกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ทุกคนที่ต้องประสบ  ไม่มีใครหนีพ้นความตายได้  ข้าพเจ้าเป็นมนุษย์เช่นเดียวกับคนอื่น ๆ จึงต้องประสบชะตากรรมนี้เช่นเดียวกัน  คุณหมอตรวจร่างกายข้าพเจ้าแล้ววินิจฉัยว่าขณะนี้โรคมะเร็งได้กระจายไปทั่วร่างกายแล้ว  และข้าพเจ้าเองก็ได้สำรวจดูร่างกายตนเองเช่นเดียวกัน  พบว่าร่างกายที่ตนเองอาศัยอยู่นี้กำลังชำรุดทรุดโทรมเหมือนบ้านเก่าที่ปลวกรุมแทะเกือบทั้งหลังรอการซ่อมแซม  แต่คงพอซ่อมได้เพียงแค่ใช้ไม้ค้ำยันไว้มิให้บ้านล้มลงมาเร็วเกินไปเท่านั้น  ซึ่งอีกไม่นานบ้านหลังนี้ก็คงต้องพังครืนลงมาทั้งหลังอย่างแน่นอน

ขณะที่เขียนคำนำนี้ โรคสี่สหายคือ  ความดัน หัวใจ  มะเร็งและต่อมลูกหมากโต กำลังรุมกินโต๊ะร่างกายของข้าพเจ้าอย่างหนัก  ทำให้ร่างกายของข้าพเจ้าซูบผอม อ่อนแรงจนต้องนั่งรถเข็น เป็นไข้ หูตึง ท้องอืด ท้องร่วง ปัสสาวะบ่อยเป็นต้น  ข้าพเจ้าคิดว่าร่างกายที่ข้าพเจ้าอาศัยอยู่นี้ใกล้จะแตกดับแล้ว  จะมีวันพรุ่งนี้สำหรับข้าพเจ้าหรือไม่ก็ไม่รู้

เพื่อความไม่ประมาทข้าพเจ้าได้เขียนเล่าประวัติตัวเองไว้นานแล้ว  โดยเขียนไว้ในสมุดสามเล่ม  และได้มอบหมายให้คุณโยม ผอ.วิทิต  ไชยวงศ์คต นำไปช่วยขัดเกลาเขียนให้อ่านเข้าใจงายยิ่งขึ้น  หวังว่าจะได้เห็นรูปเล่มและได้อ่านก่อนตาย  ถ้ายังไม่ตายจะตั้งชื่อหนังสือเล่มนี้ว่า  หนังสือที่ระลึกก่อนมรณภาพ  แต่โอกาสที่จะเป็นไปได้ดูริบหรี่  เพราะความตายกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ทุกขณะ

พระหนูสิน  ฉันทะสีโล (ศรีมงคล)

เจ้าอาวาสวัดป่าวังน้ำเย็น

19  กุมภาพันธ์  2562

ชีวประวัติของข้าพเจ้า

ข้าพเจ้าชื่อ หนูสิน  นามสกุล ศรีมงคล  เกิดเมื่อวันที่  15  เมษายน  พ.ศ.  2490   ตรงกับวันอังคาร  แรม  10  ค่ำเดือน 5  ปีกุน  บิดาชื่อ เปรี่ยม  ศรีมงคล  มารดาชื่อ ปุ่น  ศรีมงคล(สกุลเดิม คุณมี)  มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน  12  คนดังนี้

  1.  เสียชีวิตตั้งแต่แรกกิด
  2. เสียชีวิตตั้งแต่แรกกิด
  3. พระครูสิริธรรมโกศล (พระอาจารย์คำแหง  ชิตะมาโร) อดีตเจ้าอาวาสวัดศิริราษฎร์วัฒนา บ้านเจริญศิลป์ มรณภาพแล้ว
  4. นางสมจิต  ทองฟูมเดือน  เสียชีวิตแล้ว
  5. นางสำอาง  ศรีมงคล  มีครอบครัว ประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่บ้านเจริญศิลป์ 
  6. พระอาจารย์หนูสิน  ฉันทะสีโล  (ศรีมงคล) เจ้าอาวาสวัดวังน้ำเย็น บ้านวังน้ำเย็น  เจ้าของประวัติ
  7. นางสุบิน  เดชภูมี(ศรีมงคล)  เสียชีวิตแล้ว
  8. นายถวิล  ศรีมงคล  ประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่บ้านเจริญศิลป์  ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลตำบลเจริญศิลป์ 2  สมัย
  9. ดาบตำรวจสมเด็จ  ศรีมงคล  เกษียณอายุราชการแล้ว  ปัจจุบันประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่อำเภอบึงกาฬ  จังหวัดบึงกาฬ

10.นายประเทศ  ศรีมงคล  เกษียณอายุราชการแล้ว  ปัจจุบันประกอบธุรกิจส่วนตัวที่กรุงเทพมหานคร

11.นายอำนวย  ศรีมงคล  ประกอบอาชีพนักการภารโรงที่โรงเรียนวัดธรรมมงคล  กรุงเทพมหานคร

12. นายบุญช่วย  ศรีมงคล ประกอบอาชีพเกษตรกรรม  ปัจจุบันได้รับเลือกตั้ง   เป็นผู้ใหญ่บ้านบ้านเจริญศิลป์หมู่ที่  12  ตำบลเจริญศิลป์  อำเภอเจริญศิลป์  จังหวัดสกลนคร

  1. ชีวิตในวัยเด็ก

คุณแม่เล่าว่า ข้าพเจ้าเป็นเด็กอ่อนแอ  เลี้ยงยาก สามวันดีสี่วันไข้ ที่สำคัญคือเป็นโรคลักปิดลักเปิด ทำให้เลือดไหลออกทางตา ทางหู ทางจมูก ทางไรฟันและมีจุดดำคล้ำขึ้นตามผิวหนัง คุณพ่อจึงไปตามหมอธรรมหรือหมอคาถาประจำหมู่บ้านมารักษา หมอวินิจฉัยว่าข้าพเจ้ากำลังมีเคราะห์ เป็นโรคแพ้ผู้หญิง  จึงทำพิธีสะเดาะเคราะห์ให้โดยให้พี่สาวและน้องสาวนำขันดอกไม้มากราบขอขมาข้าพเจ้า  แต่อาการก็ไม่ดีขึ้น คุณพ่อจึงไปตามหมอยากลางบ้านมารักษา  หมอวินิจฉัยว่า ข้าพเจ้าเป็นโรคประดง จึงจัดยาแก้ประดง อันประกอบด้วยเปลือกไม้ รากไม้และแก่นไม้มาให้ต้มกินแทนน้ำ  ทำให้มีอาการดีขึ้นบ้างเล็กน้อย

2. ชีวิตวัยเรียน

พ.ศ.  2496  เข้าเรียนชั้นเตรียมประถมศึกษา ที่โรงเรียนทุ่งมนสมานมิตร  บ้านทุ่งมน  ตำบลทุ่งแก  อำเภอสว่างแดนดิน(ปัจจุบันเป็นอำเภอเจริญศิลป์) ครูใหญ่ชื่อนายบัว  มหาจักร  และครูสอนประจำชั้นชื่อ นางจันทร์เพ็ญ  โพธิ์คำ  สภาพอาคารเรียนขณะนั้นเป็นศาลาวัดหรือหอแจก นักเรียนต้องใช้กระดานชนวนแทนสมุด  ใช้หินชนวนแทนดินสอ และใช้น้ำลายของใครของมันแทนยางลบ  ครูตรวจงานนักเรียนและให้คะแนนที่กระดานชนวน  เมื่อสอบเลื่อนชั้นได้แล้วต้องส่งต่อกระดานชนวนแผ่นนั้นให้น้องได้ใช้เรียนต่อ ๆ กันไปจนกว่ากระดานชนวนจะแตก ถึงขั้นใช้การไม่ได้หรือสูญหายอย่างไร้ร่องรอย

ในช่วงฤดูฝนการเดินทางไปโรงเรียนลำบากมาก  เพราะต้องเดินผ่านป่าไผ่ ลุยน้ำข้ามห้วยที่ไหลออกจากหนองทุ่งมนซึ่งมีฝูงปลิงเข็มนับพันตัวรอโจมตี แต่นักเรียนใจสู้ ไม่กลัวปลิง ปลิงกัดก็ดึงออก และพากันลุยน้ำข้ามห้วยไปโรงเรียนได้ทุกวัน 

พ.ศ.  2497  ข้าพเจ้าสอบได้ ป.เตรียมและได้เลื่อนชั้นไปเรียน ป.1 จึงส่งต่อกระดานชนวนให้น้องสาวสะพายไปโรงเรียนด้วยกัน ส่วนข้าพเจ้าได้ใช้สมุดดินสอเป็นครั้งแรก

พ.ศ.  2498  บ้านหัวทุ่งที่ข้าพเจ้าอาศัยอยู่ซึ่งเป็นบ้านฝากของบ้านทุ่งมนมีประชากรเพิ่มขึ้นจากการอพยพเข้ามาของผู้คนต่างถิ่น ทำให้มีครัวเรือนมากกว่า  150  หลังคาเรือน  เข้าหลักเกณฑ์การแยกหมู่บ้าน  ชาวบ้านหัวทุ่งโดยการนำของพ่ออุ้ย  คำภูแสน ได้ขอแยกมาตั้งหมู่บ้านใหม่ชื่อบ้านหัวทุ่งเหมือนเดิม โดยมีพ่ออุ้ย  คำภูแสน เป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรก  นายจรัส(อิน)  คำภูแสนได้เป็นผู้ใหญ่บ้านและกำนันตำบลทุ่งแกในสมัยต่อมา  ทางราชการได้แยกโรงเรียนมาตั้งใหม่ที่บ้านหัวทุ่งชื่อโรงเรียนทุ่งมนสมานมิตร เปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนบ้านเจริญศิลป์วิทยาในสมัยนายสมอก  เดชภูมี เป็นครูใหญ่  เปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนเจริญศิลป์วิทยา ในสมัยนายเริงศักดิ์  เพชรคำ เป็นอาจารย์ใหญ่ และสุดท้ายเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนอนุบาลเจริญศิลป์ในสมัยนายชัยรบ  ศรีทิน เป็นผู้อำนวยการโรงเรียน

พ.ศ.  2503  เรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่  7  ซึ่งเป็นรุ่นแรกของประเทศไทย ที่โรงเรียนแห่งนี้   มีเพื่อนที่เรียนจบด้วยกันเท่าที่จำได้คือ ผอ.ประพิศ  คำภูแสน,  ผอ.วิทยา  มหาจักร,  นายศรีไคร  ศิริหัตถ์,  นายอุดร  มาตรา,  นายสงคราม  โรคน้อย,  นางดำรงค์  ขันรักษา, นางประมวล  วงศ์ประทุม,  นางบัวลำ  คำชมพู,  คุณครูพิไลลักษณ์  ศรีทิน และนางกตัญญู ศรีวิภักดิ์  ฯลฯ

3. ชีวิตวัยรุ่น

พ.ศ. 2507  อายุครบ  17 ปี ได้ไปทำบัตรประชาชนเป็นครั้งแรกในชีวิต  หลังจากที่รัฐบาลออกกฎหมายบังคับให้ประชาชนไทยทุกคนต้องมีบัตรประจำตัวเมื่อปี พ.ศ.  2505   ข้าพเจ้าเป็นวัยรุ่นที่ชอบอยู่สงบเรียบง่ายไม่ไปเที่ยวชมงานมหรสพตามงานต่าง ๆ  จะอยู่เฝ้าบ้านให้พ่อแม่พี่น้องไปเที่ยวงานกัน  แต่มีประกันอย่างหนึ่งกับแม่ว่ามีค่าจ้างเฝ้าบ้าน ต้องซื้อขนมมาฝากทุกครั้ง แม่ก็ตกลงทำตามทุกครั้งที่ไปดูหนังกลางแปลง หนังขายยา หนังแจกข้าวอุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติที่ตายแล้ว

คำสาบาน

พี่สาย(สมจิต)แต่งงานกับนายจันทา  ทองฟูมเดือน  หลังแต่งงานแล้วได้ย้ายไปอยู่กับสามีที่บ้านหนองลาด  ตำบลมาย  อำเภอวานรนิวาส  จังหวัดสกลนคร  ใกล้ฤดูเก็บเกี่ยวข้าวในนาแล้ว  ข้าพเจ้าขนสัมภาระของพี่สาวใส่เกวียนเทียมควายไปส่งให้พี่สาวที่บ้านหนองลาด  ออกเดินทางตีสาม เดือนหงาย ไปสว่างที่บ้านโสกขี้นาก  ผ่านบ้านเหล่า หนองแวง หนองหมัด หนองกว่าง ปอแดง บ้านดู่ บ้านจาน บ้านหนองทุ่มท่ากระดัน  ข้ามห้วยสายบาตร และเข้าสู่หมู่บ้านหนองลาด มีหยุดพักให้ควายกินน้ำกินหญ้าระหว่างทางบ้างตามสมควร ถึงบ้านพี่สาวพี่เขยเวลา 5  โมงเย็น รวมเวลาเดินทาง  14  ชั่วโมง   ข้าพเจ้าอยู่ช่วยพี่เขยตัดไม้มาทำเสาเรือน เลื่อยไม้กระดานพื้น และสร้างบ้านจนเสร็จ เป็นบ้านสองห้องนอน มีระเบียงด้านหน้า  แล้วเดินทางกลับ  ปีต่อมาได้กลับไปช่วยถางป่าเพื่อใช้เป็นที่ทำกินอีก  10  กว่าไร่ 

ตอนนั้นข้าพเจ้าอายุได้  18  ปียังเป็นวัยรุ่นอยู่  ก็คิดไปตามประสาวัยรุ่น คิดอยากมีคนรัก อยากมีครอบครัว  จึงตัดสินใจไปแอ่วสาวสวยคนหนึ่งอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน อยู่บ้านใกล้กันกับบ้านพี่เขย หัวหน้าครอบครัวเป็นแม่หม้ายสามีตายนานแล้ว มีลูกสาวสามคน  คนโตแต่งงานมีสามีแล้ว  เธอเป็นลูกสาวคนกลาง ชื่อกัน  น้องสาวคนเล็กกำลังเรียนชั้น ป. 1  ครอบครัวนี้มีที่ไร่ที่นาหลายร้อยไร่  มีควาย  70  ตัว  มีวัว 80  ตัว  ข้าพเจ้าไปจีบเธอทุกคืน  จนเธอรับรัก และสัญญาที่จะแต่งงานด้วย คงเพราะมั่นใจในความดี และความขยันขันแข็งหนักเอาเบาสู้ของข้าพเจ้านั่นเอง  แต่หารู้ไม่ว่าข้าพเจ้าเป็นคนขาดคุณสมบัติที่สำคัญของการเป็นพ่อบ้านพ่อเรือนคือทำบาปไม่ขึ้นเช่น  ไปทอดแห วางเบ็ดวางข่ายวางอวนก็ไม่ได้ปลา  ออกป่าล่าเนื้อก็กลับบ้านมือเปล่า  หนึ่งเดียวที่หมานคือสอยมะละกอ

ขณะนวดข้าวในลานกับสาวกันในค่ำคืนหนึ่งซึ่งเป็นคืนเดือนหงาย เรากำลังนวดข้าวไปคุยกันไปอย่างสนุกสนานก็เกิดเหตุการณ์สุดระทึก  เพราะมีชายหนุ่มกลุ่มหนึ่งมากันห้าคน  พวกเขาพูดจาข่มขู่ข้าพเจ้าต่าง ๆ นานา แต่สาวกันปกป้องข้าพเจ้าไว้สุดชีวิต  ข้าพเจ้าได้แต่ก้มหน้านึกภาวนาขอให้คุณพระคุณเจ้าช่วยปกป้องคุ้มครองให้รอดปลอดภัย  แต่ก็คิดในใจว่าถ้าถูกรุมเราสู้จนขาดใจแน่นอน  สาวกันคงเห็นว่าเหตุการณ์ตรึงเครียดจึงชวนข้าพเจ้าขึ้นบ้าน  ตอนเช้าคนงานสาวกันมารายงานว่า  เจอคนมามากแล้ว  แต่คนนี้ไม่ธรรมดา  พวกเรา  5  คนพากันพูดจาเสียดสีมันต่าง ๆ นานา  แต่มันไม่สะทกสะท้านเลย   ข้าพเจ้าได้ฟังก็อดยิ้มให้กับตัวเองไม่ได้  เพราะพวกมันหารู้ไม่ว่า ข้าพเจ้ากลัวพวกมันจนหัวใจจะวาย

ข้าพเจ้าช่วยงานพี่สาวพี่เขยสร้างบ้านและถางป่าได้ประมาณ  10  ไร่เสร็จ  ก็เตรียมตัวกลับบ้านเจริญศิลป์  ค่ำคืนก่อนออกเดินทางกลับจึงไปบอกลาสาวกัน  เธอไม่อยากให้กลับ  ขอร้องให้อยู่ต่อ  เพราะเรื่องแต่งงานยังไม่ได้ตกลงกันในรายละเอียด  ข้าพเจ้าบอกว่า  มีความจำเป็นต้องบวชทดแทนคุณพ่อแม่ก่อน  เธออ้อนว่า แต่งงานก่อนแล้วค่อยบวชก็ยังไม่สาย  พอข้าพเจ้าคิดว่าจะทำตามที่เธอขอร้องเท่านั้นก็เหมือนมีผ้าอังสะไหมสีกรักลอยมาฟาดใบหน้าข้าพเจ้าอย่างแรงจนหน้าหงาย สาวกันที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ตกใจถามว่า  พี่เป็นอะไรหรือ  ข้าพเจ้าตอบว่า ไม่มีอะไรหรอก สาวกันยินยอมให้ข้าพเจ้าบวชครบพรรษาสามเดือนก่อน  ค่อยมาตกลงเรื่องแต่งงาน  เราสาบานกันว่าถ้าใครแต่งงานก่อนขอให้มีอันเป็นไป  ข้าพเจ้าถามเธอว่า  จะร่วมทำบุญกองบวชไหม  เธอรีบไปตัดเอาผ้าลายหมอนขิดที่เธอเพิ่งทอได้หนึ่งเมตรมาร่วมทำบุญด้วย   ข้าพเจ้าบอกว่าจะให้แม่นำผ้าผืนนี้ไปเย็บหมอนใส่กองบวชให้นะ  เธอยิ้มและพนมมือสาธุด้วย 

ข้าพเจ้าพับผ้าน้อยผืนนั้นใส่กระเป๋าเสื้อเดินลงจากบ้านสาวกันด้วยความดีใจ ขี่เกวียนเทียมควายเดินทางกลับทางเก่าเวลาเดิมถึงบ้านเจริญศิลป์ตอนค่ำของวันต่อมา  หลังจากทานข้าวมื้อค่ำแล้วก็เข้านอนด้วยความอ่อนเพลีย  ขณะกำลังหลับเพลิน ๆ ก็ต้องสะดุ้งตื่นเพราะได้ยินเสียงหมาเห่าและเสียงน้าชาย(พ่อเกิด  คุณมี)ตะโกนถามพี่สำอาง(พี่สาว)ว่า  บักหำมันอยู่ใส ?  พี่สาวตอบว่า มันเข้านอนแล้ว  พี่สาวถามกลับไปว่า  น้าบ่าวมีธุระหยังกับมัน  น้าบ่าวเกิดตอบว่า  เขามาขออีบุญธรรม  แขกเต็มเฮือนอยู่เดี๋ยวนี้ กูอยากถามมันว่า มันสิเอาอีบุญธรรมบ่  ถ้ามันเอากูสิได้บอกยกเลิกขันหมากเขา

ข้าพเจ้าตกใจแทบสิ้นสติ  เพราะเพิ่งรับคำสาบานกับสาวกันเมื่อคืนที่ผ่านมา  จึงได้แต่ประนมมือใส่หัวกล่าววิงวอนให้เทวดาช่วยดลบันดาลให้น้าบ่าวเกิดกลับใจลงเฮือนไปซะไว ๆ  ด้วยเทอญ  ได้ยินเสียงน้าบ่าวเกิดพูดขึ้นก่อนลงเรือนไปว่า กะซ่างดอกสะอาง คันซั้นกูสิไปรับขันหมากขะเจ้าก่อนเด้อ

สมัยข้าพเจ้ายังเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ น้าบ่าวเกิด  คุณมี เคยมาขอไปเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม  ข้าพเจ้าไปอยู่กับแกได้สองสามวันก็ร้องไห้ขอกลับเพราะคิดถึงพ่อแม่พี่น้อง  แต่สองสามวันที่อยู่กับน้าบ่าวเกิด  แกพาไปซื้อเสื้อผ้าและรองเท้าให้จึงนับว่ามีบุญคุณต่อข้าพเจ้าอยู่ไม่น้อย  ต่อมาน้าบ่าวเกิดไปขอเด็กหญิงอัมพร ลูกสาวแม่พา กับพ่อสาย  กาญจนกัณโห มาเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม เปลี่ยนชื่อและนาสกุลให้ใหม่เป็นเด็กหญิงบุญธรรม  คุณมี พอเด็กหญิงบุญธรรมโตเป็นสาวแล้ว  น้าบ่าวเกิดกับน้าสาวสิงห์สองผัวเมียก็พยายามจะให้เราแต่งงานกัน  แต่ทำไม่สำเร็จเพราะเราไม่ใช่เนื้อคู่กัน  ถึงอย่างไรก็ตามข้าพเจ้าก็ยังคิดถึงและสำนึกในพระคุณ ความหวังดีและน้ำใจไมตรีที่ทั้งสองท่านหยิบยื่นให้อย่างไม่มีวันลืมเลือน   

16  เมษายน พ.ศ.  2512  อายุครบ  22  ปี  ได้เข้าบรรพชาและอุปสมบทที่วัดศรีสว่างแดนดิน  อำเภอสว่างแดนดิน  จังหวัดสกลนคร ได้รับฉายาว่า  ฉันทะสีโล  แปลว่าผู้มีความพอใจในศีล  พระอุปัชฌาย์ชื่อ พระครูพุฒิวรคม (ยศ  ยะโสธะโร)  พระกรรมวาจาจารย์ชื่อ  พระอธิการคำไพ  ปัญญาวุทโฒ (สวดเดี่ยว) บวชแล้วสังกัดวัดศรีสว่างแดนดิน  มาพักอยู่วัดศิริราษฎร์วัฒนาได้  4  วัน พระอาจารย์คำแหง  ชิตะมาโร  พระพี่ชายพาข้าพเจ้าและพระสงบ  วรธัมโม(สงบ  หันจางสิทธิ์)  ไปฝากเรียนนักธรรม ที่วัดทุ่งสว่าง  อำเภอเมือง  จังหวัดหนองคาย โดยมีพระครูบริหารคณานุกิจซึ่งเป็นหลานชายของหลวงปู่กงมา  จิรปุญโญ เป็นเจ้าอาวาส   หลังบวชได้ไม่นานโรคภัยไข้เจ็บที่เป็นอยู่ก็หายเป็นปลิดทิ้ง

ถอนคำสาบาน

พ.ศ. 2512  สอบได้นักธรรมชั้นตรี ที่สำนักเรียนวัดทุ่งสว่าง  อำเภอเมือง  จังหวัดหนองคาย ตั้งใจว่าจะบวชอีกนาน  เกรงว่าคำสาบานที่มีระหว่างสีกากันกับข้าพเจ้าจะเป็นตัวถ่วงชีวิตคู่ของสีกากันจึงตัดสินใจเขียนจดหมายถอนคำสาบานพร้อมอวยพรให้เธอประสบความสำเร็จในการครองรักครองเรือนส่งถึงสีกากัน  บานหนองลาด

พ.ศ.  2513  สอบได้นักธรรมชั้นโท

พ.ศ.  2514  สอบได้นักธรรมชั้นเอกที่สำนักเรียนวัดคามวาสี  บ้านหนองดินดำ  ตำบลตาลโกน  อำเภอสว่างแดนดิน  จังหวัดสกลนคร

พ.ศ.  2515  กลับมาจำพรรษาที่วัดศิริราษฎร์วัฒนา  พระมหาบุญทัน  มหาวีโร(มูลสุวรรณ) วัดสัมพันธวงศ์ กทม. พาไปฝากเรียนกรรมฐานและเรียนการศึกษาผู้ใหญ่ทีวัดธรรมมงคล กทม.  ที่หลวงพ่อวิริยังค์  สิรินธะโร เป็นเจ้าอาวาส  แต่มีพระ-เณร มากทำให้รู้สึกอึดอัดจึงขอย้ายไปอยู่ที่ วัดหนองกร่าง  ตำบลทุ่งลูกนก  อำเภอกำแพงแสน  จังหวัดนครปฐม เพื่อเข้าเรียนที่วิทยาลัยสงฆ์กำแพงแสน  ปลายปี พ.ศ. 2515 ได้ย้ายกลับมาอยู่วัดธรรมมงคลเพื่อเรียนกรรมฐานกับหลวงพ่อวิริยังค์ และช่วยท่านทำยาสรรพโรคสำหรับแก้โรคหัวใจ  ในขณะเดียวกันก็ได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าคณะ  6  ทำหน้าที่ดูแลพระภิกษุบวชใหม่ที่มีระดับการศึกษาแตกต่างกันตั้งแต่ประถมศึกษาถึงปริญญาเอก ทำให้มีความรู้และประสบการณ์ด้านสังคมอย่างกว้างขวางทั้งจากหลวงพ่อวิริยังค์และพระภิกษุบวชใหม่ว่า แต่ละระดับการศึกษาว่านอนสอนง่ายและมีความรับผิดชอบแตกต่างกัน

กิจวัตรประจำวันสมัยที่อยู่กับหลวงพ่อวิริยังค์ คือ

1. เวลา  03.00 น. พระ- เณรทุกรูปไปรวมตัวกันนั่งสมาธิที่ศาลาการเปรียญชั้นบน

2. เวลา  05.00  น.  ทำวัตรเช้า

3. เวลา  06.00  น. ออกเดินบิณฑบาต

4. เวลา  08.00  น. ฉันภัตตาหารพร้อมกันที่ศาลการเปรียญชั้นล่าง

5. เวลา 15.00  น. พระ- เณรทุกรูปไปรวมตัวกันนั่งสมาธิที่ศาลาการเปรียญชั้นบน   

6. เวลา 17.00 น. ทำความสะอาด เช็ด ปัดกวาด ถู ศาลาการเปรียญและบริเวณวัด

7. เวลา  18.00  น. ทำวัตรเย็น  และรับฟังการอบรมจากหลวงพ่อวิริยังค์จนถึงเวลา 20.00  น.

สรุปคำสอนของหลวงพ่อวิริยังค์ในการอบรมพระ-เณร

  1. รักษาศีลของตนอย่างเคร่งครัด ระวังรักษาและสำรวมอินทรีย์คือกายวาจาให้เรียบร้อยเป็นที่น่าเลื่อมใสศรัทธาแก่ผู้พบเห็น
  2. ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนอย่างเต็มที่ และเต็มกำลังความสามารถ
  3.  ตั้งใจฝึกปฏิบัติสมาธิ อย่างเต็มที่ และเต็มกำลังความสามารถ
  4. ปฏิบัติตามกฎระเบียบของวัดอย่างเคร่งครัด

อานิสงส์ของการปฏิบัติตามคำสอนของหลวงพ่อวิริยังค์

ญาติโยมเกิดความเลื่อมใสศรัทธาพระเณรวัดธรรมมงคลมากขึ้น บางคนขับรถส่วนตัวจากที่ไกล ๆ เช่น เสาชิงช้า  หัวลำโพง   พาหุรัตน์  เพื่อมารอใส่บาตรพระ-เณรในเขตบางจาก สุขุมวิท ซึ่งเป็นเขตบิณฑบาตของพระ-เณรวัดธรรมมงคล ข้าพเจ้าลองเลียบเคียงถามดูว่า  แถวบ้านโยมอยู่ไม่มีพระเณรไปบิณฑบาตเลยหรือ  ทำไมจึงมาใส่บาตรไกลนัก  ได้รับคำตอบว่า พวกเขาศรัทธาในหลวงพ่อวิริยังค์และข้อวัตรปฏิบัติความมีระเบียบวินัยของพระ-เณรวัดธรรมมงคลมากกว่า  ถ้าเป็นวันเสาร์-อาทิตย์หรือไม่มีธุระที่อื่นญาติโยมเหล่านี้ จะไปวัดเพื่อนมัสการหลวงพ่อวิริยังค์ และถวายอาหารบิณฑบาตแก่พระ-เณรที่ศาลาวัดธรรมมงคลเสมอ บางครั้งมีญาติโยมมาไกลถึงต่างจังหวัดได้แก่จันทบุรี ระยอง สมุทรปราการเป็นต้น ขับรถยกขบวนกันมาถวายอาหารบิณฑบาตบ้าง บรรทุกผลไม้ต่าง ๆ เช่น เงาะ ทุเรียน ลองกอง มาถวายบ้าง  ตั้งโรงทานบ้าง เป็นต้น  พระเณรวัดธรรมมงคลอิ่มอ้วนไปตาม  ๆ  กัน

พระพุทธเจ้าตรัสว่า  สีเลนะ  โภคสัมปะทา  แปลว่า มีอยู่มีกินก็เพราะศีลนี้แล 

เห็นล่วงหน้า

เช้ามืดวันหนึ่ง ขณะข้าพเจ้านั่งทำวัตรเช้าอยู่ที่ศาลาการเปรียญวัดธรรมมงคล  จิตแว็บไปว่ากำลังเดินอุ้มบาตรออกไปรับบิณฑบาตที่หน้าประตูวัด  มีเด็กผู้หญิงแต่งชุดนักเรียนคนหนึ่งอายุประมาณชั้น ป. 5 ยืนรอใส่บาตรอยู่  ข้าพเจ้าเปิดฝาบาตรรับทานก็ตื่นจากภวังในขณะที่ปากยังท่องบททำวัตรเช้าอยู่เลย  คิดในใจว่า นี่กูคงหิวจนฝันหรือไร แต่ช่างมันเถอะ   ทำวัตรเช้าจบก็กลับกฏิ   แล้วออกเดินบิณฑบาตในซอยบ้านคุณโยมปิยะวรรณ  รับบาตรแล้วก็เดินกลับออกมาถึงหน้าบ้านอีกหลังหนึ่งซึ่งมีโต๊ะตั้งวางของใส่บาตรรออยู่  ปกติแล้วเจ้าของบ้านหลังนี้นานทีจึงใส่บาตร  สาวใช้นิมนต์ให้รอก่อนแล้วรีบเข้าไปในบ้านพาเด็กผู้หญิงคนที่ข้าพเจ้าเห็นในนิมิตขณะทำวัตรเช้าออกมาใส่บาตร   ข้าพเจ้าสะดุ้งเหมือนเห็นผี  นี่มันเป็นเรื่องจริงหรือฝันรอบสองกันแน่  เธอพูดขึ้นว่า  วันนี้เป็นวันเกิดของหนู  นั่งรอใส่บาตรตั้งแต่ตีห้า ง่วงมากเลยเผลอหลับไปจนพี่เขาไปปลุก  หลวงพี่อวยพรให้หนูด้วยค่ะ  ข้าพเจ้าเปิดฝาบาตรรับอาหารแล้วอวยพรให้เธอสุขสมหวังดังปรารถนาทุกประการ  แล้วก็เดินครุ่นคิดทบทวนเรื่องราวแต่หนหลังพบว่ามีเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นกับข้าพเจ้าหลายครั้งแล้ว  บางครั้งนิมิตเห็นชัดเจนถึงเสื้อผ้าที่สวมใส่และอาหารที่นำมาถวาย  บางคราวนิมิตเห็นหวยเห็นเบอร์ และทุกสิ่งก็เป็นจริงตามที่ปรากฏในนิมิตทุกประการ  แต่การนิมิตเห็นหวยเห็นเบอร์เป็นกิเลสมารมาทดลองความอยากที่ฝังแน่นอยู่ในจิตใต้สำนึกของเรา ล่อหลอกเราให้ติดอยู่ในบ่วงแห่งมารคือลาภสักการะและต้องตกเป็นทาสของมารตลอดไป 

พระพุทธเจ้าตรัสว่า  ผู้ที่กำหนดรู้ทุกข์ กำหนดละตัณหา ทำการดับทุกข์ให้แจ้งและเดินตามมรรคได้เท่านั้นจึงจะสามารถหลุดพ้นจากบ่วงแห่งมารได้  กล่าวคือได้บรรลุนิพพานนั่นเอง

        ข้าพเจ้าได้อยู่จำพรรษาที่วัดธรรมมงคลตั้งแต่ปี พ.ศ.2515 ถึง พ.ศ. 2529 เพื่อศึกษากรรมฐานจากหลวงพ่อวิริยังค์เป็นเวลานานถึง  14  ปี  หลังออกพรรษาทุกปีจะเข้าไปกราบลาหลวงพ่อวิริยังค์กลับบ้านที่สกลนครเพื่อสนทนาธรรม และขอคำชี้แนะข้อวัตรปฏิบัติจากหลวงปู่ตามวัดต่าง ๆ เช่น หลวงปู่เทสก์  เทสก์รังสี วัดหินหมากเป้ง หลวงปู่เหรียญ หลวงปู่พา  วัดป่าพระสถิต อำเภอศรีเชียงใหม่  จังหวัดหนองคาย เป็นต้น 

การภาวนาจิตให้เป็นสมาธิขณะเดินจงกรม

ข้าพเจ้ามีโอกาสได้มีโอกาสสนทนาธรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องการเดินธุดงค์ในงานวันเกิดหลวงพ่อวิริยังค์  กับหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ,  ท่านเจ้าคุณพระธรรมไตรโลกาจารย์  และพระอาจารย์จันทร์ดี  เขมะปัญโญ   การสนทนาเรื่องการเดินธุดงค์เต็มไปด้วยสาระที่น่าสนใจ  เพราะแต่ละท่านงัดเอาเรื่องสมาธิ ปัญญา มาสนทนากัน ท่านเจ้าคุณไตรโลกาจารย์ ถามพระอาจารย์จันทร์ดีว่า  ท่านภาวนาจิตให้เป็นสมาธิอย่างไร  ผมไม่ได้ออกธุดงค์  ท่านช่วยเล่าให้ฟังหน่อย พระอาจารย์จันทร์ดีเล่าว่า  ตอนกระผมบวชใหม่ เดินจงกรมสู้หลวงตาแก่ ๆ อายุ  60 ปีไม่ได้เลย เพราะหลวงตาแก่เดินจงกรมตั้งแต่ 1  ทุ่มถึง  6  ทุ่มทุกคืน  ส่วนกระผมเดินได้แค่คืนละไม่เกิน 3  ชั่วโมง  ต้องยอมแพ้ความเหนื่อย ได้แต่มองดูหลวงตาเดินกลับไปกลับมาบนทางจงกรมของท่านที่มีแสงเทียนส่องสว่างอยู่ด้วยความชื่นชม  มีอยู่คืนหนึ่งกระผมฮึดสู้ขึ้นมา คิดในใจว่าคืนนี้จะสู้ให้เต็มที่ ตายเป็นตาย  ถ้าหลวงปู่ไม่เลิกเดินจงกรมเราก็จะไม่เลิก  จึงเริ่มเดินจงกรม มือขวาวางทับมือซ้ายกุมไว้ระหว่างสะดือตรงสายประคตเอว ใช้สติกำกับจิตให้ตั้งมั่นและจดจ่ออยู่ที่การวางปลายเท้าลง กลางฝ่าเท้าค่อย ๆ วางลงถึงพื้นที่ส้นเท้า พร้อมกับยกส้นเท้าขึ้นถึงกลางเท้าและปลายเท้าเป็นลำดับสุดท้าย  และสลับกันไปเท้าซ้ายเท้าขวามีสติกำกับอยู่ตลอด  ไม่ขาดสติออกไปหาอารมณ์ข้างนอก นาน ๆ เข้ามีอาการปวดเท้า ปวดบั้นเอว ปวดแข้งปวดขา ปวดไปทั้งร่างกาย ขาปวดหนักยกขาแทบไม่ขึ้น  มีความรู้สึกว่า ขาตนเองใหญ่เท่าสูบตีเหล็ก  แต่ก็ไม่ขาดสติ  จิตอยู่กับพุทโธตลอด  เวลาผ่านไปถึง 6 ทุ่ม  ชำเลืองดูหลวงปู่ที่เดินจงกรมอยู่ก่อนหน้านี้เห็นเพียงความมืด  คิดในใจว่า นั่นแน่จะเก่งสักแค่ไหนเชียว  จึงหันมาตั้งสติเดินจงกรมต่อ  จิตเริ่มตั้งมั่นเบิกบานและดื่มด่ำในการเดิน อาการปวดต่าง ๆหายไป ตัวเบาขึ้นๆหวิว ๆ วิเวกวังเวง ตนตัวหนักแน่นขึ้น เบาขึ้นๆจนรู้สึกว่าไม่มีตัวตน  ขณะเดียวกันดวงไฟสีแดงก้อนหนึ่งก็ปรากฏขึ้น มันลอยกลับไปกลับมาอยู่บนทางจงกรม  พร้อมกับมีความรู้สึกว่ามีสิ่งหนึ่งแกว่งสลับกันไปมาเกิดเสียงน็อกแน็กๆ คู่กับดวงไฟนั้น  ดวงไฟลอยอยู่ระดับหน้าอก ส่วนสิ่งที่มีความรู้สึกว่าดังน็อกแน็ก ๆ  นั้น  จะอยู่ระดับเอวลงมา  เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย และเกิดปิติสุขอย่างมาก  และเริ่มมีความรู้สึกตัวอย่างบางเบา แล้วหยาบขึ้น ๆ จนรู้สึกตัวเป็นปกติและรู้ว่าตัวเองกำลังเดินจงกรมอยู่  พิจารณาโดยถ่องแท้แล้วจึงรู้ว่า  ดวงไฟหมายถึงดวงจิตของเรา  ส่วนสิ่งที่แกว่งสลับกันไปมาเกิดเสียงน็อกแน็ก ๆ คือเท้าทั้งสองของเราที่กำลังเดินจงกรมอยู่  และที่เล่ามาทั้งหมดนี้คือภาวนาจิตให้เป็นสมาธิขณะเดินจงกรมครับกระผม  ท่านเจ้าคุณไตรโลกาจารย์พูดขึ้นว่า  เออ ดีนะ แปลกดีนะ  น่าศรัทธา ดีใจกับท่านจันทร์ดีด้วยนะ

พระอาจารย์จันทร์ดีเล่าเรื่องการเดินธุดงค์ต่อ

          กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว กระผมเดินธุดงค์ขึ้นไปจังหวัดเชียงใหม่ ขณะเดินทางถึงจังหวัดเพชรบูรณ์เป็นเวลาค่ำแล้วจึงแวะเข้าขอพักนอนค้างคืนที่วัดแห่งหนึ่ง  ได้กราบเรียนท่านเจ้าอาวาสไปว่า  กระผมมาจากสกลนคร จะไปเชียงใหม่เพื่อคารวะพระอาจารย์เปลี่ยน  ปัญญาปะทีโป  ซึ่งเป็นพระไปจากบ้านโคกคอน  ตำบลโคกสี  อำเภอสว่างแดนดิน  จังหวัดสกลนคร  ตอนเช้าก็ออกเดินบิณฑบาตกับท่านเจ้าอาวาส  ก่อนจะฉันก็จัดแบ่งอาหารตามข้อวัตรปฏิบัติของพระวัดป่าทั่วไป  กระผมสังเกตเห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่นั่งอยู่ภายในศาลา คอยจ้องมองกระผมขณะนั่งฉันอย่างไม่ละสายตา หลังจากพวกเราฉันจังหันเช้าและล้างบาตรเสร็จแล้ว  เขาเข้ามากราบกระผมขอร้องให้ไปเยี่ยมคนป่วยที่บ้าน  ขอร้องให้ไปเดี๋ยวนั้นเลย  กระผมครองจีวรเสร็จก็สะพายย่ามเดินตามหลังเด็กหนุ่มคนนั้นไปจนถึงปากซอย   พบเด็กสาวสองคนยืนอยู่  เด็กหนุ่มพูดขึ้นว่า กระผมหมดหน้าที่แล้วขอกราบลาครับ แล้วก็เดินจากไป เด็กสาวทั้งสองยกมือไหว้เอ่ยปากนิมนต์ให้ข้าพเจ้าไปเยี่ยมคุณแม่ที่กำลังป่วยหนักที่บ้าน กระผมเดินตามเด็กสาวทั้งสองไปห่าง ๆ  อย่างกล้า ๆ กลัว ๆ เพราะไม่รู้ว่าข้างหน้ามีอะไร  เด็กสาวทั้งสองเดินถึงหน้าบ้านหลังหนึ่งก็หยุดและหันหน้ามายกมือไหว้นิมนต์กึ่งอ้อนวอนว่า  นิมนต์หลวงพี่ขึ้นไปบนบ้านค่ะ  ช่วยแม่หนูด้วยค่ะ แม่หนูป่วยมานานหลายปีแล้วค่ะ   พอกระผมขึ้นไปบนบ้านก็พบว่า เขาจัดอาสนะรองรับอยู่ มีโยมผู้หญิงวัยกลางคนนอนป่วยติดเสื่ออยู่กลางห้อง  เธอรีบยกมือไหว้ทันทีที่พบหน้า เธอพยายามจะลุกขึ้นนั่งแต่กระผมห้ามไว้  เธอพนมมือพูดขอร้องว่า ช่วยโยมด้วย ดิฉันฝันเห็นท่านก่อนหน้านี้ได้เดือนหนึ่งแล้ว  ในความฝันว่า อีกไม่นานจะมีพระธุดงค์ผ่านมาทางนี้ และมาพักที่วัดนี้  ท่านจะช่วยให้ดิฉันหายป่วยได้

          กระผมตกใจมากเพราะไม่เคยเจอเหตุการณ์ทำนองนี้มาก่อนเลยในชีวิต  ยาติดย่ามก็ไม่มี  จึงรีบปฏิเสธไปว่า  อาตมาคงช่วยเหลือโยมไม่ได้หรอก  เพราะอาตมาเพิ่งบวชใหม่ ท่องบทสวดมนต์ได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น  โยมผู้ชายที่มาเยี่ยมไข้ขอร้องว่า  มีก็ช่วยเถอะท่าน  จะปล่อยกันตายเลยหรือ  พูดจบก็สั่งให้เด็กสาวจัดหาขันใส่น้ำสะอาด ก้านมะยมสำหรับพรมน้ำมนต์ ดอกไม้และเทียนอย่างละห้าคู่พร้อมไม้ขีดไฟหนึ่งกล่องใส่จานมา  กระผมพยายามทำใจดีสู้เสือ คิดในใจว่าเป็นไงเป็นกัน  รับเครื่องบูชาแล้วก็ตั้ง นะโม สามจบ  ต่อด้วยบท สะระณะคม (พุทธัง  สะระณัง  คัจฉามิ ฯลฯ)   ตามด้วยบทสวดสรรเสริญพระรัตนะไตรย(อิติปิ โส ภะคะวา ฯลฯ)  สุดท้ายที่บทพุทธชะยันตี(พระพุทธเจ้าชนะมาร)พร้อมกับหยดน้ำตาเทียนลงบนน้ำในขัน  พอสวดจบก็รีบจุ่มเทียนลงน้ำเพื่อดับไฟตามที่เคยเห็นมา เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการทำน้ำมนต์แล้วก็ใช้ก้านมะยมจุ่มน้ำมนต์ประพรมให้คนป่วยทันที คนป่วยคงอยากหายไว ๆ จึงขอยกขันน้ำมนต์ไปพรมเองดื่มเองจนพอใจ  หลังจากนั้นกระผมก็ลาโยมกลับวัด

เช้าวันรุ่งขึ้นข้าพเจ้าออกเดินบิณฑบาตตามปกติ  เด็กสาวสองคนนั้นนำอาหารมาถวายและเล่าให้ฟังด้วยความดีใจว่า  คุณแม่ของพวกเธอหายป่วยแล้ว  ทำให้กระผมพลอยตื่นเต้นดีใจไปกับพวกเธอด้วย  อดคิดไม่ได้ว่า  นี่มันเรื่องจริงหรือโกหกกันแน่  กระผมกลายเป็นผู้วิเศษในสายตาของชาวบ้านโดยไม่ได้ตั้งใจ  เด็กสาวทั้งสองยังคงนำอาหารมาถวายผู้วิเศษที่วัดทุกวัน   ทำให้หัวใจของกระผมเริ่มหวั่นไหวไปกับความสาวความสวยความน่ารักของเธอทั้งสอง  ใจอยากพบอยากเห็น อยากคุยด้วยตลอดเวลา  กระผมรู้สึกกลัวใจตัวเองจะถลำลึกจนถอนตัวไม่ขึ้น จึงตัดสินใจหนีตอนกลางคืนโดยมิได้ล่ำลาใครเลย  เป้าหมายคือกราบคารวะและศึกษาทางไปนิพพานจากพระอาจารย์เปลี่ยนที่จังหวัดเชียงใหม่เท่านั้น   พวกเรานั่งฟังพระอาจารย์จันทร์ดีเล่าประสบการณ์เรื่องการเดินจงกรมนานมากจนเวลาล่วงเลยถึงตีสอง

เมื่อสมาธิลงสู่ความว่าง เราจะทำอะไรต่อไป

เมื่อครั้งจำพรรษาที่วัดธรรมมงคล กทม. วันหนึ่งหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ ได้แวะขึ้นไปเยี่ยมข้าพเจ้าถึงที่ในกุฏิ  ข้าพเจ้ารีบปูเสื่อสาดอาสนะให้ท่านนั่ง จัดหาน้ำมาถวายแล้วเรียนถามว่า ท่านมาเยี่ยมถึงในห้องมีกิจอันใดหรือ? ท่านบอกว่า คิดถึงอยากจะมาสนทนาธรรมด้วย  ข้าพเจ้าได้โอกาสจึงเรียนถามว่า   ท่านอาจารย์ครับเมื่อสมาธิลงสู่ความว่าง จะทำอะไรต่อไปครับ  หลวงปู่เหรียญหยุดคิดนิดหนึ่งแล้วตอบว่า  ให้มีสติกำหนดรู้อยู่กับความว่างนั้นให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้  ข้าพเจ้าเรียนถามต่อไปว่า  เมื่อกระผมนั่งสมาธิลงสู่ความว่างทีไรจิตมันจะเหาะเหินขึ้นไปบนฟ้า  ล่องลอยไปมาอยู่บนฟ้าเป็นเวลานาน  กว่าจะกำหนดจิตให้ลงมาอยู่ที่ร่างกายตามเดิมและถอนออกจากสมาธิได้ก็นานพอสมควร  สมาธิไม่ก้าวหน้าเลยครับ   หลวงปู่เหรียญอธิบายว่า  อย่าให้เป็นอย่างนั้นสิ  เราต้องมีมีสติรู้ทัน กำหนดรู้อยู่ที่ความว่างนั้นให้นานที่สุด  เมื่อครั้งที่ผมจำพรรษาอยู่ที่วัดผาชัน(อรัญญบรรพต)  ผม พระอาจารย์ด่าง  สุมโน และเพื่อนพระเณรในวัดทุกรูปเกิดอาพาธท้องเสียอย่างรุนแรง  ต้องต่อคิวกันเข้าส้วมบ้าง วิ่งเข้าส้วมป่าบ้าง  ยาแพทย์แผนไทยและยาแพทย์แผนปัจจุบันใช้ไม่ได้ผล  ทุกรูปหมดหวังนอนหมดเรี่ยวหมดแรงรอความตายบนกฏิบ้าง บนศาลาบ้าง   คิดในใจว่า คงต้องตายร่วมกับพระเณรที่วัดแห่งนี้จริง ๆ  ในนาทีนั้นฉุกคิดขึ้นมาว่า บางทีสมาธิอาจช่วยได้  จึงตัดสินใจสรงน้ำ นุ่งห่มจีวรชุดใหม่ ขึ้นนั่งบนอาสนะ นั่งสมาธิ ตั้งสติให้มั่น กำหนดลมหายใจเข้าออกอยู่ที่พุทโธ  ไม่นานนักจิตก็ลงสู่ความว่าง  และว่างอยู่อย่างนั้นนานตั้งแต่ตี 2 ถึง  8 โมงเช้าของวันใหม่  ได้ยินเสียงพระเณรกลับจากบิณฑบาตล้างเท้าเข้าศาลาจึงออกจากสมาธิ ลุกขึ้นยืน ขยับข้อมือข้อเท้า  เอามือคลำท้อง รู้สึกผ่อนคลายและสบายตัวขึ้น อาการปวดท้องและท้องเสียแต่เมื่อวานหายหมดแล้ว  สรุปว่า  การทำจิตให้เป็นสมาธิเตรียมตัวตายแต่โรคหายได้ด้วยธรรมโอสถ..และที่เล่ามาทั้งหมดเป็นการตอบโจทย์ว่า  เมื่อสมาธิลงสู่ความว่าง เราจะทำอะไรต่อไป

พระพุทธเจ้าตรัสว่า  จิตตัง  ทันตัง  สุขาวะหัง  แปลว่า จิตที่ฝึกฝนดีแล้วย่อมนำความสุขมาให้

5.  ชีวิตวัยทำงาน

พ.ศ.  2518 หลวงพ่อวิริยังค์ได้บอกบุญญาติโยมร่วมกันสร้างมหาเจดีย์ขึ้นที่วัดธรรมมงคลแห่งนี้  ข้าพเจ้าได้อยู่ช่วยงานท่านจนสร้างมหาเจดีย์เสร็จ

เป็นครูสอนปริยัติธรรมที่วัดธรรมมงคล

พ.ศ.  2521 -2526 ได้รับแต่งตั้งเป็นครูสอนปริยัติธรรมที่วัดธรรมมงคล ทำให้ได้สอนได้ถ่ายทอดวิชาความรู้เรื่องธรรมและวินัยแก่พระเณร  ขณะเดียวกันก็ได้ทบทวนทำความเข้าใจหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างจริงจัง  ปีนี้สอบเทียบวิชาชุดครู  พ.ก.ศ. ได้ 4  ชุด

เป็นครูสอนโรงเรียนอนุบาลที่วัดธรรมมงคล

พ.ศ.  2521-2526  หลวงพ่อวิริยังค์สงสารเด็กสลัมจำนวนมากที่ไม่มีใครดูแล ถูกปล่อยทิ้งไว้ให้หากินเอง  เพราะพ่อแม่มีความจำเป็นในการทำมาหาเลี้ยงชีพ ต้องไปทำงานตั้งแต่เช้า กว่าจะกลับถึงบ้านก็มืดค่ำ  หลวงพ่อซื้อที่ดินของชาวบ้านที่อยู่ข้างเจดีย์เพื่อสร้างโรงเรียนอนุบาล อาคารหลังแรกเป็นโรงเรือนศาลามุข ไม่เทพื้น ประกาศรับเด็กก่อนวัยเรียนเข้าเรียนฟรี อาหารกลางวันฟรี ฟรีหมดทุกอย่าง  ปีแรกมีเด็กมาเรียน  20  กว่าคน  อายุตั้งแต่  3 ปีถึง 14  ปี  มีแบบเรียน  1  ชุด  ไม่รู้หลวงพ่อไปหามาจากไหน ตำราเรียนไพเราะมาก  ครูสอนอนุบาลเด็กสลัมก่อนวัยเรียนคนแรกก็คือหลวงพ่อวิริยังค์  ท่านสอนนักเรียนได้  4  วันก็มาบอกข้าพเจ้าว่า  พระหนูสิน แกไปสอนแทนเราหน่อย  ข้าพเจ้าจำเป็นต้องตอบท่านไปว่า  ครับผม  เนื่องจากข้าพเจ้ามีความรู้ด้านการเป็นครูมาบ้างตอนที่อ่านหนังสือสอบวิชาชุดครู พก.ศ.  ก็ปรับสอนตามตำราเรียนที่ท่านจัดหาให้นั้นแหละ เริ่มสอนตั้งแต่สระ พยัญชนะ วรรณยุกต์ การผสมอักษร การผสมสระ การอ่านออกเสียงตัวควบตัวกล้ำ  และการสอนศีลธรรม บุญ บาป นรก สวรรค์ การเคารพบิดามารดาครูอาจารย์ พระภิกษุสามเณร ตาเถรยายชี ความกตัญญูกตเวทีเป็นต้น  โดยมีจุดมุ่งหมายให้ผู้เรียนเป็นคนดีและมีความสุขตามสมควรแก่อัตภาพ

กรรมตามทัน

ตอนเข้าสอนเด็กสลัมใหม่ ๆ แทบเป็นลม  เพราะเด็กส่วนใหญ่สกปรกมอมแมม กลิ่นตัวเหม็นสาบ ไม่อาบน้ำ ใส่เสื้อผ้าไม่ซักมาโรงเรียน เหมือนสมัยข้าพเจ้าเรียนอยู่ชั้น ป. 1 ป. 2  วันหนึ่งข้าพเจ้ากับเพื่อน ๆ แอบฉีกปลาร้าเหม็นกินกับมะขามอ่อนในห้องเรียน  แซบสุด ๆ  พอคุณครูพจนี  ภูละคร ซึ่งเป็นครูประจำชั้นเข้ามาในห้องเรียนต้องสะอึกวิ่งออกไปอ๊วกหน้าห้องแทบไม่ทัน  พอตั้งสติได้ก็ตีหน้ายักษ์เข้ามาในห้องออกคำสั่งให้พวกเราเอาปลาร้าไปโยนทิ้งให้หมด  ข้าพเจ้านึกตำหนิครูในใจว่า  โอ้ย กะมาเป็นผู้ดีตีนแดงแท้นอ  กูมาแซบสุดแซบแท้เด้  มโนกรรมคือกรรมทางใจที่คิดตำหนิครูตามสนองเราตอนมาบวชเป็นพระแล้วต้องมาสอนเด็กสลัมนี้แหละหนอ  ตอนเด็กส่งงานยิ่งหนักหนาสาหัส เพราะถูกเด็กเหม็นรุมล้อมทุกทิศทุกทาง  และเหม็นต่อตอนเด็กรุมล้อมมารับงานคืน  ต้องเอาโต๊ะมาตั้งเป็นรั้วล้อมตัวเองไว้เพื่อป้องกันเด็กผู้หญิงที่เข้าเรียนใหม่  เพราะพวกเธอยังไม่รู้จักพระเณรว่าถูกต้องตัวกันไม่ได้   จึงสอนเรื่องศีลของฆราวาส ศีลของพระเณร ตาเถรยายชี ห้ามเด็กผู้หญิงเข้าใกล้พระ และห้ามจับต้องตัวพระเพราะจะเป็นบาปเป็นกรรม

พ.ศ. 2527  ข้าพเจ้าเดินธุดงค์ไปปักกรดที่ภูก้อน  ชักชวนชาวบ้านบุกเบิกป่าสัมปทานป่าสงวนแห่งชาติ ปส. 20 โดยมีคุณนายปิยะวรรณ  วีรวรรณ เป็นเจ้าภาพใหญ่ สร้างสำนักสงฆ์ขึ้นชื่อสำนักสงฆ์ป่าภูก้อนเสร็จแล้วได้ขอและได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเป็นวัดที่สมบูรณ์ ชื่อวัดป่าภูก้อน  คณะสงฆ์ได้แต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดป่าภูก้อนเป็นรูปแรก  และต่อมาได้แต่งตั้งให้ข้าพเจ้าเป็นเจ้าคณะตำบลนายูง – น้ำโสม

พ.ศ.  2536  เนื่องจากข้าพเจ้าเข้ารับการผ่าตัดกระดูกสันหลังทับเส้นประสาททำให้สุขภาพไม่ดี จึงได้ลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสและเจ้าคณะตำบล  ธุดงค์ไปจำพรรษาที่วัดป่าภูเพาะ  บ้านโพนแพง  ตำบลกกปลาซิว  อำเภอภูพาน  จังหวัดสกลนคร  หลังรับการผ่าตัดได้  5  ปี สุขภาพของข้าพเจ้าได้กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง

พ.ศ.  2537  ข้าพเจ้ากลับมาเยี่ยมโยมแม่และญาติพี่น้องที่บ้านเจริญศิลป์ และได้รับนิมนต์ให้เข้าจำพรรษาที่วัดป่าวังน้ำเย็น  บ้านวังน้ำเย็น  ตำบลธาตุ  อำเภอวานรนิวาส  จังหวัดสกลนคร  เดิมทีบ้านวังน้ำเย็นเป็นหมู่บ้านฝากขึ้นกับบ้านหนองฮาง นายณรงค์  ไชยสาคร กับนายมี  ไต่ตาม ได้ร่วมกันเขียนฎีกาขอตั้งหมู่บ้านวังน้ำเย็นขึ้นและมอบหมายให้นางเวียงวัง  ไชยสาคร เป็นผู้ขอเข้าเฝ้าและถวายฎีกาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถเมื่อครั้งที่พระองค์เสด็จทรงงานที่ศูนย์ศิลปาชีพบ้านกุดนาขาม  ในปี พ.ศ. 2538  พระองค์ได้พระราชทานเงินจำนวน 1,000,000  บาท(หนึ่งล้านบาทถ้วน)ให้เป็นค่าจัดตั้งหมู่บ้านและค่าขยายเขตไฟฟ้าแรงสูงจากหมู่บ้านหนองฮางถึงหมู่บ้านวังน้ำเย็นไปสิ้นสุดที่บ้านนายณรงค์  ไชยสาคร  ต่อมานายมี  ไต่ตามได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ใหญ่บ้านบ้านวังน้ำเย็นเป็นคนแรก   

ข้าพเจ้าตั้งใจว่าจะอยู่ปฏิบัติธรรมและจำพรรษาที่วัดแห่งนี้ไปตลอดชีวิต เพราะวัดแห่งนี้เป็นที่สงบร่มเย็น ผู้คนไม่พลุกพล่าน อาหารบิณฑบาตสมบูรณ์ดีถูกกับธาตุขันธ์ เพราะเป็นอาหารแบบชาวบ้านดั้งเดิม ไม่เพิ่มไขมันเหมือนอาหารในเมือง เดินบิณฑบาตไม่ไกล ได้อาหารพอฉัน มีญาติโยมมาถวายจังหันทุกเช้า แม้จะมีญาติโยมหลายท่านปวารณาตัวว่า หลวงตาไม่ต้องไปบิณฑบาตก็ได้  โยมจะมาถวายจังหันให้ทุกวัน  ข้าพเจ้าได้แต่ขอบใจและบอกว่าต้องไปเพราะเป็นกิจของสงฆ์  ฝนตกก็ต้องไปเว้นไว้แต่เกิดพายุลมแรงหรือเจ็บป่วย อยู่ที่วัดนี้รู้สึกอบอุ่นเพราะได้อยู่ใกล้โยมแม่และโยมพี่โยมน้องบ้านเจริญศิลป์  และที่สำคัญคือได้อยู่ท่ามกลางญาติโยมบ้านวังน้ำเย็นซึ่งศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า ทำบุญตักบาตรทุกเช้า มาถวายจังหันที่วัดทุกวัน  จัดงบไว้จ่ายค่าอาหาร และค่าน้ำค่าไฟ ให้ทุกเดือน ช่วยเหลือดูแลความเป็นอยู่ทุกอย่าง  ประพฤติดีปฏิบัติชอบ อ่อนน้อมถ่อมตน และเป็นกัลยาณมิตรที่อบอุ่น

6.  ชีวิตวัยชรา

ขณะเขียนเรื่องนี้  ข้าพเจ้าอายุได้  72  ปีแล้ว  ญาติโยมต่างเรียกขานข้าพเจ้าว่า หลวงตา  ซึ่งก็เหมาะสมแล้วด้วยประการทั้งปวง เพราะข้าพเจ้าเป็นหลวงตาจริง ๆ   คนที่เกิดรุ่นราวคราวเดียวกันต่างล้มหายตายจากไปปีละคนสองคน  ยังหลงเหลืออยู่บ้างไม่มากนัก  บ้างก็แก่หงัก บ้างก็พิกลพิการ บางคนเดินไม่ได้ต้องนั่งรถเข็น บางคนเป็นคนไข้ติดเสื่อ บางคนเป็นคนไข้ติดเตียง ความเจ็บไข้หลั่งไหลเข้ามารุมเร้า โรคสามสหายทั้งเบาหวาน ความดัน โรคหัวใจเข้ามายึดครอง  ส่วนข้าพเจ้าเป็นโรคสี่สหายคือ โรคความดันสูง โรคหัวใจ โรคต่อมลูกหมากโตและโรคมะเร็งที่กระจายไปทั่วร่างกายแล้ว  คิดว่าคงต้องมรณภาพหรือตายภายในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ย่างแน่นอน  จึงเร่งบำเพ็ญเพียรทางใจทำสมาธิภาวนาเผื่อได้บรรลุธรรมขั้นสูงขึ้นก่อนที่จะจากโลกนี้ไป

คำสั่งเสีย

ข้าพเจ้าคงไม่มีโอกาสได้อยู่ร่วมงานฉลองศาลาการเปรียญที่กำลังก่อสร้างในวัดป่าวังน้ำเย็นแห่งนี้ เพราะร่างกายที่ข้าพเจ้าอาศัยอยู่นี้กำลังถูกโรคร้ายรุมทำลายจนทรุดโทรมอย่างหนัก  เปรียบเสมือนเรือรั่วที่น้ำไหลเข้าได้ครึ่งค่อนลำเรือแล้ว  คงอีกไม่นานก็จะจมลงสู่ก้นคลอง   ข้าพเจ้ารู้ตัวว่าคงต้องตายในอีกไม่กี่วันข้างหน้า  ไม่มีอะไรจะมอบให้เป็นการตอบแทนบุญคุณญาติโยมที่ทำบุญใส่บาตรและส่งจังหันที่วัดทุกเช้า ทำให้มีชีวิตยืนยาวอยู่บำเพ็ญธรรมจนถึงวันนี้ได้ นอกจากนำคำสอนของพระพุทธเจ้ามาเทศน์ถ่ายทอดให้ญาติโยมฟังทุกเช้า  และน้อมนำเอาปัจฉิมโอวาทหรือเทศน์ครั้งสุดท้ายของพระพุทธเจ้ามาฝากว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เมื่อเราปรินิพพานไปแล้ว  ธรรมและวินัยจะเป็นศาสดาแทนเรา  พวกเธอจงมีชีวิตอยู่ด้วยความไม่ประมาทเถิด

กราบขอบพระคุณเพื่อนสหธรรมิกผู้ร่วมอุดมการณ์ทางธรรมทุกท่านที่กรุณาเป็นเจ้าภาพจัดงานศพให้ ขอบใจญาติโยมที่มาร่วมงานศพของอาตมา ขอบใจที่เคยใส่บาตรทุกวัน ส่งจังหันทุกเช้า ทำให้ร่างกายอาตมามีพละกำลัง สามารถบำเพ็ญเพียรทางใจเพื่อให้หลุดพ้นตามรอยบาทพระศาสดาของชาวพุทธเรา 

ขอบใจคุณโยมอาจารย์วิทิต  ไชยวงศ์คต ที่ช่วยนำประวัติของอาตมาไปเรียบเรียงเขียนใหม่ให้สละสลวยอ่านเข้าใจง่าย

ขอบใจญาติโยมทุกท่านที่เสียสละกำลังกาย กำลังใจและกำลังทรัพย์เพื่อสมทบทุนก่อสร้างกุฏิจนเสร็จเรียบร้อยได้อยู่อาศัยบำเพ็ญธรรมอย่างสะดวกสบาย  และสมทบทุนก่อสร้างศาลาการเปรียญไว้บำเพ็ญธรรมที่วัดป่าวังน้ำเย็นแห่งนี้  แม้วันนี้จะยังไม่เสร็จแต่คิดว่ามันต้องเสร็จเข้าสักวัน  ขอฝากศาลาการเปรียญที่กำลังก่อสร้างไว้ให้ญาติโยมช่วยกันสร้างต่อให้เสร็จสมบูรณ์ด้วย  และขอฝากญาติโยมให้ช่วยอุปัฏฐากพระสงฆ์สามเณรที่จะมาอยู่เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนาที่วัดป่าวังน้ำเย็นแห่งนี้

อกุศลกรรมใดที่ข้าพเจ้าได้ล่วงเกินท่านทั้งหลาย ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี ทั้งต่อหน้าและลับหลังก็ดี ทั้งโดยเจตนาและไม่ได้เจตนาก็ดี  ขอท่านทั้งหลายได้โปรดอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้าทุกกรรมด้วยเทอญ

กุศลกรรมที่ดีงามอันใดที่ข้าพเจ้าได้กระทำไว้เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่  ขอได้โปรดดลบันดาลให้เพื่อนสหธรรมิกทุกท่านและญาติโยมทุกคนจงเป็นผู้มีส่วนได้ผลแห่งกรรมดีนั้นทุกท่านทุกคนเทอญ

ขอเอาใจช่วยและอวยพรให้เพื่อนสหธรรมิกทุกท่านจงประสบความสำเร็จในการบรรลุธรรมขั้นสูงยิ่ง ๆ ขึ้นไปจนถึงพระอรหันต์  และมีชีวิตอยู่เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ญาติโยมทั้งหลาย

ขออวยพรให้ญาติโยมทุกท่านจงประสบแต่ความสุขความเจริญด้วยพรชัยทั้งสี่ประการคือ มีอายุยืนยาว มีผิวพรรณผุดผ่องสดใสสวยงาม มีความสุข มีกำลังกายกำลังใจในการทำงานและประกอบคุณงามความดี  มีทรัพย์สินเงินทองเพิ่มขึ้นทุกคืนวัน และตั้งมั่นอยู่ในพระบวรพุทธศาสนาตลอดไปเทอญ

ลาก่อนเพื่อนสหธรรมิกและญาติโยมทุกท่าน

 พระหนูสิน  ฉันทะสีโล (ศรีมงคล)

เจ้าอาวาสวัดป่าวังน้ำเย็น

19  กุมภาพันธ์  2562

………………………………………………………………………………..

อาลัยหลวงตา

ทุกครั้งที่ไปจังหันวัดป่าวังน้ำเย็น จะได้ฟังธรรมะจากหลวงตาเป็นประจำรู้สึกเป็นบุญปลื้มๆในจิตใจ หลวงตาท่านบอกว่าเราชาวพุทธให้หมั่นทำบุญ รักษาศีล เจริญภาวนา ให้รักษาศีล5 ให้สวดมนต์ภาวนาก่อนนอนทุกคืน และหลวงตาจะเน้นเรื่องความสะอาด ครั้งหนึ่งท่านบอกว่าควรล้างมือให้สะอาดก่อนหยิบอาหารใส่บาตร ภาชนะเครื่องใช้สำหรับใส่อาหาร ต้องล้าง เช็ดให้สะอาด โดยเฉพาะผ้าเช็ดถ้วยชามต้องซักให้สะอาดทุกครั้ง “สงสารผู้บริโภคบ้าง” หลวงตาหัวเราะ

ช่วงที่หลวงตาไม่สบาย รู้สึกเป็นห่วงเกรงว่าจะไม่มีใครไปนอนเป็นเพื่อน ก็เลยโทรถามว่า หลวงตาวันนี้ใครมานอนเป็นเพื่อนเจ้าค่ะ หลวงตาตอบว่าหลวงตานอนคนเดียวตลอดชีวิต ได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ

ขอน้อมกราบหลวงตาสู่นิพพาน สาธุ สาธุ สาธุ เจ้าค่ะ

                                             ด้วยความอาลัยยิ่ง

ครูเพ็ญศิลป์ ไชยวงศ์คต

บ้านเจริญศิลป์หมู่ที่  2

…………………………………………………………………………………..

อาลัยหลวงตา

หลวงตาเป็นศูนย์รวมญาติพี่น้องสกุลต่างๆ ให้คงความสัมพันธ์ที่ดี ให้มีความสามัคคีกัน ร่วมกิจกรรมทำบุญสืบทอดพระพุทธศาสนาด้วยดี

น้อมกราบหลวงตาสู่นิพพาน สาธุ สาธุ สาธุ.

ด้วยความอาลัยยิ่ง

ผอ.พจน์ กาญจนกัณโห

บ้านพังโคน

…………………………………………………………………………………..

อาลัยหลวงตา

ขอกราบนมัสการสรีระสังขารหลวงตาหนูสิน ฉันทะสีโล ด้วยความเคารพอย่างสูง รู้สึกอาลัยต่อการจากไปของหลวงตาเป็นอย่างมาก  ไม่คิดว่าหลวงตาจะจากไปเร็วปานนี้

ด้วยความอาลัยอย่างสูงยิ่ง

ประเทศ  ศรีมงคล

……………………………………………………………………………………….

อาลัยหลวงตา

หลวงตาสั่งสอนเสมอเรื่องความรอบคอบในการทำงานสิ่งใด  แม้การเข้าห้องน้ำ  ในห้องน้ำของหลวงจะมีคำสอนว่า ต้องใช้อย่างไรให้ถูกต้อง สะอาดสะอ้าน  หลวงตาเป็นคนมองคนออกว่า  คนนี้ควรจะสอนอะไร  ควรจะพูดอะไร บางคนไปวัดนั้นไปเพื่อแสวงหาสิ่งใด ไปเพื่อคุยกัน ไปเพื่อมีเพื่อนกินข้าว หรือไปแบบมีสติมีศีลธรรม ตั้งใจฟังเวลาเทศสั่งสอน บางทีหลวงตาเสียงดังเพื่อให้ตั้งใจฟัง เพื่อชี้ทางให้เราไปในทางที่ถูกต้อง

หลวงตา เป็นช่างฝีมือ เป็นช่างเย็บ เป็นช่างท่อ เสริมสร้างสรรค์ประดิษฐ์รถเข็นใช้งานเอง เป็นผู้มีระเบียบ ห้องเก็บของของหลวงตานั้น จะเก็บของอย่างมีระเบียบรู้คุณค่า ของทุกอย่างของหลวงตาจะใช้อย่างเกิดประโยชน์ จะไม่ทิ้งอะไรง่ายๆ จะใช้จนเก่าสิ่งนั้นจะหมดประโยชน์

หลวงตามีความเมตตาต่อสัตว์ทั้งปวง ขณะอาหารหลวงตายังเป็นห่วงแมวจรจัดยังไม่ได้กินอะไร บอกว่าให้เอาอาหารให้มันหน่อยมันมีลูกต้องให้นม เป็นห่วงไก่แจ้จัดที่ไว้ให้แม่ไก่กับลูก ๆได้คุ้ยเขี่ยหากิน

น้อมกราบส่งหลวงตาด้วยความเคารพอาลัย

จากหลานธัญรัต วรรณทวี

ไข่มุก,จันเจ้า,โชกุล

…………………………………………………………………………………………………..

อาลัยหลวงตา

ขอกราบลาต่อสังขาร หลวงตาหนูสิน ฉันทสีโล ท่านเป็นครูบาอาจารย์ผู้สอนสั่ง ครั้งเข้าไปดูแลปฏิบัติท่านๆ สอนในเรื่องข้อวัตรปฏิบัติ ตลอดจนการสั่งสอน สติปัฎฐาน เจริญภาวนา แม้วันนี้ จะไม่มีหลวงตาแล้ว กระผมก็จะระลึกถึงคำสั่งสอนของหลวงตาโดยตลอด ด้วยรักและอาลับ จนวาระสุดท้าย กระผมกราบส่งองค์หลวงตา ครับผม ขอให้องค์หลวงตาจงสู่มรรคผล นิพพาน ตลอดกาลนานเทอญฯ

พระราชวัตร ชุติปญฺโญ

ครูบาเก่ง

อาลัยหลวงตา

หลวงตาจะบอกอยู่เสมอ เมื่อไปวัดป่าวังน้ำเย็นหรือเมื่อมีโอกาสได้สนทนาธรรมกับหลวงตา หลวงตาจะบอกอยู่เสมอว่า

*ให้มีศีล ศีล 5 ให้มีทาน มีทานแล้วให้ภาวนา จิตใจจะได้สบาย ไม่วิตกกังวล

*ให้ภาวนาทำสมาธิ สวดมนต์ ให้สวดมนต์ก่อนนอนทุกวัน ถ้าไม่อยากนั่งภาวนาก็ให้นอนภาวนาก็ได้ ให้พุทโธ ในใจ

“ให้ภาวนา ให้มันสมกับเป็นลูกหลานพระ” เป็นคำพูดที่หลวงตาได้พูดไว้ ในครั้งเมื่อไปแวะเยี่ยมหลานที่กุมภวาปี หลังกลับมาจากหาหมอที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ จ.ขอนแก่น วันนั้นตรวจพบโรคหัวใจ ด้วยความเหนื่อยล้า แต่ก็ยังพูดสอนหลานอีกหลายอย่าง หลานจะจดจำคำสั่งสอนของหลวงตาและนำไปปฏิบัติตามเจ้าค่ะ

จาก ครูเล็ก สุภาวดี เหล่าจันทร์อิน

ครอบครัว เหล่าจันทร์อิน

(นายโคราช นางสุภาวดี และน้องแอร์)

…………………………………………………………………………………………………

อาลัยหลวงปู่

ด้วยความศรัทธา  ความผูกพัน และความเคารพที่มีต่อกันมายาวนาน  ทำให้กระผมรู้สึกใจหายเมื่อได้ทราบข่าวว่า  หลวงปู่ได้จากไปอย่างกะทันหัน  คุณงามความดี  ความรักความปรารถนาดีที่มีต่อญาติโยมทุกคนที่หลวงปู่หนูสินได้กระทำไว้เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่นั้นล้วนแล้วยังประทับติดตาตรึงใจมาจนถึงทุกวันนี้

กระผมรู้สึกเศร้าใจและขอแสดงความไว้อาลัยกับการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักยิ่งของญาติโยม  ความพลัดพรากที่เกิดขึ้นนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนไม่อาจหลีกหนีได้พ้น  ถึงแม้จะเตรียมใจยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ก็มิอาจหักห้ามความทุกข์โศกเหล่านี้ได้

กระผมหวังว่าด้วยคุณงามความดีที่หลวงปู่ได้กระทำไว้มาตลอดชีวิตของท่าน  จงเป็นดั่งแสงประทีปนำพาดวงวิญญาณของท่านไปสถิตเสถียร ณ แดนสวรรค์ในสัมปรายภพอันสงบสุขตลอดนิรันดร์

ขอนมัสการหลวงปู่หนูสินด้วยความเคารพยิ่ง

ครูประภาส  กาญจนกัณโห

โรงเรียนบ้านกุดนาขาม

……………………………………………………………………………………….

อาลัยหลวงตา

กราบบูชาพระคุณเจ้า หลวงตาหนูสิน กระผมและครอบครัวขอไว้อาลัยในการจากไปของท่านที่เป็นที่รักและเคารพยิ่ง แม้ในชีวิตจะมีโอกาสรับใช้หลวงตาในโอกาสต่างๆ เช่นประเทศอินเดีย เมืองหลวงพระบาง เวียงจันทน์ ประเทศพม่า รู้สึกเป็นบุญอักโข ที่ได้พบสมณะผู้สงบ เป็นต้นแบบแก่นักปฏิบัติทั้งหลายได้ โดยไม่แคลงใจ ต่อข้อปฏิบัติของท่านเลย ทุกคนที่ได้เห็นหลวงตา ทำให้เกิดความรู้สึกอบอุ่น ร่มเย็น ยิ้มง่าย ใจดี มีเมตตาเป็นที่พึ่งทางใจ ต่อลูกหลาน ลูกศิษย์ลูกหา โดยไม่เลือกชั้นวรรณะเลย

สิ่งที่ข้าพเจ้าพร้อมครอบครัวภูมิใจมากคือ หลวงตาเดินทางไปทำภารกิจต่างๆท่านจะเรียกหา และกระผมจะรีบรับปากทันที ถือว่าเป็นบุญที่ได้รับใช้ ครั้งสุดท้ายได้เข็ญรถส่งหลวงตามาพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเจริญศิลป์ มารักษาตามอาการ ได้ถามหลวงตาว่า หลวงตาเจ็บปวดบ่ หลวงตาตอบว่าพออยู่อยู่ บ่ปานใด๋ ตามปกติแล้ว โรคที่หลวงตาป่วยจะเจ็บปวดทรมานมาก หลวงตาไม่เคยปริปากบ่นให้ญาติโยมฟังเลยแม้แต่น้อย ท่านมีความอดทนสูงเป็นที่สุด

         หลวงตาสิ้นแล้ว คำนี้ กระผมได้ยินห่างจากวันที่มีโอกาสได้รับใช้ท่านเพียงไม่กี่วัน กระผมไม่ทราบว่า ความเสียใจหลั่งไหลท่วมท้นมาได้อย่างไร เมื่อเห็นหลวงตานอนอยู่โดยสงบ ซึ่งขณะนั้นเหมือนกับว่าได้สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักเคารพที่สุดเกินกว่าจะบรรยายได้ รู้สึกเสียใจ เสียดาย และอีกนัยหนึ่งก็รู้สึกว่าหลวงตาไปดีแล้วถึงซึ่งอมตะคือนิพพาน กระผมและครอบครัวจะหมั่นทำความเพียรให้ถึงที่สุดเพียงพอที่จะลดความเสียใจได้และจะปฏิบัติตามที่หลวงตาสอนไว้ กระผมและครอบครัวยังเชื่อว่าหลวงตาไม่ไปไหนจะอยู่ในใจลูกหลานโดยทั่วหน้าและยังปรากฏเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรอยู่ตลอดไป

          นะโม พุทโธ ธัมโม สังโฆ สาธุ สาธุ สาธุ

ครอบครัวธงชัย – ร่างทอง พันธ์ชัย

บ้านเจริญศิลป์

………………………………………………………………………………………

อาลัยหลวงตา

ได้พบเจอหลวงตาจากคำบอกเล่าของนักศึกษาว่า  มีลูกศิษย์ของหลวงพ่อวิริยังค์จำพรรษอยู่ที่วัดป่าวังน้ำเย็น ชื่อหลวงตาหนูสิน  เพียงแค่คำพูดประโยคนั้นทำให้ได้ออกตามหาวัดดังกล่าว  และได้พบกับหลวงตาหนูสิน  จึงได้ถวายตัวรับใช้ตั้งแต่นั้นมา  หลวงตาจะคอยทดสอบจิตใจ  คอยเตือนสติ  ชี้แนวทางธรรมให้  คงเป็นบุญเก่านำพาที่ทำให้ได้พบหลวงตา  เพียงแค่ได้ยินชื่อและพบท่านครั้งแรกก็เกิดศรัทธาในหลวงตา

ด้วยความอาลัยยิ่ง

ครูเกียรติพงษ์ – ครูดอกศิลป์  สิทธิไตรย์

……………………………………………………………………………………

อาลัยหลวงตา

ในระยะเวลา  5  ปีที่ได้รู้จักและปวารณาอุปัฏฐากหลวงตา  หลวงตาเปรียบเสมือนพ่ออีกคนหนึ่งที่เคยชี้แนะเตือนสติ ให้กำลังใจไม่ว่าจะยามทุกข์หรือยามสุข  เมื่อมีเวลาว่างจากการขายขนมที่ตลาดก็จะชวนลูก ๆ เข้าไปเยี่ยมหลวงตา  ถ้าตรงกับวันพระก็จะชวนกันไปรักษาศีลและนอนที่วัด  ทีเล่าขานกันว่าหลวงตาเสียงดังชอบติติงสารพัดนั้น  แท้ที่จริงแล้วท่านหวังดี  อยากจะให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและรู้จักพัฒนาตนเองให้ดีขึ้น  คำพูดของหลวงตาที่พูดออกมานั้นล้วนแล้วแต่แฝงไว้ด้วยธรรม  เพียงคำพูดไม่กี่คำของหลวงตาสามารถดึงสติและชี้ทางสว่าง  เช่น หมาเห่าช้างอย่าไปเห่านำหมา  แล้วแต่ซินซาตาให่เบิงหมากับช้าง  หลานเอย

          ถึงวันนี้หลวงตาจะจากไป  แต่ต่อจากนี้ไปหลวงตาจะอยู่ในใจของลูกหลานเสมอ

ด้วยความเคารพรักและอาลัยยิ่ง

วิเชียร อารีรัตน์ ปิยะนารถ  ปิยะธิดา  คำภูแสน

บ้านเจริญศิลป์ หมู่ที่ 2

……………………………………………………………………………….

อาลัยหลวงปู่

เมื่อผมกลับบ้านมีโอกาสได้ไปกราบหลวงปู่  หลวงปู่ก็มีเมตตาสอนให้ได้รู้จักศีล 5  ประโยชน์ของการรักษาศีล  5  ศีล  5 เป็นศีลของมนุษย์ที่ต้องรักษาให้ดีจึงจะได้ชื่อว่าเป็นคนที่สมบูรณ์  และย้ำเสมอว่า  ก่อนนอนให้ไหว้พระสวดมนต์ แผ่เมตตา  5  ถึง  10  นาที  ไปหาหลวงปู่ทุกครั้งก็จะให้ธรรมทุกครั้ง  ดังตัวอย่างเช่น  ติตน  เตือนตน  สอนตน  แล้วจะชนะใจตน

ด้วยความเคารพรักและอาลัยยิ่ง

รชต  ศรีมงคล

…………………………………………………………………………………………….

อาลัยหลวงตา

ถึงแม้ความตายจะเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ทุกคนที่ต้องประสบ  แต่ถ้าผู้ตายเป็นคนที่เราเคารพรักนับถือสนิทสนมคุ้นเคยก็เป็นเรื่องยากที่กลั้นน้ำตาเอาไว้ได้  ขอให้หลวงตาได้ไปสู่สุคติในสัมปรายภพดังที่ท่านปรารถนาด้วยเทอญ

ด้วยความเคารพรักและอาลัยยิ่ง

ผอ.วิทิต  ไชยวงศ์คต

………………………………………………………………………….

อาลัยหลวงตา

ในฐานะน้องชายคนสุดท้อง พระอาจารย์เปรียบเสมือนพ่อและพี่ชายในคนๆเดียวกัน  ท่านส่งเสียให้ได้เล่าเรียนหลังจากพ่อเสียชีวิตตั้งแต่ยังเด็ก  การสูญเสียครั้งนี้ถือว่าเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่  บั่นทอนจิตใจเป็นอย่างยิ่ง  ท่านเป็นคนละเอียดในการใช้คน ใช้สิ่งของ  เป็นแบบอย่างที่ดี

ขอบุญกุศลในอดีตชาติและปัจจุบัน  จงเป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้พระอาจารย์หนูสินสู่สุคติด้วยเทอญ

ด้วยความเคารพรักและอาลัยยิ่ง

นายบุญช่วย  ศรีมงคล

ผู้ใหญ่บ้าน บ้านเจริญศิลป์หมู่ที่  12  ในนามญาติพี่น้องทุกคน

……………………………………………………………………………………………

ถ้อยแถลงท้ายเล่ม

ข้าพเจ้าได้รับมอบหมายจากหลวงตาหนูสินให้เป็นผู้เรียบเรียงเขียนชีวประวัติของท่านจากสมุดบันทึกจำนวนสามเล่ม  จึงได้พยายามแกะอ่านทำความเข้าใจก่อนจะนำมาเรียบเรียงปะติดปะต่อเขียนได้ประมาณสามส่วนในสี่ส่วนของเรื่องทั้งหมดเพราะเวลามีจำกัด   แม้จะเขียนได้ไม่ครบทั้งหมด แต่ก็ได้พยายามคัดสรรเขียนเรื่องที่คิดว่าควรจะเขียน  ผิดพลาดขออภัย  ผิดใจขอโทษครับ

ผอ.วิทิต  ไชยวงศ์คต

www porkru.com

data-matched-content-ui-type="image_stacked"

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *