สคริปต์การเจรจาทาบทามสู่ขอสาวตามประเพณี

ประเพณีการเจรจาทาบทามสู่ขอสาวแต่ละถิ่นแต่ละชนเผ่าอาจจะไม่เหมือนกัน ส่วนมากการเจรจาทาบทามสู่ขอสาวจะมีขึ้นหลังจากบ่าวสาวคบหาดูใจกันมานานพอสมควรจนทั้งสองฝ่ายแน่ใจว่าคนนี้แหละใช่  ฝ่ายสาวจึงจะนัดหมายให้ฝ่ายชายส่งผู้ใหญ่ไปเจรจาทาบทามสู่ขอ  แต่เพื่อให้การเจรจาทาบทามสู่ขอสาวง่ายกระชับและตกลงกันได้ง่าย  หนุ่มสาวควรปฏิบัติดังนี้

  1. ตกลงกันเรื่องเงินค่าสินสอดทองหมั้นและงานแต่งให้เรียบร้อย 
  2. เจ้าหนุ่มควรไปบอกกับพ่อแม่เจ้าสาวเรื่องค่าสินสอดทองหมั้นและงานแต่งที่ตกลงกันไว้กับลูกสาวของท่านด้วยตัวเอง 
  3. เจ้าหนุ่มกลับไปบอกพ่อแม่ให้ส่งผู้ใหญ่ไปเจรจาทาบทามสู่ขอสาวให้ตามประเพณี                  ถ้าหนุ่มสาวละเลยข้อปฏิบัติทั้งสามข้อดังกล่าว  การเจรจาทาบทามสู่ขอสาวตามประเพณีอาจจะยุ่งยากและเหน็ดเหนื่อยด้วยกันทั้งสองฝ่าย  สคริปต์นี้คงพอใช้เป็นแนวทางในการเจรจาทาบทามสู่ขอสาวได้ในระดับหนึ่ง   ปรับใช้ตามเหมาะสมครับพี่น้องครับ

……………………..

ตัวอย่างที่  1

ขอแล้วแต่งเลย

……………………

ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง  :  พวกท่านยกขบวนกันมาบ้านนี้มีจุดประสงค์อันใดหรือ?

ผู้ใหญ่ฝ่ายชาย :  ได้ยินมาว่า บ้านนี้มีลูกสาวสวย ยังเป็นโสด  มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะเป็นแม่ศรีเรือน    ประกอบกับปีนี้หลานชายของพ่อที่ชื่อเรือโทเข้ม  นารีจอง อายุได้ 27  ปี มีหน้าที่การงานมั่นคง มีความพร้อมที่จะเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ดีได้แล้ว 

ทราบจากผู้เป็นพ่อแม่ของเรือโทเข้มว่า  เขารักและชอบพอกับ ลูกสาวของบ้านนี้ที่ชื่อนางสาวอรชร  สวยบาดตา  ทั้งคู่ได้คบหาดูใจกันมานานหลายปี  กระผมในฐานะผู้ใหญ่ฝ่ายชาย  เห็นว่าสมควรแก่เวลาที่ทั้งสองจะครองคู่อยู่ด้วยกันได้แล้ว   จึงยกขบวนขันหมากมาทาบทามสู่ขอนางสาวอรชร  สวยบาดตา ตามประเพณี   เพื่อให้ทั้งคู่ได้แต่งงานครองรักครองเรือนสมปรารถนา  และร่วมกันสร้างฐานะครอบครัวให้เป็นปึกแผ่นมั่นคงต่อไป    พวกเราซึ่งเป็นญาติพี่น้องทั้งสองฝ่ายก็จะได้เป็นทองแผ่นเดียวกัน หรือเป็นดองกัน  ไม่ทราบว่าทางฝ่ายนี้จะเห็นดีเห็นงามด้วยหรือไม่ประการใด”

ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง : หากผู้ใหญ่ฝ่ายชายเห็นสมควร ดิฉันก็คงไม่ขัดข้องแต่ประการใด   และยินดียกลูกสาวให้แต่งงานกับหลานชายของท่านด้วยความยินดีเป็นอย่างยิ่งค่ะ  แต่ตามประเพณีของไทยเรานั้น ฝ่ายชายจะต้องจัดหาค่าสินสอดทองหมั้น  ค่าจัดงานแต่งงาน  และหนดวัน เวลา สถานที่จัดงานที่เห็นดีเห็นงามด้วยกันทั้งสองฝ่ายก่อนนะคะ  จึงอยากให้ฝ่ายเจ้าบ่าวเสนอมาก่อน  เราจะพิจารณาร่วมกันค่ะ

ผู้ใหญ่ฝ่ายชาย  : เรามาพิจารณาตกลงกันเรื่องเงินค่าสินสอดทองหมั้นก่อนนะครับ  เจ้าหลานชายบอกว่ารักฝ่ายหญิงมากสุดชีวิตแต่มีเงินน้อยนิดเดียว  จึงอยากจะทราบว่าพ่อแม่ฝ่ายหญิงมาดค่าสินสอดลูกสาวคนนี้ไว้เท่าไร  ถ้ามากไปก็จะได้ต่อ  ถ้าน้อยไปกะจะได้เติม

ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง  :  สมัยนี้เงินทองมีค่าน้อย  เงินร้อยบาทไปตลาดซื้อของได้ไม่พอกิน  ยิ่งงานแต่งงานต้องเชิญเพื่อนบ้านและญาติพี่น้องมาร่วมงานเยอะ  ค่าใช้จ่ายเรื่องอาหารการกินก็แยะ เพราะต้องจัดเลี้ยงตามประเพณีที่บ้านในตอนเช้า  และจัดเลี้ยงโต๊ะจีนในตอนกลางคืนอีกด้วย  จึงมีข้อเสนอฝ่ายชาย  2  ข้อคือ  

  1.  ถ้าฝ่ายชายเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด  ค่าสินสอดเรียก  20,000  บาทก็พอ  ส่วนทองหมั้นเพื่อประกันความมั่นคงของลูกสาวขอเรียก  2  บาท  ราคานี้ห้ามต่อแต่ตื่ม(เพิ่ม)ได้ค่ะ 

    2.  ถ้าให้ฝ่ายหญิงเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการจัดงานทั้งหมดขอเรียก                 300,000  บาทขาดตัว  ส่วนทองหมั้นเพื่อประกันความมั่นคงของลูกสาว           ขอเรียก  2  บาทเท่าเดิม   ราคานี้ห้ามต่อแต่เติมได้เช่นเดียวกันค่ะ

ผู้ใหญ่ฝ่ายชาย….สมัยนี้เงินค่าสินสอดทองหมั้น  ค่าจัดงาน  กำหนดวันเวลาและสถานที่จัดงาน มักเป็นเรื่องที่หนุ่มสาวเขาตกลงกันเองทั้งสิ้น  เพราะพวกเขาเป็นผู้ทำงานหาเงินทองมาแต่งกันเอง  ส่วนผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายมักเป็นเพียงสักขีพยาน ผู้ร่วมงาน ผู้ร่วมแสดงความยินดีและผู้ร่วมอวยพรให้พวกเขาประสบความสำเร็จในการครองรักครองเรือนเท่านั้น 

ก่อนจะยกขบวนขันหมากออกจากบ้านมา  เจ้าหลานชายมากระซิบกระซาบว่า  เขาได้ตกลงกับว่าที่เจ้าสาวของเขาแล้วว่า  เงินค่าสินสอด  30,000  บาท  ทองหมั้น  3  บาท  ค่าใช้จ่ายในการจัดงานทั้งหมด  ฝ่ายชายเป็นคนจ่าย  ไม่ทราบว่าคุณแม่ฝ่ายหญิงจะเห็นดีเห็นงามกับข้อตกลงของหนุ่มสาวทั้งสองหรือไม่ประการใดครับ

ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง….ดิฉันก็ได้ทราบเรื่องนี้จากลูกสาวแล้วเหมือนกัน  ที่ดิฉันมาดค่าลูกสาวเท่านั้นเท่านี้  มีข้อ  1  ข้อ  2  ให้ฝ่ายชายได้เจรจาต่อรองก็เพียงเพื่อลองใจฝ่ายชายว่ารักและจริงใจต่อลูกสาวของดิฉันมากแค่ไหน  เมื่อได้เห็นความตั้งใจของว่าที่ลูกเขยและญาติพี่น้องฝ่ายว่าที่ลูกเขยแล้ว   ผู้เป็นแม่อย่างดิฉันจึงรู้สึกภูมิใจและดีใจมากที่จะได้ลูกเขยที่เป็นคนดีมาดูแลรับผิดชอบลูกสาวของดิฉัน  ส่วนค่าสินสอดทองหมั้นดิฉันขอเท่าที่มีและน้ำใจที่จะให้ค่ะ แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกเสียดายที่ท่านนายพลคุณพ่อของลูกสาวของดิฉัน  ท่านเสียก่อนที่จะได้เห็นและชื่นชมลูกสาวของเราได้แต่งงานกับคนดีที่เธอรัก  ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน  เขาคือเรือโทเข้ม นายทหารหนุ่มคนที่พ่อเคยเอ็นดูรักใคร่และอยากได้เป็นลูกเขยนั้นเอง  ส่วนวันเวลาและสถานที่จัดงานพวกเขาก็ได้ดำเนินการเรียบร้อยแล้วเช่นกัน คือแต่งวันนี้และเวลาต่อจากนี้  ส่วนเวลากลางคืนจัดเลี้ยงที่สโมสรทหารเรือค่ะ  สรุปคือ  ดิฉันเห็นดีเห็นงามกับลูกสาวและว่าที่ลูกเขยของดิฉันทุกประการ 

ผู้ใหญ่ฝ่ายชาย…ตามประเพณีของไทยเรานั้น  เมื่อการเจรจาสู่ขอสาวสำเร็จ  ฝ่ายเจ้าสาวจะต้องเลี้ยงฉลอง  ไม่ทราบว่าฝ่ายเจ้าสาวได้เตรียมข้าวปลาอาหารรวมทั้งเหล้ายาปลาปิ้งไว้พร้อมที่จะเลี้ยงฉลองหรือยัง  ฝ่ายเจ้าบ่าวหิวข้าวแล้วครับ

ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง…ดิฉันทราบค่ะ  แต่ให้ใจเย็น ๆ ทนหิวอีกนิดนะคะ เพราะเรายังมีพิธีหมั้นและพิธีสู่ขวัญคู่บ่าวสาวขวางกั้นอยู่ค่ะ    ดิฉันจึงขอเรียนเชิญทุกท่านเข้าร่วมพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลให้แก่คู่บ่าวสาวก่อนนะคะ   ทนหิวอีกนิดค่ะ   เรียนเชิญทุกท่านเข้าร่วมพิธีค่ะ

(เสร็จพิธี)

ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง….วันนี้ทางฝ่ายเราได้เตรียมอาหารและเครื่องดื่มไว้ต้อนรับทุกท่านอย่างเต็มที่ค่ะ  ขบวนขันหมากฝ่ายชายอยู่ร่วมงานกันทั้งภาคกลางวันและภาคกลางคืนนะคะ  บางทีงานแต่งครั้งนี้อาจจะไม่ใช่งานแรก  เพราะอาจจะมีงานแต่งระหว่างเราอีกหลายงาน เนื่องจากหนุ่มสาวทั้งสองฝ่ายที่เป็นโสดยังมีอีกตั้งหลายสิบคนค่ะ  อาจจะมีที่ถูกตาต้องใจกันหลายคู่ก็ได้ เรียนเชิญทุกท่านหาที่นั่งเหมาะ ๆ รอรับเสริบอาหารอย่างเดียวค่ะ  

……………………………………………………………………………….

ตัวอย่างที่  2

หนุ่มสาวยังไม่ตกลงกันเรื่องเงินค่าสินสอดทองหมั้น

(งานยาก  บางงานใช้เวลาในการเจรจาเกือบทั้งวัน)

………………………………………………………………………………

ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง  :  พวกท่านพากันมาบ้านนี้มีจุดประสงค์อันใดหรือ?

ผู้ใหญ่ฝ่ายชาย : “ได้ยินมาว่า บ้านนี้มีลูกสาวสวยน่ารัก เป็นที่ถูกตาต้องใจของเจ้าหลานชายของพ่อที่ชื่อนายมหาหิงส์  นารีสนั่น มาก   เขารบเร้าให้พามาสู่ขอลูกสาวของบ้านนี้ที่ชื่อนางสาวบุษบา  บ่าวรุมจอง   ไม่ทราบว่าทางฝ่ายนี้จะเห็นดีเห็นงามด้วยหรือไม่ประการใด”

ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง :   ฝ่ายหญิงยังไม่เห็นดีเห็นงามด้วยหรอกค่ะ  เพราะตามประเพณีของเรานั้นถือว่า  ฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายเสียและฝ่ายชายเป็นฝ่ายได้ เพราะฉะนั้นฝ่ายชายจะต้องจัดหาค่าสินสอดทองหมั้นมาให้แก่ฝ่ายหญิงตามประเพณีก่อน  หลานสาวเราทั้งสวยทั้งน่ารัก  ค่าสินสอดทองหมั้นต้องมาก ๆหน่อยจึงจะเหมาะสมค่ะ 

ผู้ใหญ่ฝ่ายชาย  :  ความจริงโบราณท่านว่า  ผู้หญิงเป็นฝ่ายได้  ผู้ชายเป็นฝ่ายเสีย  เพราะต้องเสียค่าสินสอดทองหมั้นให้แก่ฝ่ายหญิง แต่ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงแกล้งพูดผิดเพื่อผลประโยชน์ฝ่ายตน แต่เราไม่ว่าอะไรหรอกเพราะเจ้าหลานชายของเรารักอยู่กับหลานสาวของท่านมานานแล้ว  ไม่ทราบว่าทางพ่อแม่ฝ่ายหญิงจะเรียกค่าสินสอดทองหมั้นสักเท่าไร 

ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง  :  ดิฉันพูดถูกต้องแล้วค่ะว่า ผู้ชายเป็นฝ่ายได้ และผู้หญิงเป็นฝ่ายเสีย  เพราะหมายถึงเสียหาย และเสียตัว   ดังนั้นเมื่อฝ่ายหญิงจะต้องเสียหายและเสียตัวจึงต้องเรียกค่าสินสอดทองหมั้นให้คุ้มค่าว่า  ค่าสินสอด 1,000,000 บาท  ส่วนทองหมั้น  10  บาท ขาดตัวค่ะ

ผู้ใหญ่ฝ่ายชาย  :  ตามประเพณีการขอสาวของไทยเราว่า  การต่อรองค่าสินสอดทองหมั้นนั้น  ถ้าฝ่ายหญิงลดให้ได้มากเท่าใดก็ถือเป็นศิริมงคลแก่คู่บ่าวสาวมากเท่านั้น  จึงขอต่อรองเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่คู่บ่าวสาวว่า  ค่าสินสอด  30,000  บาท  ทองหมั้น  1  บาท  ทางฝ่ายหญิงจะเห็นเป็นประการใดครับ

ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง  :  โอ้ย ไม่ได้ดอกค่ะ เรามาดค่าลูกสาวคนนี้ไว้หนึ่งล้านบาท  แต่พวกท่านให้เราเพียงสามหมื่นบาท ห่างไกลกันเหลือเกิน  เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่คู่บ่าวสาวอย่างที่ท่านว่า  ทั้งสองอย่างดิฉันลดให้ครึ่งหนึ่งเลย  คือค่าสินสอดห้าแสน  ทองหมั้นห้าบาท  ฝ่ายชายจะให้ได้เท่าไหร่ค่ะ

ผู้ใหญ่ฝ่ายชาย  :  ค่าสินสอดฝ่ายเราขึ้นให้อีกหนึ่งหมื่นเป็นสี่หมื่นบาท   ส่วนทองหมั้นหนึ่งบาทเท่าเดิม พอจะรับได้ไหมครับ

ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง  :  ไม่ได้ดอกค่ะ  สมัยนี้เงินทองมีค่าน้อย  เงินร้อยบาทไปตลาดซื้อของได้นิดเดียว ฝ่ายหญิงลดให้ตั้งห้าแสน  แต่ฝ่ายชายขึ้นให้แค่หมื่นเดียวเอง  ต่อรองเล่น ๆ หรือเปล่า  ถ้ารักจริงหวังแต่งก็ให้ใกล้เคียงกับที่ฝ่ายหญิงมาดค่าไว้หน่อยสิคะ   ฝ่ายชายสู้ ๆ ค่ะ   

ผู้ใหญ่ฝ่ายชาย  :  เงินทองมีค่าน้อยก็จริง  แต่หายากเหลือเกิน  เจ้าหลานชายทำงานโรงงานเงินเดือนหมื่นห้า  เหลือเก็บเดือนละห้าร้อย  หนึ่งปีมีเงินฝากหกพันบาท ห้าปีเก็บเงินได้เพียงสามหมื่นบาทเท่านั้น   ถ้ากู้เงินมาแต่งก็จะเป็นภาระของลูกหลานเราในวันข้างหน้าเพราะต้องหาเงินมาใช้หนี้  โบราณว่า  ค่าสินสอดแพงแต่งแล้วเป็นทุกข์  ค่าสินสอดถูกแต่งแล้วแฮบปี้  ขอความกรุณาฝ่ายหญิงลดค่าสินสอดและทองหมั้นลงมาอีกครับ

ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง  :  โบราณฝ่ายหญิงบอกว่า ค่าสินสอดแพงงานแต่งหรูหรา  ค่าสินสอดถูกเงินไม่พอจ่ายค่าอาหารเลี้ยงแขก  แต่เอาเถอะเราลดให้ก็ได้ว่า  ค่าสินสอดสี่แสนบาท  ทองหมั้นสี่บาท  ฝ่ายหญิงใจใหญ่ลดให้ทีละเป็นแสน  แต่ฝ่ายชายขึ้นให้ทีละหมื่น  อีกเมื่อไหร่จะถึงพอดีกันคะ

ผู้ใหญ่ฝ่ายชาย  :  จัดงานใหญ่เจ้าภาพได้หน้าพ่อค้าได้เงิน  ตรงกับภาษิตไทยเราว่าตำพริกละลายแม่น้ำ  เงินค่าสินสอดสี่แสนบาท  ทองหมั้นสี่บาท  แพงเกินเอื้อมครับ  ฝ่ายชายเงินน้อยจึงขอต่อรองว่า ค่าสินสอดฝ่ายชายเพิ่มให้อีกหนึ่งหมื่นเป็นห้าหมื่น  ส่วนทองหมั้นหนึ่งบาทเท่าเดิมครับ 

ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง  :   เราหยุดพักการเจรจาก่อนดีไหมคะ  เพราะเราเห็นต่างกันในเรื่องค่าสินสอดทองหมั้นที่ห่างไกลกันมากเกินไป  ฝ่ายหญิงมาดค่าลูกสาวไว้หนึ่งล้านบาท ลดลงมาเหลือสี่แสนบาท  แต่ฝ่ายชายใจร้ายให้เราห้าหมื่นบาทเอง

ผู้ใหญ่ฝ่ายชาย  : ฝ่ายเราไม่เห็นดีด้วยที่จะพักการเจรจา  เพราะฝ่ายชายไม่ได้ใจร้าย ตรงข้ามกับใจดีและรักเดียวใจเดียว  โบราณว่า เงินค่าสินสอดทองหมั้นจำนวนมากที่กู้ยืมมามักจะทำร้ายลูกหลานของเราในภายหลังเสมอ  จึงขอต่อรองเพื่อความเป็นสิริมงคลยิ่งขึ้นว่า  ลดอีกหน่อยเถอะน่า นะๆ 

ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง  : เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ลูกหลานดังที่ท่านว่า เราลดให้อีกก็ได้ว่า  เงินค่าสินสอดสามแสนบาท  ทองหมั้นสามบาท  ฝ่ายชายตกลงเถอะอย่าต่อรองอีกเลย

ผู้ใหญ่ฝ่ายชาย  :  ขอบคุณที่มีไมตรีให้  แต่เงินสามแสนบาทสำหรับฝ่ายชายมันมากมายจนสุดจะเอื้อมถึง  จึงขอต่อรองอีกครั้งว่า  ค่าสินสอดเพิ่มให้อีกหนึ่งหมื่นบาทเป็นห้าหมื่นบาท  ทองหมั้นเพิ่มให้ห้าสิบสตางค์เป็นหกสลึง  

ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง  :    เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ลูกหลานดังที่ท่านว่า เราลดให้อีกเป็นครั้งสุดท้ายว่า  สินสอดสองแสนบาท  ทองหมั้นสองบาท  ห้ามต่อรองอีกเด็ดขาด

ผู้ใหญ่ฝ่ายชาย  : ฝ่ายหญิงห้ามต่อรองอีกฝ่ายชายก็น้อมรับว่าจะไม่ต่อรอง  แต่ฝ่ายชายจะขอเพิ่มให้จากห้าหมื่นเป็นแปดหมื่น  ทองหมั้นจากหกสลึงเป็นสองบาท  ฝ่ายหญิงรับเถอะฝ่ายชายหมดตัวแล้ว  

ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง  :  เงินค่าสินสอดแปดหมื่น  เราก็อยากจะรับแต่เลขหน้าไม่สวยเลย ขอเพิ่มอีกหนึ่งหมื่นเป็นค่าสินสอดเก้าหมื่น  ทองหมั้นสองบาท  ค่ะ

ผู้ใหญ่ฝ่ายชาย  :  ตกลงตามนั้นเลยครับ   คือเงินค่าสินสอดเก้าหมื่น ทองหมั้นสองบาท ส่วนวันเวลาและสถานที่จัดงานค่าจัดเลี้ยงให้ฝ่ายหญิงเป็นผู้ดำเนินการเองทั้งหมด  เมื่อถึงวันงานฝ่ายชายนำโดยนายมหาหิง  นารีสนั่น จะยกขบวนขันหมากและค่าสินสอดเก้าหมื่นกับทองหมั้นสองบาทมามอบให้ฝ่ายหญิงและร่วมพิธีมงคลสมรสกับนางสาวบุษบา  บ่าวรุมจองเท่านั้นนะครับ  ห้ามเปลี่ยนตัวเจ้าสาวโดยเด็ดขาด  ดังนั้นเมื่อฝ่ายหญิงหาฤกษ์งามยามดีได้แล้วขอให้ส่งข่าว   ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงมีอะไรที่อยากเพิ่มเติมอีกไหมครับ

ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง  :  ดิฉันรู้สึกดีใจมากที่การเจรจาต่อรองค่าสินสอดทองหมั้นครั้งนี้ตกลงกันได้ด้วยดีและเป็นที่ยอมรับได้ของทั้งสองฝ่าย   เราขอให้คำมั่นสัญญาว่า

  1. จะโทร.แจ้งหรือแจ้งให้ว่าที่ลูกเขยทราบถึงวันเวลาฤกษ์งามยามดีและสถานที่จัดงานแต่งงานล่วงหน้าอย่างน้อย  1  เดิอน
  2. จะไม่เปลี่ยนตัวเจ้าสาวโดยเด็ดขาดถ้าไม่จำเป็น    เพราะฉะนั้นว่าที่เจ้าบ่าวต้องหมั่นมาเยี่ยมว่าที่เจ้าสาวเพื่อบ่มเพาะความรักให้มั่นคง      ……..ขอบพระคุณทุกท่านที่มีส่วนร่วมในการเจรจาครั้งนี้ หากมีถ้อยคำใดที่ฝ่ายหญิงได้ล่วงเกินฝ่ายชายบ้าง  ทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนา ขออย่าได้ถือโทษโกรธเคืองกันเลยนะคะ  ต่อนี้ไปเราทั้งหมดคือญาติพี่น้องกัน  มีสุขร่วมเสพมีภัยร่วมต้าน  ….เรียนเชิญแขกผู้มีเกียรติ และญาติพี่น้องทั้งสองฝ่ายนั่งล้อมวงรอ  ลูกหลานกำลังลำเลียงข้าวปลาอาหารมาบริการค่ะ       

………………………………………………………………….

ตัวอย่างที่  3

หนุ่มสาวตกลงกันเรื่องเงินค่าสินสอดทองหมั้นแล้ว

(งานง่าย  ได้เฉลิมฉลองเร็ว)

…………………………………………………………………

ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง  :  พวกท่านพากันมาบ้านเรามีจุดประสงค์อันใดหรือ?

ผู้ใหญ่ฝ่ายชาย : มาขอลูกสาวของคนบ้านนี้ไปเป็นลูกสะใภ้ตามที่หนุ่มสาวเขานัดหมายกันไว้แล้ว   ไม่ทราบว่าทางฝ่ายนี้จะเห็นดีเห็นงามด้วยหรือไม่ประการใด”

ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง :  ทางเราไม่ขัดข้อง    ปลูกเรือนก็ต้องตามใจผู้อยู่  ผูกอู่ก็ต้องตามใจผู้นอน    

ผู้ใหญ่ฝ่ายชาย  :   ไม่ทราบว่าทางพ่อแม่ฝ่ายหญิงจะเรียกค่าสินสอดทองหมั้นสักเท่าไร 

ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง  :  เอาตามที่หนุ่มสาวเขาตกลงกันไว้นั่นแหละเพราะพวกเขาเป็นฝ่ายหาเงินหาทองมาแต่งกันเอง  หลานสาวเราแจ้งว่า  เงินค่าสินสอด  90,000  บาท  ทองหมั้น  1  บาท  ทางฝ่ายชายมีความเห็นเป็นประการใด  จะต่อหรือจะตื่มดีคะ

ผู้ใหญ่ฝ่ายชาย  :  ทางฝ่ายเราเห็นว่าที่หนุ่มสาวตกลงกันไว้นั้นอาจจะยังไม่เหมาะสมนัก  พ่อแม่ฝ่ายชายเห็นว่าเงินค่าสินสอด  90,000  บาทนั้นเหมาะสมแล้ว แต่จะตื่มทองหมั้นให้ว่าที่ลูกสะใภ้อีก  1  บาทเป็น  2  บาท   ทางฝ่ายนี้จะเห็นเป็นประการใด

ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง  :  ขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งที่มีน้ำใจให้ลูกสาวของเรา   เนื่องจากงานแต่งจัดที่บ้านเจ้าสาว มีค่าใช้จ่ายเยอะอยู่ ไม่ทราบว่าฝ่ายชายจะมีความคิดเห็นเป็นประการใด

ผู้ใหญ่ฝ่ายชาย  : พ่อแม่ฝ่ายชายแจ้งว่า  ยินดีช่วยค่าจัดงาน  50,000  บาท  ไม่ทราบว่าทางพ่อแม่ฝ่ายหญิงจะเห็นเป็นประการใด

ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง  :  ขอขอบพระคุณที่มีน้ำใจช่วยค่าจัดงานตั้ง  50,000  บาท  ฝ่ายหญิงจะจัดงานแต่งให้อย่างเหมาะสม  ส่วนวันเวลาจัดงานแล้วแต่หนุ่มสาวเขาสะดวกวันไหนเพราะพวกเขายังทำงานทั้งคู่  พวกเขาว่าวันไหนเวลาใดงานแต่งจะเอาอย่างไรก็เอาตามนั้น  ทางฝ่ายชายมีความเห็นเป็นประการใด

ผู้ใหญ่ฝ่ายชาย  :  รับทราบและยินดีทำตามที่ฝ่ายหญิงเสนอมาทุกประการ   สรุปว่าการเจรจาสู่ขอสาวครั้งนี้สำเร็จลงด้วยความเรียบร้อย    อีกไม่นานเราก็คงได้เป็นทองแผ่นเดียวกันแล้ว  ที่สำคัญหลานชายของเรากับหลานสาวของท่านจะได้แต่งงานกัน ได้เริ่มต้นชีวิตคู่และสร้างครอบครัวให้เป็นปึกแผ่นมั่นคงมีลูกมีหลานไว้สืบเชื้อสายต่อไป  จึงรู้สึกดีใจ อบอุ่น และขอบคุณฝ่ายหญิงเป็นอย่างยิ่งที่มีน้ำใจไมตรีให้

ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง  :  ขอบพระคุณทุกท่านที่มีส่วนร่วมในการเจรจาครั้งนี้ หากมีถ้อยคำใดที่ฝ่ายหญิงได้ล่วงเกินฝ่ายชายบ้าง  ทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนา ขอได้โปรดให้อภัยด้วยนะคะ  รู้สึกดีใจมากที่จะได้ลูกเขย ได้เป็นญาติพี่น้องทองแผ่นเดียวกันกับฝ่ายชาย  และหวังว่าเมื่อถึงวันงานแต่ง บ้านน้อยหลังนี้จะได้รับเกียรติต้อนรับทุกท่านอีกครั้งหนึ่ง ….เรียนเชิญแขกผู้มีเกียรติ และญาติพี่น้องทั้งสองฝ่ายนั่งล้อมวงรอ  ลูกหลานกำลังลำเลียงข้าวปลาอาหารมาบริการค่ะ 

 

จบบริบูรณ์  

 


ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *