ประวัติชาวภูไทยมหาชัยบ้านด่านม่วงคำ

รวบรวมและเรียบเรียงจากหนังสืออนุสรณ์งานทักษิณานุประทาน(งานทำบุญอุทิศส่วนกุศลหรืองานทำบุญแจกข้าว)คุณพ่อทอน ไชยวงศ์คต  และเขียนจากคำบอกเล่าของคุณตายศ  บริบูรณ์  และคุณย่าคำภา  ไชยวงศ์คต  สองผู้อพยพที่บอกเล่าเรื่องราวและที่มาของชาวภูไทยมหาชัย

…………………………

1. ความเป็นมา

………………………..

เดิมชาวภูไทยตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนอยู่ในประเทศลาวบริเวณฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงติดกับประเทศเวียตนาม  ชาวภูไทยที่อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยมีสองกลุ่มใหญ่ ๆ คือ

  1.  ชาวภูไทยวัง อพยพมาจากเมืองวัง เมืองเว และเมืองอ้อยหนู ประเทศลาว  ส่วนใหญ่อพยพมาตั้งบ้านเรือนอยู่ในจังหวัดนครพนม
  2. ชาวภูไทยมหาชัย   อพยพจากเมืองมหาชัยกองแก้วประเทศลาว มาตั้งบ้านเรือนปะปนอยู่กับชาวไทยเผ่าอื่น ๆ ในจังหวัดสกลนครและจังหวัดกาฬสินธุ์.       

………………………….

2. รูปร่างลักษณะ

…………………………

ชาวภูไทยมหาชัยส่วนใหญ่น่าจะเป็นลูกผสมสี่สายเลือดคือภูไทยจีนลาวและเวียตนาม  เพราะผู้ที่อพยพมาตั้งบ้านด่านม่วงคำด้วยกันมีทั้งภูไทยจีนลาวและเวียตนาม ผิวค่อนข้างขาวเหลือง  ตาสองชั้น  จมูกโด่ง หน้าตาดี  รูปร่างค่อนข้างสูงใหญ่เหมือนคนจีน  ซึ่งแตกต่างจากชาวภูไทยวังที่น่าจะเป็นลูกครึ่งภูไทยเวียตนาม  เพราะส่วนใหญ่ผิวขาวเหลืองเหมือนคนเวียตนาม ตาชั้นเดียวบ้างตาสองชั้นบ้างปะปนกันไป  รูปร่างค่อนข้างบอบบางสูงโปร่ง จมูกโด่ง หน้าตาดี 

…………………….

3. อุปนิสสัย

…………………….

ชาวภูไทยมหาชัยส่วนใหญ่เป็นคนพูดน้อย  รักสงบ คบง่ายเข้ากับคนอื่นได้ดี มีน้ำใจ ขยัน  ประหยัด  ซื่อสัตย์ อดทน กตัญญู ใฝ่รู้ใฝ่เรียน คนหนุ่มชอบเดินทางท่องเที่ยวไปแสวงโชคในต่างถิ่น นับถือศาสนาพุทธ

………………..

4. ภาษาพูด

………………..

ชาวภูไทยมหาชัยมีภาษาพูดเป็นของตนเอง  แต่มักพูดได้หลายภาษา เช่นภูไทยมหาชัย  ภูไทยวัง ไทยอีสาน  ไทยย้อ ไทยกลาง เป็นต้น

……………….

5. ถิ่นเดิม

……………….

ถิ่นเดิมชาวภูไทยมหาชัยบ้านด่านม่วงคำ  อำเภอโคกศรีสุพรรณ  จังหวัดสกลนคร  อยู่ที่บ้านป่ากล้วย  เมืองมหาชัยกองแก้ว ประเทศลาว อาณาเขตของหมู่บ้านป่ากล้วยติดกับชายแดนประเทศเวียตนาม โดยมีต้นไม้ล้มแบ่งเป็นเส้นเขตแดน ชาวภูไทยบ้านป่ากล้วยและหมู่บ้านใกล้เคียงแขวงเมืองมหาชัยกองแก้วประกอบอาชีพทำนาและเลี้ยงสัตว์เป็นหลัก มีฐานะพออยู่พอกิน แต่ต้องส่งส่วยให้เวียตนามและลาวทุกปี จนมีคำพังเพยพูดกันติดปากชาวบ้านว่า  โหซ่อยแกว แอวซ่อยลาว   ชาวภูไทยเรียกคนเวียตนามว่าแกว  โหซ่อยแกวหมายความว่า ต้องส่งส่วยใบเขืองเพื่อทำหมวกแก่เวียตนามทุกปี  โดยเจ้าหน้าที่เวียตนามจะมาเก็บส่วยที่หมู่บ้านเอง(เขือง เป็นต้นไม้ชนิดหนึ่ง  ลักษณะเหมือนต้นหมาก  ตัดใบมาทำประโยชน์ได้หลายอย่าง)  แอวซ่อยลาวหมายความว่าต้องส่งส่วยลูกสาวหลานสาวไปเป็นทาสรับใช้เจ้านายของลาวทุกปี  โดยเจ้าหน้าทีลาวจะมาคัดเลือกเอาสาว ๆ ที่หน้าตาดีในหมู่บ้านไป มากน้อยขึ้นอยู่กับความสวยงามของสาวแต่ละหมู่บ้าน พอครบกำหนด  1  ปี เจ้าหน้าที่ลาวก็พามาส่ง บางคนปลอดภัยไม่ท้องแต่บางคนก็อุ้มท้องกลับมา  แล้วเจ้าหน้าที่ลาวก็คัดเลือกสาวงามชุดใหม่ไปอีก

…………………………..

6. การอพยพ

…………………………

หน้าแล้งน้ำในลำน้ำโขงแห้งขอด  หนุ่มภูไทยจากเมืองมหาชัยกองแก้วและจากหลายหมู่บ้าน เดินทางด้วยเท้าเปล่าข้ามลำน้ำโขงมาทำงานรับจ้างตามหัวเมืองและหมู่บ้านที่ฝั่งไทยทุกปี  เพราะระยะทางไม่ไกลมากนัก  กล่าวคือจากบ้านป่ากล้วยถึงเมืองมหาชัยกองแก้ว  2  คืน  จากเมืองมหาชัยกองแก้วถึงท่าแขก  1  คืน จากท่าแขกถึงเมืองสกลนคร  1 คืน  จากเมืองสกลนครถึงบ้านด่านม่วงคำ  2  คืน  หลายปีต่อมาเจ้าหนุ่มคนหนึ่งที่ทำงานรับใช้เจ้าเมืองก็โชคดี  เขาได้พบรักและแต่งงานกับธิดาของเจ้าเมืองสกลนคร  และได้รับแต่งตั้งเป็นพระยาประจันตะประเทศธานี ขึ้นครองเมืองสกลนครแทนพ่อตาที่แก่ชรา  พระยาประจันตะประเทศธานีเห็นว่าเมืองสกลนครมีไพร่พลน้อย และทราบว่าญาติพี่น้องที่ประเทศลาวกำลังได้รับความเดือดร้อนจากการส่งส่วยให้แก่เวียตนามและลาวทุกปี จึงพาลูกน้องกลับไปป่าวประกาศชักชวนญาติพี่น้องในเมืองมหาชัยกองแก้ว และญาติพี่น้องตามหมู่บ้านต่าง ๆ ให้อพยพมาตั้งบ้านเรือนในเขตเมืองสกลนครซึ่งยังมีป่าไม้และห้วยหนองคลองบึงอุดมสมบูรณ์และปลอดภัยจากการกดขี่ข่มเหงของเวียตนามและลาว

ชาวผู้ไทยทั้งในเมืองมหาชัยกองแก้วและตามหมู่บ้านต่าง ๆ ได้แก่บ้านป่ากล้วย บ้านนาปุง  บ้านตา บ้านกุดซอง  บ้านตะหลองและบ้านท่าปะโจ้น เป็นต้น  ได้พร้อมใจกันอพยพครอบครัวหอบลูกจูงหลาน เดินเท้าเปล่า ขี่ช้าง ขี่ม้า ไล่ต้อนวัวควายติดตามพระยาประจันตะประเทศธานี ข้ามลำน้ำโขงมาตั้งถิ่นฐานใหม่ที่ริมหนองหาร จังหวัดสกลนคร เมื่อประมาณปีพุทธศักราช  2354  ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย   รัชกาลที่  2  ของไทย   ชาวภูไทยมหาชัยอพยพข้ามโขงมาฝั่งไทยหลายครั้ง  ทำให้แขวงมหาชัยกองแก้วกลายเป็นหมู่บ้านร้างเมืองไร้ผู้คน เวียตนามและลาวจึงให้เจ้าหน้าที่มาประกาศยกเลิกเก็บส่วยพร้อมทั้งขอร้องให้กลับบ้านเกิด  ผู้อพยพบางส่วนจึงชวนกันกลับไปทำมาหากินในถิ่นฐานเดิมอย่างเป็นปกติสุขตั้งแต่นั้นมา

กลุ่มผู้อพยพส่วนใหญ่  เมื่อมาถึงจังหวัดสกลนครแล้วก็แยกย้ายกันไปหาทำเลตั้งบ้านเรือน หักร้างถางพงสร้างที่ทำกินตามที่ต่าง ๆ ซึ่งในเวลาต่อมาได้กลายเป็นชุมชนใหญ่เช่น  อำเภอเมือง อำเภอพรรณานิคม  อำเภอวาริชภูมิ อำเภออากาศอำนวย อำเภอส่องดาว และอำเภอคำตระกล้า  และมีบางหมู่บ้าน บางตำบล ปะปนอยู่กับชาวไทยเผ่าอื่นตามหมู่บ้านตำบลทุกอำเภอในจังหวัดสกลนครและบางอำเภอในเขตจังหวัดนครพนม  ชาวภูไทยอีกกลุ่มหนึ่งอพยพขึ้นเขาภูพานไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่อำเภอเขาวง  อำเภอสหัสขันธ์ และอำเภอกุฉินารายณ์  จังหวัดกาฬสินธุ์ และตั้งหมู่บ้านปะปนอยู่กับชาวไทยเผ่าอื่น ๆ แทบทุกอำเภอในเขตจังหวัดกาฬสินธุ์  เนื่องจากชาวภูไทยมหาชัยมักพูดภาษาและปรับตัวเข้ากับคนไทยเผ่าอื่นได้ง่าย  ภาษาและวิถีชีวิตจึงมักเปลี่ยนไปตามคนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านและ ชุมชนนั้น ๆ จึงทำให้ยากแก่การสืบค้น

……………………………………..

7. ชนเผ่าที่อพยพมาด้วยกัน

……………………………………..

  1.  ไทยกะเลิง  อพยพจากบ้านคะยู้  บ้านสะอาง  แขวงมหาชัยกองแก้ว  ประเทศลาว มาตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนใหม่ชื่อบ้านโคก  บ้านนามน  และบ้านหนองนางกอม  ตำบลด่านม่วงคำ  อำเภอโคกศรีสุพรรณ  จังหวัดสกลนคร  
  2. ไทยปะหล่าย  อพยพจากบ้านแกง  บริเวณแม่น้ำเซตอนบน  แขวงมหาชัยกองแก้ว  ประเทศลาว  มาตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนใหม่ชื่อบ้านแมด  บ้านนาท่ม และบ้านโพนทอง  ตำบลเหล่าโพนค้อ  อำเภอโคกศรีสุพรรณ  จังหวัดสกลนคร
  3. ไทยโซ่   อพยพจากบ้านนาแสน  บ้านนาปาง แขวงมหาชัยกองแก้ว  ประเทศลาว มาตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนใหม่ชื่อบ้านนาเพียง  บ้านกุสุมาลย์ ปัจจุบันเป็นอำเภอกุสุมาลย์  จังหวัดสกลนคร

…………………………………….

8. บุคคลสำคัญที่ควรรู้

…………………………………….

  1.  พระอาจารย์อ้วน  ผู้นำฝ่ายพระสงฆ์ในการอพยพชาวบ้านป่ากล้วย แขวงเมืองมหาชัยกองแก้ว  ประเทศลาว  มาตั้งบ้านด่านม่วงคำ  ตำบลด่านม่วงคำ  อำเภอโคกศรีสุพรรณ  จังหวัดสกลนคร
  2. ท้าวศรีสุราชหรือหลวงบริบาลบำรุงเขต  ผู้นำฝ่ายฆราวาสในการอพยพชาวบ้านป่ากล้วย แขวงเมืองมหาชัยกองแก้ว  ประเทศลาว  มาตั้งบ้านด่านม่วงคำ  ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ใหญ่บ้านและกำนันคนแรกของตำบลด่านม่วงคำ  อำเภอโคกศรีสุพรรณ  จังหวัดสกลนคร  
  3. ท้าวไชยโยธา  อพยพจากแขวงมหาชัยกองแก้ว  ประเทศลาว มาตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนใหม่ที่คุ้มวัดเหนือ ตำบลธาตุเชิงชุม  อำเภอเมือง  จังหวัดสกลนคร
  4. ท้าวพรหมชัย  ท้าวพรหมสุภา  และท้าวพรหมนิน  ย้ายจากบ้านด่านม่วงคำไปตั้งหมู่บ้านใหม่ชื่อบ้านโนนกุง  อำเภอโพนนาแก้ว  จังหวัดสกลนคร
  5. หลวงพิลึก  อพยพจากแขวงมหาชัยกองแก้ว  ประเทศลาว มาตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนใหม่ที่บ้านลาดค้อ   ตำบลด่านม่วงคำ  อำเภอโคกศรีสุพรรณ  จังหวัดสกลนคร
  6. หลวงปะนมบาย    อพยพจากบ้านป่ากล้วย แขวงมหาชัยกองแก้ว  ประเทศลาว มาตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนใหม่ที่บ้านไฮ่ปลาโหล อำเภอวาริชภูมิ  จังหวัดสกลนคร
  7. ท้าวปะสี    อพยพจากบ้านป่ากล้วย แขวงมหาชัยกองแก้ว  ประเทศลาว มาตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนใหม่ที่บ้านไฮ่ปลาโหล   อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร  มีน้องชายอยู่ที่บ้านปลาโหลชื่อท้าวรวุฒิ    ต่อมาท้าวปะสีได้อพยพครอบครัวกลับไปอยู่ที่บ้านป่ากล้วย  แขวงเมืองมหาชัยตามเดิม ท่านได้สั่งหลานชายชื่อนายยศ  บริบูรณ์ (ผู้เล่า)ว่า  ถ้าจะย้ายไปตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนในประเทศไทยให้ไปอยู่ที่บ้านคำตระกล้าหรือบ้านท่ากกแดง  เพราะป่าดงบริเวณนั้นยังกว้างขวางและอุดมสมบูรณ์ด้วยสัตว์ป่านานาชนิด แม่น้ำ ห้วยหนองคลองบึงยังอุดมสมบูรณ์มาก    ให้ไปเยี่ยมท้าววรวุฒิและญาติพี่น้องที่บ้านไฮ่ปลาโหลด้วย  แต่นายยศ  บริบูรณ์ ได้พบรักและแต่งงานกับสาวภูไทยบ้านป่ากล้วยที่อพยพมาด้วยกัน  และได้พากันไปตั้งถิ่นฐานที่บ้านด่านม่วงคำ  อำเภอโคกศรีสุพรรณ  จังหวัดสกลนคร ไม่มีโอกาสได้ไปเยี่ยมญาติพี่น้องที่บ้านไฮ่ปลาโหลตามคำสั่งเสียของท้าวปะสีผู้เป็นลุงแม้แต่ครั้งเดียวจนกระทั่งเสียชีวิต
  8. ท้าวปะสีขาลาก  หัวหน้าคณะผู้อพยพบ้านปะแส แขวงเมืองมหาชัยกองแก้ว  ประเทศลาว  มาตั้งหมู่บ้านใหม่ชื่อ  บ้านเชียงสือ  อำเภอบ้านโพน  จังหวัดสกลนคร  ประเทศไทย

…………………………………………………..

9. สาเหตุที่ชาวภูไทยมหาชัยลืมกัน

…………………………………………………..

  1. ชาวภูไทยมหาชัยถูกลาวและเวียตนามกดขี่ข่มเหงให้ส่งส่วยได้รับความเดือดร้อนและอับอายจนไม่อยากจะเกิดเป็นคนภูไทย ส่วยเวียตนามพอหาให้ได้  แต่ส่วยลาวช้ำใจมากเพราะต้องส่งลูกสาวหลานสาวไปเป็นทาสรับใช้ลาว ชาวภูไทยบางกลุ่มจึงพยายามหลบซ่อนพรางตัวเป็นคนลาวหรือคนเผ่าอื่นทั้งวิถีชีวิตความเป็นอยู่และภาษาพูด เลิกติดต่อกับญาติพี่น้อง ส่วนชาวภูไทยกลุ่มใหญ่ที่หยิ่งในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ก็พากันหลบหนีข้ามมาฝั่งไทยเพื่อตั้งบ้านเรือนในถิ่นที่อยู่ใหม่   ความต้องการเอาตัวรอดทำให้ชาวภูไทยลืมกัน
  2. สมัยนั้นมีข้อห้ามในหมู่ชาวภูไทยมหาชัยว่า  ห้ามถามหาญาติพี่น้อง  เพราะจะถูกผีบรรพชนเข้าสิงร่างขอกินหมูกินไก่ไม่รู้จักหยุดจักหย่อน  ข้อห้ามนี้น่าจะเกี่ยวโยงกับเหตุผลข้อที่  1 กล่าวคือ เพราะกลัวลาวรู้แล้วส่งเจ้าหน้าที่ตามมาเก็บส่วยเอาลูกสาวหลานสาวนั่นเอง  ทำให้ชาวภูไทยมหาชัยไม่สนใจถามถึงญาติพี่น้องของตัวเองและลืมกันในที่สุด

……………………………

10.  บ้านด่านม่วงคำ

…………………………….

ท้าวศรีสุราชชาวบ้านป่ากล้วย  แขวงมหาชัยกองแก้ว ขี่ช้างพาครอบครัวต้อนวัวควายข้ามแม่น้ำโขงมากับคณะผู้อพยพจำนวนหนึ่ง  เมื่อมาถึงเมืองสกลนครแล้ว พระยาประจันตะประเทศธานีซึ่งเป็นเจ้าเมืองเห็นว่ามีช้างมาด้วย  จึงสั่งให้ไปตั้งบ้านเรือนในป่าไผ่ริมหนองหารซึ่งอยู่นอกเมือง(ปัจจุบันคือบริเวณดอนกระโจ)เพื่อสะดวกแก่การเลี้ยงช้าง ส่วนครอบครัวอื่น ๆ ให้เลือกทำเลสร้างบ้านในเมืองสกลนครตามใจชอบ  หลายปีต่อมาเกิดฝนแล้ง ไม่ได้ทำนาติดต่อกันถึง 3 ปี  ทุกคนอดอยากหิวโหยเพราะไม่มีข้าวกิน  ต้องหาขุดมันแซง มันเพิ่ม เห็ด หน่อไม้ และกลอยกินแทนข้าว  ทุกคนผอมโซจนกระทั้งหญิงสาวอายุ  20  ปีนมยังไม่ตั้ง

เมื่อปีพุทธศักราช  2423  ร.ศ.  99  จุลศักราช 1252  ปีมะโรง  กลุ่มชาวภูไทยที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ในเมืองสกลนคร  นำโดยพระอาจารย์อ้วน วัดเหนือและผู้นำกลุ่มที่อพยพมาด้วยกันจำนวน  8 คนได้แก่  1.  ท้าวพันนาเมืองจันทร์  2.  ท้าวชัยยะชมพู  3. ท้าวพรหมนิน  4.  หลวงพิลึก  5.  ท้าวพรหมชัย  6.  ท้าวแก้วดวงดี  7.  ท้าวราชนิวงศ์   และ  8.  ท้าวศรีสุราช  พร้อมด้วยผู้อพยพจำนวน  15  ครอบครัว  ไปกราบลาพระยาจันตะประเทศธานีผู้เป็นเจ้าเมืองสกลนคร  แล้วลงเรือพายข้ามหนองหาร ล่องไปตามลำน้ำก่ำ  จนกระทั้งพายเรือมาถึงปากห้วยแคนซึ่งห่างจากตัวเมืองสกลนครประมาณ  50  กิโลเมตร  จึงจอดเรือขึ้นฝั่งเดินสำรวจพื้นที่โดยรอบพบว่า เป็นพื้นที่ราบกว้างใหญ่  อยู่ใกล้ลำห้วย  ใกล้แม่น้ำก่ำ มีป่าไผ่ขึ้นหนาทึบ และมีสัตว์ที่เป็นอาหารชุกชุม ทั้งปลา ตะพาบน้ำ เต่า นก หนู งู และจรเข้  เหมาะแก่การทำนาและตั้งหมู่บ้าน จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ตั้งหมู่บ้านแห่งใหม่บนที่ดอนด้านทิศตะวันออกของลำน้ำก่ำ พระอาจารย์อ้วนได้ตั้งชื่อหมู่บ้านและวัดแห่งใหม่เพื่อความเป็นสิริมงคลว่า  บ้านขมิ้น  และวัดขมิ้น (ปัจจุบันอยู่ในเขตท้องที่บ้านหนองบึง  ตำบลหนองสังข์  อำเภอนาแก  จังหวัดนครพนม)   ทุกครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุขได้  5  ปีก็เกิดโรคระบาดทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายคน  

พ.ศ. 2427  ร.ศ. 103  จุลศักราช 1246  ปีวอก  พระอาจารย์อ้วนและญาติโยมที่รอดชีวิตมีมติให้ย้ายไปอยู่ที่แห่งใหม่  จึงย้ายจากบ้านขมิ้นข้ามลำน้ำก่ำไปทางทิศตะวันตกซึ่งห่างจากหมู่บ้านเดิมประมาณ  2  กิโลเมตร  จึงตั้งที่พักชั่วคราวขึ้น  พ่อครูขันธ์ทำพิธีเสี่ยงทายที่ตั้งหมู่บ้านฝันว่าได้ดอกบัว  2  ดอก จึงตั้งพิธีเสี่ยงทายน้ำเต้า  ผลการเสี่ยงทายได้ลูกครึ่ง  ทำนายว่าเป็นมัธยมดีปานกลาง  จึงพร้อมกันตั้งหมู่บ้านและวัดใหม่ขึ้นเป็นแห่งที่สอง   ตั้งชื่อหมู่บ้านและวัดว่า  บ้านม่วงคำและวัดม่วงคำ ตามชื่อต้นมะม่วงใหญ่อายุหลายร้อยปีที่ตั้งตระหง่านอยู่ทางทิศตะวันตกของหมู่บ้าน   คณะสงฆ์ได้แต่งตั้งพระอาจารย์อ้วนเป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านด่านม่วงคำ  และทางราชการได้แต่งตั้งท้าวศรีสุราช(ดี) เป็นผู้ใหญ่บ้านและให้บ้านม่วงคำขึ้นกับตาแสง(ตำบล)โพนทอง ซึ่งมีพระสำราญเป็นตาแสง(กำนัน)

พ.ศ.  2436  ร.ศ.  112  จุลศักราช  1255  ปีมะเส็ง  พระยาประจันตะประเทศธานีเจ้าเมืองสกลนคร  ได้จัดตั้งด่านตรวจเรือสินค้าขึ้นล่องตามลำน้ำก่ำขึ้นที่ท่าน้ำหน้าวัดบ้านม่วงคำ โดยตั้งชื่อด่านแห่งนี้ว่า  ด่านม่วงคำ  บ้านและวัดจึงได้ชื่อเพิ่มมาอีกหนึ่งคำคือ  ด่าน  จึงรวมชื่อใหม่และชื่อเก่าเป็น  บ้านด่านม่วงคำและว้ดบ้านด่านม่วงคำ ตามลำดับ

พ.ศ.  2440  พระอาจารย์อ้วนมรณะภาพ  และชาวบ้านด่านม่วงคำกลุ่มหนึ่งได้ย้ายครอบครัวไปตั้งหมู่บ้านใหม่มีชื่อว่า  บ้านป่าปอ  ตำบลด่านม่วงคำ  อำเภอเมือง  จังหวัดสกลนคร

พ.ศ. 2441  ทางราชการคณะสงฆ์มีคำสั่งแต่งตั้งพระอาจารย์คำฟอง  ฐิตธัมโม เป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านด่านม่วงคำ   และทางราชการได้ยกฐานะบ้านด่านม่วงคำขึ้นเป็นตำบลด่านม่วงคำ มีหมู่บ้านในเขตปกครองจำนวน  8  หมู่บ้านได้แก่  1.  บ้านด่านม่วงคำ  2.  บ้านกลาง  3.  บ้านลาดค้อ  4. บ้านลาดดู่  5.  บ้านม่วงไข่  6.  บ้านหนองนางกอม  7.บ้านป่าขาว  8.  บ้านป่าปอ  และแต่งตั้งท้าวศรีสุราชเป็นตาแสง(กำนัน) มีชั้นยศที่ หลวงบริบาลบำรุงเขต

พ.ศ.  2442  ชาวบ้านด่านม่วงคำกลุ่มหนึ่งได้ย้ายครอบครัวไปตั้งหมู่บ้านใหม่มีชื่อว่า บ้านโนนกุง  อำเภอเมือง  จังหวัดสกลนคร

พ.ศ.  2445  มีหมู่บ้านขอย้ายเข้ามาอยู่ในเขตปกครองของตำบลด่านม่วงคำจำนวน  3  หมู่บ้านได้แก่  1.  บ้านโนนกุง  2.  บ้านเชียงสือใหญ่  3.  บ้านเชียงสือน้อย

พ.ศ.  2450  หลวงบริบาลบำรุงเขตถึงแก่กรรม  ทางราชการได้แต่งตั้งนายทองเป็นกำนัน  มีชั้นยศที่  หลวงเทพภูบาล

พ.ศ.  2452  ชาวบ้านด่านม่วงคำกลุ่มหนึ่งได้ย้ายครอบครัวไปตั้งหมู่บ้านใหม่มีชื่อว่า บ้านนาอวน  อำเภอวานรนิวาส  จังหวัดสกลนคร  และต่อมาได้แยกย้ายไปตั้งบ้านโคกสว่าง  ตำบลคูสะคาม  อำเภอวานรนิวาส  จังหวัดสกลนคร

พ.ศ  2455  หลวงเทพภูบาลลาออก    ทางราชการได้แต่งตั้งนายโก้ ลูกเขยหลวงบริบาลบำรุงเขต เป็นผู้ใหญ่บ้าน มีชั้นยศที่ ขุนชำนาญ

……………………….

12.  ตั้งนามสกุล

………………………

วันที่  22  มีนาคม  พศ. 2455  พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่  6  ได้ทรงตราพระราชบัญญัตินามสกุลขึ้น ให้มีผลบังคับใช้กับคนไทยทุกคน  ในวันที่  1  กรกฎาคม  พ.ศ.  2456 

ลูกหลานของพระประจันตะประเทศธานีได้ตั้งชื่อนามสกุล  พรหมสาขา ณ สกลนคร  ปัจจุบันมีผู้สืบทอดนามสกุลพรหมสาขา ณ สกลนคร ในตัวเมืองสกลนครเป็นจำนวนไม่น้อย

หลวงเทพภูบาล(นายทอง) อดีตกำนันตำบลด่านม่วงคำ  ตั้งชื่อนามสกุล แสนเมือง  ปัจจุบันทายาทผู้สืบทอดนามสกุลแสนเมืองกระจายอยู่ที่หมู่บ้านอื่น 

ขุนชำนาญ(นายโก้) ลูกเขยหลวงบริบาลบำรุงเขต  ผู้ใหญ่บ้านบ้านด่านม่วงคำขณะนั้น ตั้งชื่อนามสกุล มูลเมืองแสน มีผู้สืบทอดนามสกุลมูลเมืองแสนในบ้านด่านม่วงคำเป็นจำนวนไม่มากนัก

นายจูมซึ่งเป็นลูกหลานหลวงบริบาลบำรุงเขตอดีตกำนันตำบลด่านม่วงคำ  ตั้งชื่อนามสกุล ไชยวงศ์คต  ปัจจุบันมีผู้สืบทอดนามสกุลไชยวงศ์คตในบ้านด่านม่วงคำมากเป็นลำดับที่  1

พ.ศ.  2464  ตั้งโรงเรียนประชาบาลตำบลด่านม่วงคำ  เปิดทำการสอนครั้งแรกตั้งแต่ชั้น ป. 1 ถึงชั้น ป. 4 ที่ศาลาการเปรียญวัดบ้านด่านม่วงคำ มีนักเรียนจาก 5 หมู่บ้านคือ 1. บ้านด่านม่วงคำ  2. บ้านโนนกุง  3.  บ้านกลาง  4.  บ้านม่วงไข่  5.  บ้านป่าปอ มีครูสอน  2  คนคือ  1.  นายจูม  ไชยวงศ์คต  2.  นายดอน  สุโคตรพรหมมี

พ.ศ.  2474  ทางราชการมีคำสั่งประกาศยุบโรงเรียนเนื่องจากไม่มีงบประมาณสนับสนุน เพราะเป็นช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชเป็นระบอบประชาธิปไตย บ้านเมืองยังไม่สงบ ช่วงปลายปีพระอาจารย์คำฟองฐิตธัมโม  เจ้าอาวาสวัดบ้านด่านม่วงคำ ถึงแก่มรณภาพ

พ.ศ.  2475  คณะสงฆ์มีคำสั่งแต่งตั้งพระอาจารย์สังกา  ฐิตะธัมโม เป็นเจ้าอาวาส  และเปลี่ยนชื่อวัดบ้านด่านม่วงคำเป็นวัดนิมมานรดี  ขณะเดียวกันทางราชการก็มีคำสั่งบรรจุแต่งตั้งนายบัว  ทัศคร เป็นครูเปิดทำการสอนตั้งแต่ชั้น ป.1 ถึงชั้น ป. 4 ที่โรงเรียนวันิมมานรดี นักเรียนมาจาก 5 หมู่บ้านเหมือนเดิม  แต่ต้องสอนคนเดียวทั้ง  4  ชั้น

พ.ศ.  2476  ทางราชการมีคำสั่งแต่งตั้งนายกาบ  สุวรรณเจริญ  มาดำรงค์ตำแหน่งครูใหญ่ นายบัว  ทัศคร และนายบุญทาน  พรหมสาขาฯ ดำรงค์ตำแหน่งครูผู้สอน

พ.ศ.  2477  พระอาจารย์สังกา  ฐิตะธัมโม  ลาสึก พระอาจารย์สุพรรณ  ฐิตเปโม เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดนิมมานรดี

พ.ศ.  2478  ขุนชำนาญ  เกษียณอายุราชการ  นายจูม  ไชยวงศ์คต ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ใหญ่บ้านแทน  และได้รับเลือกตั้งเป็นกำนันตำบลด่านม่วงคำในเวลาต่อมา   มีคำสั่งย้ายนายกาบ  สุวรรณเจริญ ไปโรงเรียนวัดบ้านหนองส่าน มีคำสั่งแต่งตั้งนายอุ่น  นวลมณี เป็นครูใหญ่แทน ย้ายนายบุญทาน  พรหมสาขาฯ ไปโรงเรียนอื่น  และมีคำสั่งแต่งตั้งนายบัว  ศรีเชษฐา  เป็นครูผู้สอนแทน

พ.ศ.  2480  พระอาจารย์สุพรรณ  ฐิตเปโม  ลาสึก  พระอาจารย์ผุย  พันธุโร เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดนิมมานรดี

พ.ศ.  2481  นายอุ่น  อินธิกาย  ย้ายไปโรงเรียนอื่น  นายกาบ  สุวรรณเจริญ  ย้ายกลับมาดำรงค์ตำแหน่งครูใหญ่เป็นครั้งที่  2  ทางราชการได้บรรจุแต่งตั้งนายแปล  เดชธิชา มาเป็นครูผู้สอนแต่ได้ย้ายไปเมื่อสิ้นปีการศึกษา

พ.ศ.  2482  โรงเรียนวัดนิมมานรดีได้ครูมาแทน  1  ตำแหน่งชื่อ  นางเซี่ยน  โคตรวิชัย  แต่ได้ย้ายไปเมื่อสิ้นปีกาศึกษา

พ.ศ.  2483  โรงเรียนวัดนิมมานรดีได้ครูมาเพิ่ม  2  ตำแหน่งคือ   1.  นายชารี  พรหมเกื้อ  2.  นายคุย  คำตั้งหน้า ซึ่งต่อมานายคุย  คำตั้งหน้า ถูกเณฑ์ไปเป็นทหาร  นายชารีได้ย้ายไปเมื่อสิ้นปีกาศึกษา

พ.ศ.  2484  พระอาจารย์ผุย  พันธุโร  ลาสึก พระอาจารย์คำม้าว  สุวัณโณ เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดนิมมานรดี

พ.ศ.  2485  โรงเรียนวัดนิมมานรดีได้ครูมาเพิ่ม  2  ตำแหน่งคือ   1.  นางสาวแว่น  จันตาแสง  2.  นายคำจันทร์  แสนเสนา แต่ได้ย้ายไปเมื่อสิ้นปีการศึกษา

พ.ศ.  2486  พระอาจารย์คำม้าว  สุวัณโณ  ลาสึก  พระอาจารย์ตัน  ฐิตธัมโม รักษาการเจ้าอาวาสวัดนิมมานรดีแทน  และเปลี่ยนชื่อวัดนิมมานรดีเป็นวัดบ้านด่านม่วงคำตามเดิม โรงเรียนบ้านด่านม่วงคำได้ครูมาเพิ่ม  1  ตำแหน่งคือ  นางสาวประนอม  ทิพย์สุวรรณ

พ.ศ.  2488  นายจูม  ไชยวงศ์คต เกษียณอายุราชการ  นายบัว  ไชยวงศ์คต  ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ใหญ่บ้าน  และได้รับเลือกตั้งเป็นกำนันตำบลด่านม่วงคำในเวลาต่อมา นายกาบ  สุวรรณเจริญ ครูใหญ่ย้ายไปโรงเรียนอื่น  นายสุรสีห์  อาสาเสน  ย้ายมาเป็นครูใหญ่แทน  นายไสย  มูลเมืองแสน ย้ายมาเป็นครูผู้สอน  บ้านวัดและโรงเรียนได้ร่วมกันหาที่ดินเพื่อก่อตั้งโรงเรียนในที่ดินสาธารณะนอกวัด ในที่สุดก็ได้ที่สาธารณะท้ายหมู่บ้านเนื้อที่ประมาณ 20  ไร่ ติดกับที่ดินป่าช้า  และได้เริ่มก่อสร้างอาคารเรียนหนึ่งหลัง แต่ยังไม่เสร็จ

พ.ศ.  2489  พระอาจารย์ตัน  ฐิตธัมโม  ลาสึก  พระอาจารย์โก  โกวิทโท เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดบ้านด่านม่วงคำ

พ.ศ.  2490  นายบุญทัน  ประสงค์สิน  ครูใหญ่ย้าย  นายวีระพงษ์  ราชกรม  ย้ายมาดำรงค์ตำแหน่งครูใหญ่แทน  นายโสภณ  อุปพงษ์  ย้ายมาเป็นครูผู้สอน  อาคารเรียนหลังแรก หลังคามุงด้วยไม้แป้น พื้นห้องปูด้วยไม้กระดาน  และบันไดทำด้วยไม้  ยังไม่มีฝากั้นห้องและประตูหน้าต่าง คณะครูได้ย้ายจากวัดนิมมานรดีไปเปิดทำการสอนที่โรงเรียนแห่งใหม่ชื่อ  โรงเรียนประชาบาลตำบลด่านม่วงคำ และยังคงมีนักเรียนจาก  5  หมู่บ้านมาเข้าเรียนเหมือนเดิม 

พ.ศ.  2491  พระอาจารย์โกวิท  โกวิโท  ลาสึก  พระอาจารย์บุญรวม(ฮุ้ง)  เขมโก  เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดบ้านด่านม่วงคำ

พ.ศ.  2492  นายบัว  ไชยวงศ์คต เกษียณอายุราชการ  นายสุพรรณ  ไชยวงศ์คต  ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ใหญ่บ้านแทน  และได้รับเลือกตั้งเป็นกำนันตำบลด่านม่วงคำในเวลาต่อมา  นายกาบ  สุวรรณเจริญ  ย้ายกลับมาเป็นครูใหญ่สมัยที่  3   อาคารสร้างใหม่ถูกพายุพัดถล่มล้มลงได้รับความเสียหายทั้งหลัง  ต้องระดมชาวบ้านมาซ่อมแซมยกตั้งขึ้นใหม่  และไปตัดไม้มาค้ำพยุงไว้  โรงเรียนได้ครูมาสอนเพิ่ม  1  ตำแหน่งชื่อ  นายสุพรรณ  ต่ายเนาว์ดง  แต่นายสุพรรณ  ต่ายเนาว์เดงได้ย้ายไปเมื่อสิ้นปีการศึกษา

พ.ศ.  2493  พระอาจารย์บุญรวม เขมโก  ลาสึก  พระอาจารย์สา  ฐิตธัมโม   รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดบ้านด่านม่วงคำ

พ.ศ.  2494  โรงเรียนบ้านด่านม่วงคำได้ครูผู้สอนมาเพิ่มจำนวน  1  ตำแหน่งชื่อ  นายจินดา  อุปพงษ์ แต่ได้ย้ายไปเมื่อสิ้นปีการศึกษา

พ.ศ.  2495  โรงเรียนบ้านด่านม่วงคำได้ครูผู้สอนมาเพิ่มจำนวน  1  ตำแหน่งชื่อ  นายบัว ทัศคร

พ.ศ.  2496  พระอาจารย์สา  ฐิตธัมโม  ลาสึก พระอาจารย์กุ  ถาวโร  เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดบ้านด่านม่วงคำ

พ.ศ.  2497  พระอาจารย์กุ  ถาวโร  ลาสึก  พระอาจารย์ศรีเมือง  อิสสระญาโณ  เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดบ้านด่านม่วงคำ  ทางราชการได้ตั้งโรงเรียนบ้านโนนกุง และโรงเรียนบ้านกลางม่วงไข่ขึ้น นักเรียนทั้งสามหมู่บ้านย้ายกลับไปเรียนในโรงเรียนประจำหมู่บ้านของตน  ทางราชการมีคำสั่งแต่งตั้งย้ายครูโรงเรียนประชาบาลด่านม่วงคำไปสอนที่โรงเรียนบ้านโนนกุง  2  คนคือ 1.  นายบุญไทย  โคตรธรรม  ไปดำรงตำแหน่งครูใหญ่   2.  นายบัว  ทัศคร เป็นครูผู้สอน  ส่วนโรงเรียนบ้านกลางม่วงไข่ทางราชการได้แต่งตั้งครูจากโรงเรียนอื่นไปเปิดทำการสอน

พ.ศ.  2499  โรงเรียนบ้านด่านม่วงคำได้ครูผู้สอนมาเพิ่มจำนวน  1  ตำแหน่งชื่อ  นายปั่น โบกคำ  แต่ย้ายไปเมื่อสิ้นปีการศึกษา

พ.ศ.  2500  พระอาจารย์ศรีเมือง  อิสสะระญาโณ รักษาการเจ้าอาวาสวัดบ้านด่านม่วงคำลาสึก  คณะสงฆ์ได้มีคำสั่งแต่งตั้งพระอธิการคำผาย  วชิรญาโณ เป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านด่านม่วงคำ  และได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลด่านม่วงคำในเวลาต่อมาโดยมีชั้นยศที่  เจ้าอธิการคำผาย  วชิรญาโณ  ทางราชการได้ตั้งโรงเรียนบ้านป่าปอขึ้น  นักเรียนบ้านป่าปอย้ายกลับไปเรียนที่โรงเรียนประจำหมู่บ้านของตน  และมีคำสั่งแต่งตั้งย้ายครูโรงเรียนประชาบาลตำบลด่านม่วงม่วงคำไปเปิดทำการสอนที่โรงเรียนบ้านป่าปอจำนวน  2  คนคือ  1.  นายกาบ  สุวรรณเจริญ  ไปดำรงตำแหน่งครูใหญ่  2.  นายสอน  แสนสำแดง  ครูผู้สอน

พ.ศ.  2501  โรงเรียนประชาบาลตำบลด่านม่วงคำได้เปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนบ้านด่านม่วงคำ ปีนี้โรงเรียนบ้านด่านม่วงคำมีนักเรียนน้อยเฉพาะนักเรียนในหมู่บ้านแต่ได้ครูผู้สอนมาเพิ่มจำนวน  2  คนคือ  1.  นายคำสอน  แสนสำแดง  2.  นางสาวเจริญ  สุโคตรพรหมมี

พ.ศ.  2502  ทางราชการมีคำสั่งแต่งตั้งนายวีระพงศ์  ราชกรม  เป็นครูใหญ่โรงเรียนบ้านด่านม่วงคำที่ว่าง นายคำสอน  แสนสำแดง ได้รับคำสั่งย้าย  จึงมีครูทำการสอนเพียง  2 คน

พ.ศ.  2503  นายสุพรรณ  ไชยวงศ์คต เกษียณอายุราชการ  นายบุญเรือง  วรรณสุ  ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ใหญ่บ้านแทน

พ.ศ.  2505  ทางราชการมีคำสั่งแต่งตั้งย้ายนายวีระพงศ์  ราชกรม และแต่งตั้งนายเทียม  จันทะรังสี เป็นครูใหญ่แทน  ปีการศึกษานี้มีครู  จำนวน  2  คน

พ.ศ.  2506  ทางราชการมีคำสั่งแต่งตั้งย้ายนายเทียม  จันทะรังสี  ไปโรงเรียนอื่นและย้ายนายกาบ  สุวรรณเจริญ มาเป็นครูใหญ่แทน(สมัยที่  4)  ปีการศึกษานี้มีครู  จำนวน  2  คน

พ.ศ. 2508  นายกาบ  สุวรรณเจริญ เกษียณอายุราชการ  โรงเรียนเหลือครูเพียงคนเดียวคือ นางเจริญ  แสนนาม(สุโคตรพรหมมี) ต้องทำหน้าที่ทุกอย่างในโรงเรียน  ต่อมาทางราชการได้จัดสรรงบประมาณจ้างช่างมาต่อเติมอาคารเรียนโดยการเปลี่ยนไม้แป้นมุงหลังคาเป็นสังกะสี เพิ่มฝา ประตู หน้าต่างและเพดาน  อาคารไม้หลังแรกนี้เริ่มก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2474  สร้างเสร็จปี พ.ศ.  2508  รวมระยะเวลาก่อสร้าง  74  ปี (นานที่สุดในโลก)

พ.ศ.  2509  นายบุญเรือง  วรรณสุ เกษียณอายุราชการ  นายทอน  ไชยวงศ์คต  ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ใหญ่บ้านแทน  ทางราชการส่งนายเบ็ง  แก้วมะ  มารักษาการในตำแหน่งครูใหญ่ ปีการศึกษานี้มีครู  จำนวน  2  คน

พ.ศ.2510  ทางราชการสั่งย้าย นายเบ็ง  แก้วมะ  ไปโรงเรียนอื่นและส่ง  นายสมพงษ์  พลราชมมารักษาการในตำแหน่งครูใหญ่แทน ปีการศึกษานี้มีครู  จำนวน  2  คน

พ.ศ.  2511  นายทอน  ไชยวงศ์คต  ลาออกจากตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน  นายสุโท  ไชยวงศ์คต  ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ใหญ่บ้านแทน   ทางราชการมีสั่งแต่งตั้งให้นายสมพงษ์  พลราชม  ดำรงตำแหน่งครูใหญ่  ปีการศึกษานี้มีครู  จำนวน  2  คน

พ.ศ.  2513  นายสุโท  ไชยวงศ์คต ถึงแก่กรรม  นายทอน  ไชยวงศ์คต  ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ใหญ่บ้านบ้านด่านม่วงคำครั้งที่  2

พ.ศ.  2514  ทางราชการมีคำสั่งแต่งตั้งย้ายนายสมพงษ์  พลราชม ครูใหญ่ ไปดำรงตำแหน่งครูใหญ่โรงเรียนบ้านหนองเหียน  และแต่งตั้งย้ายนายณรงค์  อุปพงษ์ ครูใหญ่โรงเรียนบ้านนาตงสหราษฎร์อุทิศมาดำรงตำแหน่งครูใหญ่โรงเรียนบ้านด่านม่วงคำ ปีการศึกษานี้มีครู  จำนวน  2  คน

พ.ศ.  2516  เจ้าอธิการคำผาย  วชิรญาโณ  เจ้าอาวาสวัดบ้านด่านม่วงคำชักชวนชาวบ้านก่อสร้างส้วมจำนวน  1  หลัง  2  ที่มอบให้แก่โรงเรียน

พ.ศ.  2520  นายทอน  ไชยวงศ์คต เกษียณอายุราชการ  นายพยนต์  ไชยวงศ์คต  ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ใหญ่บ้านแทน  ทางราชการมีคำสั่งแต่งตั้งย้ายนางสมใจ  อุปพงษ์  มาดำรงตำแหน่งครูผู้สอนโรงเรียนบ้านด่านม่วงคำ ปีการศึกษานี้มีครู  จำนวน  3  คน

……………………………………………

13. ใสว่าสิบ่ถิ่มกัน

(ยืมชื่อเพลงบ่าวย้อ ก้อง  ห้วยไร่)

……………………………………………

ชาวภูไทยจากหลายหมู่บ้านหลายตำบลเมืองมหาชัยกองแก้ว ประเทศลาว ได้อพยพมาตั้งถิ่นฐานใหม่ที่จังหวัดสกลนครและจังหวัดใกล้เคียง ขยายเผ่าพันธุ์ด้วยการแต่งงานกับชนเผ่าอื่นไปทั่วประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ.  2354  นับถึงปี พ.ศ.  2559 เป็นระยะเวลาที่ยาวนานถึง  205  ปี  บุคคลล้มหายตายจากไปหลายรุ่น สิ่งก่อสร้างผุพังไปหลายแห่ง เหลือเพียงร่องรอยเรื่องเล่าและเรื่องราวที่บันทึกไว้ให้ลูกหลานได้รับรู้เพียงบางส่วนบางเรื่องบางตอนพอได้เล่าสู่กันฟัง  ข้าพเจ้าเป็นเพียงหนึ่งในหลายล้านคนของลูกหลานชาวภูไทยมหาชัยที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วโลก ได้พยายามสืบค้นจากเอกสารและเรื่องเล่าแล้วนำมาเรียบเรียงเขียนใหม่ได้เพียงบางส่วน  ทุกชีวิตเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไปเป็นธรรมดา  ภาระในการสืบค้นเรียบเรียงเขียนเล่าเรื่องราวชาวภูไทยมหาชัยเป็นหน้าที่ของลูกหลานทุกคน   ไม่ต้องกังวลว่าลาวจะรู้ที่อยู่แล้วตามมาเก็บส่วยเอาลูกสาวหลานสาวของพวกเราอีกต่อไป  แต่ไม่ว่าจะลำบากยากดีมีจนแค่ไหน  ชาวภูไทยมหาชัยจะต้องสัญญากับตนเองเสมอว่า  เราจะไม่ทิ้งกัน 

         พ่อครูดอทคอม

       25  มิถุนายน  2559

 

 

 


ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *