กลอนไว้อาลัยญาติพี่น้อง

…………………

กลอนที่  1

…………………

แด่…พี่จารย์

พี่เกิดมา หกสิบปี ไม่มีคู่

ยืนหยัดสู้ ชีวิตไป ดั่งใจฝัน

มุ่งแสวง หาทางสู่ พระนิพพาน

บวชมานาน หลายสิบปี ที่ฝ่าฟัน

แต่ชีวิต ผกผัน มันไม่แน่

สังขารแย่ ไปไม่ถึง ซึ่งฝั่งฝัน

จึงต้องสึก ออกมา เพื่อหางาน

บริหาร  ชีวิตไว้  ให้ยืนยาว

แต่สังขาร นานไป ยิ่งไม่เที่ยง

มันเอนเอียง ตามกาล ผ่านร้อนหนาว

ดีขึ้นบ้าง ทรุดบ้าง เป็นครั้งคราว

ตามเรื่องราว ของสังขาร มันเปลี่ยนไป

เทียวเข้าออก โรงบาล มานานนัก

แพทย์ช่วยรัก -ษาให้ แต่ไม่ไหว

ยิ่งนานวัน อาการหนัก  ชักวุ่นวาย

เพราะความตาย รุกไล่  ใกล้ตามทัน

ญาติพี่น้อง พาไป  โน้นนั่นนี่

ข่าวหมอดี มีทีไหน ไปประสาน

พาไปพบ ไปรักษา มาเนิ่นนาน

แต่สังขาร ทรุดลง ไม่คงทน

มาบัดนี้  พี่ได้จาก  น้องไปแล้ว

ไร้วี่แวว หาไม่เห็น ทุกแห่งหน

เหลือเพียงรอย อาลัย ให้ปวงชน

ได้สืบค้น ถามไถ่ ในตำนาน

ญาติพี่น้อง มาส่งพี่ ในวันนี้

ล้วนใจดี  รักผูกพัน  สมานฉันท์

ตั้งอุทิศ   บุญกุศล  ดลบันดาล

ให้พี่นั้น  ไปถึง  ซึ่งสบาย

จงไปสู่   เมืองสวรรค์ บนชั้นฟ้า

เป็นเทวา แสนสนุก สุขสดใส

ได้มีเป็น เช่นที่หวัง ทุกอย่างไป

สุขสบาย  ในภพใหม่  ชาติใหม่เทอญ

ด้วยความรักและอาลัยยิ่ง
จาก…น้องสาว และญาติพี่น้องทุกคน

……………….

กลอนที่  2

……………….

แด่…หลานรัก

ยายเลี้ยงหลาน  ตั้งแต่  ยังแบเบาะ

ด้วยเหตุเพราะ  ครอบครัวแยก  แตกสลาย

จึงทิ้งหลาน   ไว้ให้   อยู่กับยาย

แล้วหนีหาย  ไปลับ  ไม่กลับมา

ยายทุ่มเท  เสียสละ  ทุกสิ่งอย่าง

เพื่อส่งทาง  ให้หลานสม  ปรารถนา

ยายหวังเพียง  ให้หลาน  ช่วยปิดตา

เมื่อถึงครา  ยายพราก  จากโลกไป

แต่ความหวัง  ไม่เป็น  เช่นที่คิด

พรหมลิขิต  ขีดเส้นทาง  ให้ห่างหาย

ความใฝ่ฝัน  ทุกอย่าง  พังทลาย

เมื่อความตาย  มาพราก  หลานจากไป

ทุกคืนวัน  ฟันฝ่า  ความโสกเศร้า

เมื่อขาดเจ้า  ยายจะอยู่  อย่างไรไหว

มองซ้ายขวา  หน้าหลัง  ไม่เห็นใคร

เห็นเพียงรอย  อาลัย  จากน้ำตา

ที่เอ่อล้น  ลงแก้ม  ทีละน้อย

แล้วไหลย้อย  อาบแก้ม  ทั้งซ้ายขวา

หัวใจเต้น  ร่ำสะอึ้น  กลืนน้ำตา

สุดจะคว้า  หลานยาย  ให้กลับคืน

นึกถึงธรรม  คำสอน  พระท่านให้

ทำให้ยาย  ใจสงบ  แม้สุดฝืน

ข่มตาหลับ  ทุกหน  ทนกล้ำกลืน

คลายขมขื่น  ได้บ้าง  เป็นครั้งคราว

ขอจงสู่  สุคติ  เถิดหลานรัก

สู่สำนัก  เมืองแมน  แดนบ่าวสาว

อยู่เป็นสุข  สดใส  ในหมู่ดาว

ยั่งยืนยาว  ตราบฟ้าสิ้น  ดินมลาย

ด้วยความรักและอาลัยยิ่ง
จาก…ยาย 

……………….

กลอนที่  3

……………….

แด่…คุณยายแม่

ยายรักหลาน  หลานก็รู้  อยู่ว่ารัก

เฝ้าฟูมฟัก  กล่อมเลี้ยง  เคียงถนอม

เหลือบยุงริ้น  มิให้ไต่  ไรไม่ตอม

ซักผ้าอ้อม  กล่อมเห่  ผูกเปลไกว

หลานหัดเดิน  ยายช่วย  ด้วยความรัก           

คอยเอ่ยทัก  ยิ้มให้  ไม่ห่างหาย

หลานล้มคว่ำ  ช่วยปกป้อง  ประครองกาย   

ไม่เหนื่อยหน่าย  เลี้ยงรัก  อย่างถูกทาง

หลานมีภัย  ยายปกป้อง ด้วยชีวิต               

หลานทำผิด  ยายช่วย  ด้วยความหวัง

คอยประครอง  ป้องหลานให้  ไปถูกทาง       

ส่งถึงฝั่ง  สุขสมหวัง ทุกอย่างไป

มาบัดนี้  ยายจาก  หลานไปแล้ว                  

เหมือนดวงแก้ว ส่องทาง  สว่างไสว

ลอยละล่อง  ส่องฟ้า  สู่แดนไกล     

สุดจะไขว่  คว้าถึง  ดึงยายคืน

จากนี้ไป  ไม่มียาย  ให้หลานเห็น                 

ทุกเช้าเย็น  หงอยเหงา  เศร้าสุดฝืน

น้ำตาเอ่อ ล้นไหล  ในทุกคืน               

แม้ดึกดื่น  เพียงใด  หลับไม่ลง

จงไปดี  มีสุข  เถิดยายแม่                     

จงพบแต่  ความสุข  ดังประสงค์

เป็นนางฟ้า  บนสวรรค์  มั่นยืนยง       

หลานจะส่ง  กุศลให้  ไปหนุนนำ

หากชาติหน้า เกิดใหม่ ได้อีกหน            

ขอเป็นคน  ชูชุบ  อุปถัมภ์

เลี้ยงยายแม่ ตอบแทนคุณ  อุดหนุนนำ    

น้อมรับกรรม  เก่าใหม่  ยายแม่เอง

ด้วยความรักและอาลัยยิ่ง
จาก…หลานยายแม่

……………….

กลอนที่  4

……………….

แด่…หลวงพ่อ 

หลายสิบปี  ที่หลวงพ่อ  บวชเป็นพระ

เพื่อลดละ  โลภโกรธหลง  ในสงสาร

บรรเทามืด  โมหันต์  อันธการ

และสืบสาน  ศาสนา  ให้ถาวร

ท่านรอบรู้  แตกฉานใน  ปริยัติ

ปฏิบัติ  ถูกต้องตาม  หลักคำสอน

ปฏิเวธ  บรรลุธรรม  อันบวร

นั่งยืนนอน  สุขสงบ  พบนิพพาน

แล้วจึงสอน  สานุศิษย์  มิตรญาติ (ให้อ่านว่า มิตระ-ยาด)

ให้ฉลาด  เข้าถึงสุข  เกษมสันติ์

เดินตามทาง  มรรคมีองค์  แปดประการ

โดยให้ทาน  ศีลรักษา  ภาวนามัย

มาบัดนี้  หลวงพ่อจาก  เราไปแล้ว

เหมือนดวงแก้ว  ส่องทาง  สว่างไสว

ลอยละล่อง  ส่องฟ้า  สู่แดนไกล

สุดจะไขว่  คว้าถึง  ดึงกลับคืน

ขาดหลวงพ่อ  ญาติโยม  ต่างเศร้าสร้อย

หน้าละห้อย  เงียบเหงา  เศร้าสุดฝืน

อาลัยรัก  หมองหม่น  ทนกล้ำกลืน

กลั้นสะอึ้น  กลืนน้ำตา  สุดจาบัลย์

ขออำนาจ  บุญกุศล  ญาติโยมสร้าง

เป็นพลัง  ส่งหลวงพ่อ  ให้ถึงฝัน

ถ้าหากแม้น  ยังไม่ถึง  ซึ่งนิพพาน

ขอให้ท่าน  ได้ภพใหม่  ดั่งใจเทอญ

ด้วยความเคารพรักและอาลัยยิ่ง

จากญาติโยมทุกคน

 ………………..

กลอนที่  5

……………….

แด่…หลวงตา 

ชีวิตการ  ครองเรือน  มันร้อนรุ่ม

ปัญหารุม  รอบทิศ เป็นนิจศีล

ต้องขยัน  หมันแสวง  ยื้อแย่งกิน

ไปทั่วถิ่น  เพื่อหาทรัพย์  ส่งกลับมา

หวังครอบครัว  มีสุข  ไม่ทุกข์ร้อน

นั่งกินนอน  สุขสันต์  ชื่นหรรษา

ลูกทุกคน  เรียนจบชั้น  ปริญญา

จึงกลับมา  พักผ่อน  นอนเอาแรง

 

 

 

(ยังมีต่อ)

 

 

……………….

กลอนที่  6

……………….

แด่…หลวงปู่ 

 

……………….

กลอนที่  7

……………….

แด่…คุณหมอ

 

……………….

กลอนที่  8

……………….

(ผู้พิทักสันติราษฎร์)

แด่…น้องชายผู้น่าสงสาร

ได้ข่าวร้าย  นอนไม่หลับ  กระสับกระส่าย

น้ำตาไหล  รินรุด  สุดจะฝืน

กราบวิงวอน  เทพไท้  ให้น้องคืน

แม้ดึกดื่น  เพียงใด  หลับไม่ลง

น้องกลับมา  เพียงร่าง  ไร้ชีวิต

เหมือนดวงจิต   พี่แยก   แตกเป็นผง

ความใฝ่ฝัน  มั่นหมาย  สลายลง

แม้ฝึกปลง  ใจล่วงหน้า  เจียนบ้าตาย

ขอจงสู่  สุคติ  สู่ที่ชอบ

กรรมดีกอบ  กุศลสร้าง  ไม่ห่างหาย

โปรดช่วยดล  น้องพี่ให้  ไปสบาย

สู่ที่หมาย  สรวงสวรรค์  ชั้นวิมาน

หากชาติหน้า  เกิดใหม่  ได้พานพบ

ขอประสบ  พันผูก  เป็นลูกหลาน

เป็นพี่น้อง  ญาติมิตร  สนิทกัน

รักผูกพัน  ทุกชาติ  ไม่คลาดคลา

มีอายุ  ยืนยาว  จนเฒ่าแก่

รักดูแล  กันและกัน  ดังปรารถนา

ให้ความรัก  อย่ารู้ห่าง  ร้างโรยรา

ไปจนกว่า  ฟ้าสิ้น  ดินมลาย

ด้วยความรักและอาลัยยิ่ง

จาก..พี่น้องทุกคน

……………….

กลอนที่  9

……………….

(แด่…ทหารหาญของชาติ) 

แด่…..ลูกชายของพ่อ

ได้ข่าวร้าย  นอนไม่หลับ  กระสับกระส่าย

น้ำตาไหล  รินรุด  สุดจะฝืน

กราบวิงวอน  เทพไท้  ให้ลูกคืน

แม้ดึกดื่น  เพียงใด  หลับไม่ลง

ลูกกลับมา  เพียงร่าง  ไร้ชีวิต

เหมือนดวงจิต  พ่อแม่แยก   แตกสลาย

ความใฝ่ฝัน  มุ่งหวัง  พังทลาย

เหลือสุดท้าย  เพียงสุดฝืน  กลืนน้ำตา

 ขอจงสู่  สุคติ  สู่ที่ชอบ

กรรมดีกอบ  กุศลส่ง  สมปรารถนา

ได้มีเป็น  เช่นหวัง  ดั่งจินตนา

เสวยสุข  บนชั้นฟ้า  ให้แสนนาน

หากชาติหน้า  เกิดใหม่  ได้พานพบ

ขอประสบ  พันผูก  เป็นลูกหลาน

ได้เลี้ยงดู  อยู่ด้วยกัน  นานแสนนาน

เหล่าภัยพาล  ไม่มาพราก  เราจากกัน

ด้วยความรักและอาลัยยิ่ง

จาก..พ่อแม่และญาติพี่น้องทุกคน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *